ส่องภารกิจประวัติศาสตร์ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ในศึกเวิลด์คัพ 2026 กับโอกาสดวล ลิโอเนล เมสซี่ และการไล่ล่าความสำเร็จครั้งสุดท้ายในอาชีพลูกหนัง
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อาจได้เขียนหน้าประวัติศาสตร์บทสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของเขาบนเวทีฟุตบอลโลก และแน่นอนว่ามันคือความท้าทายที่ "ซีอาร์ เซเว่น" (CR7) ปรารถนาที่จะทำให้สำเร็จให้ได้
เวิลด์ คัพ 2026 มีแนวโน้มที่จะเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายในอาชีพของ "เฮียโด้" ทำให้เขามีแรงจูงใจเป็นพิเศษในการพาทีมชาติโปรตุเกส ผงาดคว้าโทรฟี่สีทองเหลืองอร่าม และสร้างผลงานที่น่าจดจำก่อนอำลาเวทีระดับโลก
แน่นอนว่ามีความท้าทายที่รอคอย โรนัลโด้ อยู่บนเวทีลูกหนังสามเจ้าภาพร่วม (สหรัฐฯ, แคนาดา และเม็กซิโก) แต่ความท้าทายที่สำคัญที่สุดที่ดาวยิงจากอัล นาสเซอร์ จะต้องเผชิญและทำให้สำเร็จ เพื่อปิดฉากเวิลด์ คัพของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ มีอะไรบ้างไปพิจารณากันได้เลย
ความท้าทายที่ 1 : การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก
อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากพูดกันตามตรงแล้ว จะมีเป้าหมายใดสำคัญไปกว่านี้สำหรับ โรนัลโด้? แน่นอนว่าไม่ใช่การผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศหรือรอบรองชนะเลิศ เพราะเขาก้าวข้ามจุดนั้นมาตั้งแต่ปี 2006 แล้ว และเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เลือกเล่นให้ทีมชาติต่อเพียงเพื่อไปจบเส้นทางในรอบน็อกเอาต์รอบใดรอบหนึ่ง
เป้าหมายเดียวคือการชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก เหตุผลแรกคือ นี่คือโทรฟี่สำคัญเพียงรายการเดียวที่ยังขาดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งพวกเขาไม่เคยผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้เลยด้วยซ้ำ ประการที่สอง โรนัลโด้ จะได้สะสมความสำเร็จครบถ้วนกับทีมชาติ ทั้งแชมป์ยูโร, ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก และฟุตบอลโลก
ประการที่สาม ตำนานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด จะสามารถปิดปากเสียงวิจารณ์ที่พยายามลดทอนคุณค่าความสำเร็จของเขาเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ โดยเฉพาะประเด็นที่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก
การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นสิ่งที่ทำให้หนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ก้าวขึ้นสู่สถานะ "สุดยอดตำนานแห่งวงการฟุตบอล" อย่างสมบูรณ์แบบ และปิดฉากอาชีพในระดับทีมชาติได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ความท้าทายที่ 2 : การคว้าดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์
สถิติ 16 ประตูในฟุตบอลโลกของ มิโรสลาฟ โคลเซ่ อาจเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพราะปัจจุบันเขายิงได้เพียง 8 ประตูในศึกเวิลด์ คัพ แต่หากพูดถึงการคว้ารางวัลดาวซัลโวของฟุตบอลโลก 2026 นั่นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แน่นอนว่าคู่แข่งมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หรือ แฮร์รี่ เคน แต่กัปตันทีมชาติโปรตุเกสก็มีข้อได้เปรียบจากคู่แข่งในรอบแบ่งกลุ่มของเขา แม้การเจอกับทีมชาติโคลอมเบีย ซึ่งไม่ง่ายในการทำประตู แต่การดวลกับ ดีอาร์ คองโก และโดยเฉพาะ อุซเบกิสถาน ถือเป็นโอกาสดีที่ โรนัลโด้ จะเพิ่มสถิติการยิงประตูได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามักทำประตูใส่ทีมระดับใกล้เคียงกันได้อย่างสม่ำเสมอในรอบคัดเลือกของทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าตัวจะเจาะตาข่ายได้หลายครั้งในรอบแบ่งกลุ่มครั้งนี้เช่นกัน
