จากทีมที่โลกเชื่อว่า "เล่น 120 นาที แล้ว เยอรมนี จะชนะจุดโทษ" สู่วันที่พวกเขาแพ้การดวลเป้าในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปารากวัย สร้างเรื่องช็อกครั้งใหญ่ ขณะที่ เยอรมนี ต้องกลับไปตอบคำถามเดิมอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้นกับอดีตชาติที่เกรียงไกรใน เวิลด์ คัพ
มีประโยคหนึ่งที่อยู่คู่ฟุตบอลโลกมาหลายสิบปี
"Football is a simple game - you play for 120 minutes and then the Germans win on penalties."
"ฟุตบอลเป็นเกมง่าย ๆ เล่นกัน 120 นาที แล้วสุดท้าย เยอรมนี ก็ชนะจุดโทษ"
วันนี้ประโยคนั้นใช้ไม่ได้อีกแล้ว
เยอรมนี แพ้การดวลจุดโทษในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก หลังพ่าย ปารากวัย รอบ 32 ทีมสุดท้าย และกลายเป็นหนึ่งในผลการแข่งขันที่พลิกล็อกที่สุดของฟุตบอลโลกยุคใหม่
ตามอันดับฟีฟ่า นี่คือความพลิกผันใหญ่เป็นอันดับ 4 ของรอบน็อกเอาต์นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบจัดอันดับในปี 1992
ครึ่งแรก เยอรมนี ครองบอลเหนือกว่าแต่สร้างโอกาสได้ไม่มาก ก่อนเสียประตูจากจังหวะเกมรับผิดพลาด ปล่อยให้ ฆูลิโอ เอ็นซีโซ่ ยืนโล่งบริเวณจุดโทษและโหม่งเข้าไป
มันกลายเป็นเกมฟุตบอลโลกนัดที่ 10 ติดต่อกันแล้วที่ เยอรมนี เสียประตู
หลังพักครึ่ง ไค ฮาแวร์ตซ์ โขกทำประตูเช่นกัน ตีเสมอให้ทีมของ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ได้สำเร็จ แต่ตลอดช่วงเวลาที่เหลือพวกเขายังไม่เฉียบคมพอที่จะปิดเกม
เยอรมนี ควรจะขึ้นนำตอนช่วงต่อเวลาพิเศษจากลูกโหม่งของ โยนาธาน ทาห์ แต่ VAR เข้ามาแทรกแซง และผู้ตัดสินตัดสินไม่ให้เป็นประตู
เกมจึงลากยาวไปถึงการดวลจุดโทษ
ก่อนหน้านี้ เยอรมนี ยิงจุดโทษในฟุตบอลโลกเข้า 15 ครั้งติดต่อกัน แต่ครั้งนี้พวกเขากลับพลาดถึง 3 คน
ฮาแวร์ตซ์ ถูก ออร์ลันโด้ กิลล์ เซฟ
นิค โวลเทอมาเด้อ ยิงไม่ผ่านมือผู้รักษาประตู ปารากวัย
และสุดท้าย ทาห์ ที่เพิ่งถูกริบประตูซัดบอลข้ามคานออกไป
แล้ว โฆเซ่ กานาเล่ ยิงปิดท้ายส่ง ปารากวัย ผ่านเข้ารอบ และส่ง เยอรมนี กลับบ้าน
นอกจากจะแพ้จุดโทษเป็นหนแรกแล้ว คำถามใหญ่มันก็ตามมา
เกิดอะไรขึ้นกับ เยอรมนี?
หากมองย้อนกลับไปในปี 2014 เยอรมนี คือทีมที่ถูกยกให้เป็นมาตรฐานของฟุตบอลทัวร์นาเมนต์
รองแชมป์โลกปี 2002
อันดับสามปี 2006
อันดับสามปี 2010
แชมป์โลกปี 2014
พวกเขาจบฟุตบอลโลกบนโพเดียมถึง 12 ครั้งจาก 20 สมัย มากกว่าชาติอื่นถึงสามเท่า
พวกเขาคือชาติที่ประสบความสำเร็จที่สุดในฟุตบอลโลกยุคใหม่
แต่หลังจากคืนแห่งชัยชนะเหนือ อาร์เจนติน่า ที่ ริโอ เด จาเนโร ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป
ฟุตบอลโลก 2018 ตกรอบแบ่งกลุ่ม
ฟุตบอลโลก 2022 ตกรอบแบ่งกลุ่ม
ยูโร หลายครั้งก็จบลงแบบน่าผิดหวัง
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ แม้จะผ่านรอบแบ่งกลุ่มมาได้ แต่ก็ต้องหยุดเพียงรอบแรกของน็อกเอาต์
สื่อเยอรมันเรียกมันว่า หายนะ
อดีตนักเตะระดับตำนานกำลังตั้งคำถามต่อทุกอย่าง
ทำไม ลีรอย ซาเน่ ยังได้ลงสนามต่อเนื่องแม้ผลงานไม่ดี
ทำไม โยชัว คิมมิช ไม่ได้เล่นมิดฟิลด์เต็มตัว
ทำไมคู่มิดฟิลด์อย่าง อเล็กซานดาร์ พาฟโลวิช กับ เฟลิกซ์ เอ็นเมชา ยังได้รับโอกาสทั้งที่ไม่เคยสร้างความมั่นใจ
ทีมชุดนี้มีเทคนิค แต่ขาดพลังงานและความดุดัน
เกมนี้ นาเกลส์มันน์ เองพยายามเปลี่ยนทีม
เขาดร็อป จามาล มูเซียล่า แล้วส่ง เดนิซ อุนดาฟ ลงมาเล่นแทน พร้อมปรับไปใช้ระบบใกล้เคียง 4-4-2
เป้าหมายคือสร้างโอกาสมากขึ้นและเพิ่มความมั่นคงตอนเสียบอล
อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง
อุนดาฟ ไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้
สุดท้าย มูเซียล่า ต้องกลับลงสนาม
เลออน โกเร็ตซ์ก้า ลงมาเติมพลังให้แดนกลาง
เยอรมนี กลับไปเป็นทีมชุดเดิมเกือบทั้งหมด แล้วก็ยังไม่ดีพอ
หลังเกม เจอร์เก้น คล็อปป์ ถูกถามอีกครั้งถึงตำแหน่งกุนซือทีมชาติเยอรมนี
ช่วงหลังชื่อของเขาถูกโยงกับงานนี้มาตลอด คล็อปป์ ตอบชัดเจน
"ไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น"
เขาบอกว่ายังมีงานที่ตัวเองรักอยู่ และยังไม่คิดถึงตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติ
"คุณต้องโจมตีจากด้านข้าง ไม่มีทางเลือกอื่น"
"เราจำเป็นต้องเปลี่ยนหลายอย่าง และอาจต้องเริ่มตั้งแต่ระดับอายุไม่เกิน 10 ปี"
ถึงตรงนี้ มันอาจเป็นจุดที่ เยอรมนี ต้องยอมรับความจริง
พวกเขาไม่ใช่ทีมที่ทุกคนกลัวอีกต่อไป
พวกเขาไม่ใช่ทีมที่ใครเห็นการดวลจุดโทษแล้วคิดว่าเกมจบแล้ว
ฟุตบอลโลกครั้งนี้บอกเราชัดเจนว่า ชื่อเสียงในอดีตไม่สามารถยิงจุดโทษแทนคุณได้
HOSSALONSO