ภาพลักษณ์ เดวิด มอยส์ จะกระเตื้องขึ้นไหม?

เห็นการฉลองของนักเตะเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในชัยชนะเหนือฟิออเรนติน่า คว้าแชมป์ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก แล้วก็รู้สึกยินดีไปด้วยนะครับ

ไม่ใช่แค่ยินดีกับความสำเร็จในฟุตบอลสโมสรยุโรปครั้งแรกในรอบ 58 ปีของทีมขุนค้อนเท่านั้นหรอกครับ แต่เป็นปฏิกิริยาของพวกเขาต่างหากที่ทำให้รู้สึกอย่างนั้น

เพราะการแสดงออกของพวกเขาแต่ละคนทำให้เราสัมผัสได้ไม่ยากเลยว่ามันเป็นความสุขที่เปี่ยมล้นเหลือเกิน

ไม่ต้องมาคิดอะไรให้วุ่นวายว่ามันเป็นแค่ถ้วยระดับสาม หรือเป็นถ้วยที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับพวกที่ไม่ได้ไปเตะ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก อะไรอย่างที่ถูกบางคนดูถูกดูแคลน

เพราะแชมป์ก็คือแชมป์ ไม่มีใครเอาศักดิ์ศรีนี้ไปจากคุณได้

ผมนั่งดูบรรยากาศหลังจบเกมด้วยความเพลิดเพลิน ยิ้มตามไปด้วยตลอดเวลา อาการดีใจของนักเตะแต่ละคนของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด มันช่างเหมือนเด็กได้ของเล่น ตาเป็นประกาย ฉีกยิ้มกว้าง หัวเราะร่วน โผเข้ากอดกันและกัน

ปลดปล่อยความดีใจออกมาเต็มที่ ทุกอย่างที่ปรากฏล้วนเผื่อแผ่ความสุขออกมาให้กับเราด้วย ซาอิด เบนราห์มา, โทมัส ซูเซ็ก, จาร์ร็อด โบเว่น, ปาโบล ฟอร์นาลส์, เอเมอร์สัน ปัลมิเอรี่ ดีใจเป็นเด็กๆ หรือนักเตะระดับตัวจริงทีมชาติบราซิลลุยฟุตบอลโลกมาแล้วอย่าง ลูกัส ปาเกต้า ก็ยิ้มแป้นชุ่มฉ่ำ

แอรอน เครสเวลล์ ที่ไม่ได้ลงสนามกระโจนใส่เพื่อน กอดรัดฟัดเหวี่ยงดีใจราวกับได้แชมป์โลก

บางทีภาพอะไรแบบนี้นี่แหละที่จรรโลงอารมณ์ เติมความชุ่มชื่นให้หัวใจเรา

ไม่ต้องใหญ่โตคับฟ้า ไม่ต้องเป็นที่หนึ่งในถ้วยอันดับหนึ่ง โลกยังมีความหลากหลายมากพอให้คุณมีความสุขได้ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ เวที ทุกๆ การแข่งขัน

ทีมที่ชนะเพลย์ออฟลีกทูก็มีความสุขเท่าทีมที่คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ หรือแฟนบอลของทีมที่เพิ่งรอดตกชั้นในวันสุดท้ายก็ดีใจให้ถึงที่สุดได้ไม่แพ้กองเชียร์ของชาติที่ได้แชมป์โลก

เพราะความสุขไม่ได้จำกัดเอาไว้แค่ที่ใดที่หนึ่ง ลีกใดลีกหนึ่ง ถ้วยใดถ้วยหนึ่ง ไม่ได้มีระดับมากำหนดให้รายการนี้สุขได้เท่านั้น หรือรายการนั้นสุขได้แค่นี้

ปฏิกิริยาของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ เอเดน อารีน่า หรือในชื่อปัจจุบัน ฟอร์ทูน่า อารีน่า ทำให้ถ้วยนี้ยิ่งมีคุณค่า ทั้งนักเตะอังกฤษ นักเตะต่างชาติ และแฟนบอลแฮมเมอร์สที่ตามไปเชียร์ ทุกคนล้วนเสกค่ำคืนที่อลังการสำหรับสโมสรขึ้นมาอย่างไร้ที่ติ

อ้อ.. คงจะต้องยกเว้นแฟนบอลสิ้นคิดหลายคนที่ขว้างแก้วน้ำลงมาในสนามจนทำให้ คริสเตียโน่ บิรากี้ แบ๊กซ้ายกัปตันทีมฟิออเรนติน่าหัวแตกระหว่างเกม พวกนี้คงไม่ต้องปราณีกัน ต้องไม่มีข้ออ้างใดๆ ให้การกระทำงี่เง่ามีความชอบธรรม ต้องมีบทลงโทษให้เข็ดหลาบ สุดท้ายแล้วเวสต์แฮมได้แชมป์กองเชียร์เหล่านี้คงสมหวัง แต่ก็ต้องรับผิดชอบพฤติกรรมน่ารังเกียจของตัวเองด้วย

ผมดีใจไปกับพวกเขาด้วยใจจริง แต่ที่ยิ่งเหนืออื่นใดทั้งหมด ผมยินดีที่สุดที่ได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าผ่องใสของ เดวิด มอยส์

ปัจจุบัน มอยส์ อายุ 60 ปี เขาเข้าสู่งานผู้จัดการทีมตั้งแต่อายุ 35 ตอนที่เลิกเล่นกับเปรสตัน นอร์ธเอนด์ แต่จริงๆ เขามีส่วนร่วมกับงานโค้ชมาเรื่อยๆ เพราะได้ใบอนุญาตเป็นโค้ชมาตั้งแต่อายุ 22 ปีตอนเล่นอยู่ที่ บริสตอล ซิตี้ แล้ว