หาก โปรตุเกส สามารถคว้าแชมป์กลุ่มได้ เส้นทางในรอบน็อกเอาต์ช่วงแรกอาจต้องพบกับคู่แข่งที่ไม่แข็งแกร่งจนเกินไป ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ โรนัลโด้ เพิ่มจำนวนประตูของตัวเองได้อีก ขณะเดียวกันศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขายังคงสร้างความแตกต่างในเกมใหญ่ได้ โดยทั้งทีมชาติเยอรมนี และ สเปน ต่างเคยตกเป็นเหยื่อของความเฉียบคมของเขามาแล้ว
น่าสนใจว่า ตลอดอาชีพการค้าแข้งอันยิ่งใหญ่ โรนัลโด้ ไม่เคยคว้ารางวัลดาวซัลโวฟุตบอลโลกเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยผลงานดีที่สุดของเขาคือการยิง 4 ประตูในเวิลด์ คัพ 2018 แต่ครั้งนั้น เคน ยิงได้มากกว่าถึง 2 ประตูและคว้ารางวัลไปครอง
ด้วยเหตุนี้ การล่าตำแหน่งดาวซัลโวในฟุตบอลโลก 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ และเป็นแรงกระตุ้นพิเศษที่ช่วยผลักดันให้ซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุกีสสร้างประวัติศาสตร์ในทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของเขาบนเวทีระดับโลก
ความท้าทายที่ 3 : ปิดฉากศึกแห่งยุคกับ เมสซี่ อย่างสมบูรณ์แบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกลูกหนังได้เห็นการขับเคี่ยวระหว่าง โรนัลโด้ และ เมสซี่ มาแล้วในแทบทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นศึกลา ลีกา สเปน, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, เกมอุ่นเครื่อง, การชิงรางวัลบัลลงดอร์ หรือรางวัลส่วนบุคคลต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลทั่วโลกยังไม่เคยได้เห็นก็คือ การเผชิญหน้ากันของทั้งคู่ในศึกฟุตบอลโลก
หลายคนคงเห็นตรงกันว่า บทสรุปสุดท้ายของหนึ่งในการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ควรเกิดขึ้นบนเวทีฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการ และฟุตบอลโลก 2026 ก็อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
โอกาสที่ โรนัลโด้ และ เมสซี่ จะได้ดวลกันในทัวร์นาเมนต์นี้ถือว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อย หาก โปรตุเกส และ อาร์เจนตินา คว้าแชมป์กลุ่มของตัวเอง และผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ทั้งสองชาติจะมีโอกาสโคจรมาพบกันในรอบก่อนรองชนะเลิศ
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเส้นทางที่อาจนำพาทั้งสองชาติมาพบกัน รวมถึงความเป็นไปได้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือการเผชิญหน้ากันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ด้วยความเป็นตำนานของนักเตะทั้งสองคนและกระแสความสนใจจากทั่วโลก เกมดังกล่าวอาจได้รับการกล่าวขานและสร้างความฮือฮาได้มากกว่านัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 เสียอีก
สำหรับ โรนัลโด้ แล้ว การเอาชนะ เมสซี่ บนเวทีฟุตบอลโลก และยิ่งไปกว่านั้นคือการทำได้ในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนที่ เมสซี่ สร้างอิทธิพลอย่างมหาศาลในช่วงบั้นปลายอาชีพค้าแข้ง คงเป็นช่วงเวลาที่พิเศษและยิ่งใหญ่อย่างยากจะหาคำบรรยาย
หากเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นจริง มันอาจกลายเป็นฉากจบที่สมบูรณ์แบบที่สุดของหนึ่งในคู่ปรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของวงการฟุตบอล
ความท้าทายที่ 4 : พิสูจน์ตัวเองในฐานะนักเตะเพื่อทีมที่พร้อมเสียสละเพื่อส่วนรวม
ศึกยูโร 2024 กลายเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่ถูกหยิบยกมาเป็นข้อวิจารณ์ที่มีต่อ โรนัลโด้ มากที่สุด โดยเฉพาะจากบรรดาผู้ที่มองว่าเขาให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไปในสนาม
ในหลายเกม โรนัลโด้ พยายามสร้างความแตกต่างด้วยตัวเอง แต่บางครั้งก็มากเกินความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการรับหน้าที่ยิงฟรีคิกอยู่ตลอดแม้หลายครั้งบอลจะติดกำแพงหรือหลุดกรอบ รวมถึงการพลาดโอกาสทำประตูหลายครั้ง และการยิงจุดโทษไม่เข้าในช่วงต่อเวลาพิเศษเกมพบสโลวีเนีย
ก่อนหน้านั้น ในฟุตบอลโลก 2022 เขาก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน หลังโปรตุเกสต้องจอดป้ายเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศจากการพ่าย โมร็อกโก แบบพลิกความคาดหมาย กระทั่งมีเสียงเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ทีมชาติโปรตุเกสชุดปัจจุบันอาจเล่นได้ลื่นไหลและมีประสิทธิภาพมากกว่าหากไม่มี โรนัลโด้ อยู่ในทีม
แม้เสียงวิจารณ์เหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องถูกต้องทั้งหมด แต่ก็มีบางส่วนที่พอจะเข้าใจได้ และสิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไป หาก โรนัลโด้ เลือกปรับบทบาทของตัวเองในฟุตบอลโลก 2026
ในบางช่วงของทัวร์นาเมนต์ เขาอาจต้องลดการให้ความสำคัญกับสถิติส่วนตัวลง และเปลี่ยนตัวเองให้เป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบทีมมากกว่าเดิม การแสดงออกถึงความเสียสละเช่นนี้จะช่วยให้เพื่อนร่วมทีมรวมพลังกันได้มากขึ้น และเดินหน้าไปสู่เป้าหมายร่วมกัน นั่นคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก
หากเขาสามารถลดความยึดติดกับบทบาทพระเอกของทีมลงได้อีกเล็กน้อย และยอมรับบทบาทผู้นำที่คอยยกระดับคนรอบข้างมากขึ้น โอกาสที่ โปรตุเกส จะประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลก 2026 ก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หากท้ายที่สุด โรนัลโด้ สามารถพาทีมไปถึงเป้าหมายสูงสุดได้ การเสียสละเพื่อส่วนรวมอาจกลายเป็นหนึ่งในมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาทิ้งไว้ในเส้นทางทีมชาติ มากกว่าตัวเลขประตูหรือสถิติใดๆ เสียอีก
ความท้าทายที่ 5 : บรรลุเป้าหมาย 1,000 ประตู
ต้องบอกว่าอีกหนึ่งความท้าทายที่ยากพอๆ กับการนำ โปรตุเกส คว้าแชมป์เวิลด์ คัพ ครั้งนี้ นั่นก็คือการบรรลุเป้าหมายยิงครบ 1,000 ลูกในศึกฟุตบอลโลก 2026 เพราะนั่นหมายความว่าโรนัลโด้ จะฉีกกฎวงการลูกหนังแบบพลิกนรกเลยทีเดียว
ปัจจุบัน "ซีอาร์ เซเว่น" ทำสถิติยิงประตูในการค้าแข้งอาชีพทั้งในระดับสโมสร และทีมชาติรวมเบ็ดเสร็จจำนวน 973 ประตู นั่นหมายความว่า โรนัลโด้ ต้องการอีก 27 ประตู ถึงจะบรรลุเป้าหมายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงครบ 1,000 ประตูจากสถิติในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
แน่นอนว่า 27 ประตูกับสภาพร่างกายของ โรนัลโด้ ในวัย 41 ปี และการเล่นในลีกที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากนักในซาอุดีอาระเบีย อาจมีความเป็นไปได้ที่เขาจะสามารถทำได้ แต่สำหรับการยิง 27 ประตูในศึกเวิลด์ คัพ ต้องบอกว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ
ดังนั้นมันจึงเป็นความท้าทายที่ยากถึงยากที่สุดสำหรับ โรนัลโด้ ในการบรรลุเป้าหมาย 1,000 ประตูในศึกเวิลด์ คัพ 2026 แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าท้าทาย เพราะอย่างน้อยๆ การมีเป้าหมายสูงสุดมันช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้กับเขากระหายในชัยชนะอย่างแท้จริง