มอยส์เริ่มเป็นที่พูดถึงในบทบาทผู้จัดการทีมตั้งแต่งานแรกในถิ่นดีพเดลของเปรสตันฯ ก่อนจะมาประสบความสำเร็จกับเอฟเวอร์ตันที่กูดิสัน พาร์ค แต่จุดสูงสุดของอาชีพผู้จัดการทีมที่ได้รับโอกาสสานงานต่อจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงเอยด้วยความล้มเหลว และกลายเป็นการร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุดภายในเวลาไม่ถึงปี

ชื่อเสียงของมอยส์ในฐานะผู้จัดการทีมหนุ่มที่มีฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดาสูญสลายไปตั้งแต่วันนั้นโดยไม่อาจกอบกู้คืนมาได้อีกเลย มิหนำซ้ำยังถูกดูแคลนความสามารถตลอดมาว่าเป็นผู้จัดการทีมที่ชวนยี้

คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามอยส์เป็นผู้จัดการทีมที่ต้องเผชิญกับคำดูถูกเหยียดหยามมากที่สุดคนหนึ่งในวงการลูกหนัง การเสียรังวัดกับงานสุดหินที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คล้ายเป็นภาพจำติดตัวไปแล้วว่าเขาคือกุนซือที่ไร้ความสามารถ ตกยุค ไม่มีบุคลิกที่ชวนประทับใจ เป็นแค่ตัวตลกน่าขำเท่านั้นในสายตาแฟนบอล (คุมทีมปีศาจแดงต่อจากเฟอร์กี้ที่เพิ่งวางมือ จะมีงานไหนหนักทุกด้านไปกว่างานนี้อีก)

ยังไม่ต้องดูผลงานอะไรหรอก แค่ได้ยินชื่อ เดวิด มอยส์ ก็ตลกแล้ว 

เขาน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวหรือ..

ในวันที่โลกตื่นตัวเรื่องการบูลลี่ เราอาจบูลลี่ เดวิด มอยส์ อยู่ก็ได้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

ผมไม่รู้ว่าการคว้าแชมป์ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ของเขาในครั้งนี้จะทำให้ภาพลักษณ์หรือความรู้สึกที่แฟนบอลบางคนมีต่อเขากระเตื้องขึ้นไหม เขายังคงเป็นตัวตลกในสายตาของพวกเขาเหล่านั้นอยู่หรือเปล่า

ปัดโธ่เอ๊ย มันก็แค่คอนเฟอเรนซ์ ลีก.. จะมีความรู้สึกแบบนี้อยู่บ้างไหม มันก็คงมีล่ะนะ ก็คนมันไม่ชอบไปแล้ว ไม่ยอมรับไปแล้วนี่ จะให้กลับมายอมรับง่ายๆ ได้ยังไงกัน

ฤดูกาลที่แล้ว เดวิด มอยส์ พา เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทะลุเข้าไปถึงรอบตัดเชือกยูฟ่า ยูโรปา ลีก

ฤดูกาลนี้เขาพาทีมขุนค้อนผจญภัยในศึกยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ลงเตะยาวเหยียดถึง 15 เกม ต้องเล่นตั้งแต่รอบเพลย์ออฟก่อนเข้าแบ่งกลุ่ม ผลลัพธ์คือการคว้าแชมป์พร้อมสถิติชนะ 14 เสมอ 1 ไม่แพ้ใครเลย

ผมคิดว่า เดวิด มอยส์ พิสูจน์ฝีมือของเขาให้เราเห็นแล้วเหมือนกัน

คงไม่ต้องถึงกับคารวะเชิดชูเขาหรอก ไม่ต้องยอมรับก็ได้ แต่แค่มองเขาในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก้มหน้าก้มตารับคำดูแคลน อดทนอดกลั้นตลอดคำดูถูก พยายามเปลี่ยนมันให้เป็นพลังเพื่อพาทีมไปถึงเป้าหมาย

แล้วมันก็ระเบิดออกมาเป็นอาการดีใจ วิ่งกระโดดตัวลอยลืมอายุ ยิ้มแป้นแล้นเปิดเผยความรู้สึกทุกอย่างออกมาทั้งหมดอย่างที่เราเห็น

ผมคิดว่าผมเคยเห็นรอยยิ้มของมอยส์มาก็หลายครั้ง แต่เมื่อคืนวันพุธเป็นรอยยิ้มที่แจ่มใสที่สุดของเขา มันไม่เพียงเป็นรอยยิ้มแห่งความยินดี หากยังเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจและปลดปล่อย คล้ายการทิ้งความกล้ำกลืนทั้งปวงไว้ข้างหลัง แล้วก้าวขึ้นมายืนข้างหน้าอย่างมั่นใจ

หลังรับเหรียญรางวัล เดวิด มอยส์ เดินไปหา เดวิด มอยส์ ซีเนียร์ คุณพ่อวัย 87 ปีที่เดินทางมาให้กำลังใจทีมของลูกชายถึงข้างสนามด้วย เขาหยิบเหรียญทองที่คล้องคออยู่ออกมา แล้วสวมคล้องมันลงไปที่คอพ่อบังเกิดเกล้า

"ท่านเป็นคนแรกที่ผมมองหา ผมอยากให้เหรียญนี้ไปอยู่บนคอของท่าน" เขาตอบพิธีกรอย่างนั้นเมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์นี้

จะมีค่ำคืนไหนน่าประทับใจไปกว่านี้อีก ทั้งสำหรับ เดวิด มอยส์ คนลูก.. และ เดวิด มอยส์ ผู้พ่อ

ยินดีด้วยอย่างที่สุดครับ เดวิด มอยส์ คุณทำได้แล้วจริงๆ

ตังกุย


ที่มาของภาพ : gettyimages
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport