"แล้วเราจะผ่านมันไปได้ยังไงกันเล่ากัปตัน"
คำตัดพ้อของ เปาโล มัลดินี่ ไม่ได้หมายความตรง ๆ ตัวหรอกครับ..
เอซี มิลานยังคงก้าวเดินต่อไปตามทาง ฝ่ายบริหารยังบริหารสโมสรไปตามปกติ
โค้ชยังทำหน้าที่คุมทีม นักฟุตบอลยังลงซ้อมและแข่ง แฟนบอลยังเรียน ทำงาน และเข้าสนามเพื่อเปล่งเสียงเชียร์
ชีวิตยังดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เพียงแต่เรื่องบางเรื่อง.. ไม่เหมือนเดิม
การจากไปของ ฟรังโก้ บาเรซี่ อาจไม่ได้กระแทกใจแฟนบอลรุ่นหลังมากนักด้วยเพราะไม่ได้เติบโตมาในยุคของเขา ได้ยินเพียงคำเล่าขาน
แต่มันมีความหมายไม่น้อยสำหรับแฟนบอลมากมายที่โตทันเห็นเขาเล่นฟุตบอล ทันรับรู้เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของเขา ทันเข้าใจว่านักฟุตบอลตัวเล็ก ๆ คนนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด
ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันครับว่าใจหายแค่ไหน มันเป็นความรู้สึกสูญเสียใครสักคนที่ผูกพันกันทั้งที่ไม่เคยรู้จัก
ความรู้สึกเดียวกับที่เคยเป็นตอนที่โลกต้องเสีย จอร์จ เบสต์, โยฮัน ครัฟฟ์, ดีเอโก้ มาราโดน่า, เปาโล รอสซี่, แกร์ด มุลเลอร์, เปเล่, ฟร้านซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ ฯลฯ
ไม่เคยเจอ ไม่เคยคุย แต่รับรู้ด้วยประสบการณ์ตรงว่าพวกเขาเหล่านี้คือตำนาน
คือเรื่องเล่า คือแรงบันดาลใจ คือหน้าประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอล
ผมไม่ได้เชียร์ทีมชาติอิตาลีแต่ชอบทีมชาติอิตาลี ชอบสีน้ำเงินของพวกเขา ชอบความเป็นพวกเขา ชอบแคแร็กเตอร์ของนักฟุตบอลมากมายของพวกเขา
รวม ๆ แล้วมีเสน่ห์ เป็นมนต์ขลังบางอย่างแห่งทีมอัซซูรี่ที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก
ผมจำวันเวลาอันยิ่งใหญ่ของ เอซี มิลาน ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องทศวรรษ 1990 ได้ดี อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ ต่อเนื่องด้วย ฟาบิโอ คาเปลโล่ ช่วยกันเสกทีมรอสโซเนรี่ให้เป็นเบอร์หนึ่งของโลก กวาดถ้วยรางวัลทั้งในและนอกประเทศเข้าสโมสรคับคั่ง
แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัยซ้อนปี 1989 และ 1990 แชมป์ยุโรปอีกหนในปี 1994 ด้วยชัยชนะอันเอิกเกริก 4-0 ต่อบาร์เซโลน่า ขนาบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ยุโรปปี 1993 กับ 1995
แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา แชมป์ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ
แชมป์สโมสรโลก
มีไม่กี่ทีมหรอกนะครับที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นเบอร์หนึ่งแห่งยุคโดยไร้ข้อโต้แย้ง เอซี มิลานช่วงนั้นคือหนึ่งในนั้น
นาโปลีทีมรักของผมถูกกระทุ้งยับเยิน 0-5 ก็ช่วง ๆ นั้น มันเกิดขึ้นในเดือนมกราคมปี 1992
เปาโล มัลดินี่, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด, ดานิเอเล่ มาสซาโร่ ดาหน้ากันยิงให้เกมแทบจะจบตั้งแต่ครึ่งแรก
ครึ่งหลัง โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ กดเป็น 4-0 ก่อน มาร์โก แวน บาสเท่น โขกปิดท้ายสบายอุรา
นาโปลีที่ซาน ซิโร่วันนั้นไม่มี ดีเอโก้ มาราโดน่า แล้วครับ เสือเตี้ยไปจากแผ่นดินอิตาลีตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้านั้นแล้วในคดีเสพโคเคน
แต่เอซี มิลานวันนั้นมี ฟรังโก้ บาเรซี่ ปราการเหล็กในวัย 32 ปักหลักเซนเตอร์แบ๊กร่วมกับ อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า
ในความทรงจำแห่งวันวาน กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 1991/92 วันนั้นยังมีทีมอย่าง อัสโคลี่ ฟอจจา และ บารี่ อยู่เลย หรืออย่าง เกรโมเนเซ่ ที่หล่นไปเล่นในลีกล่างอยู่เกือบ 30 ปีกว่าจะกลับมาสู่เซเรีย อาอีกครั้งเมื่อ 4 ปีก่อนก็ยังโลดแล่นบนลีกสูงสุด
นึกถึง ฟร้งโก้ บาเรซี่.. เขาก็จะพาผมย้อนวัยวันกลับไปเมื่อครั้งตัวเองเป็นเด็ก ภาพต่าง ๆ ผุดขึ้นมาภาพแล้วภาพเล่า
มิลาน ยูเว่ อินเตอร์ ซามพ์โดเรีย ปาร์ม่า โรม่า ลาซิโอ นาโปลี ฟิออเรนติน่า.. วันรุ่งโรจน์ของกัลโช่ เซเรีย อา
เสื้อออกนอกกางเกง ท่วงท่าสง่างาม เสียบสกัดเด็ดขาด ตะโกนสั่งการ ชูโทรฟี่ขึ้นฟ้า
เสื้อสีแดงดำ และเสื้อสีขาวสะอาดตาที่คว้าแชมป์ยุโรปทั้ง 3 ครั้งในเวลานั้น
(บาเรซี่เป็นกัปตันทีมชูถ้วยในปี 1989 กับ 1990 แต่ติดโทษแบนไม่ได้เล่นนัดชิงปี 1994)
ทีมชาติอิตาลี เสื้อน้ำเงิน กางเกงขาว ความห่อเหี่ยวที่ซาน เปาโล 1990 ความหดหู่ที่โรสโบวล์ 1994
มีความสว่างเจิดจ้า มีความมืดมนหม่นหมอง มีสุข มีเศร้า
บาเรซี่คือตัวแทนแห่งยุคสมัย เป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี เป็นหนึ่งใน One-club man ที่รับใช้สโมสรเดียวตลอดชีวิตค้าแข้ง
719 เกมในชุดเอซี มิลาน สโมสรที่เขาเข้าไปอยู่ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ
5 ปีเต็มในทีมเยาวชน อีก 20 ฤดูกาลในทีมชุดใหญ่กับทีมปีศาจแดงดำ และชีวิตที่ยังคงรับใช้สโมสรหลังเลิกเล่นจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย
ไม่เพียงร่วมสุขหากยังร่วมทุกข์ในวันที่ตกต่ำ อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับทีมไม่หนีไปไหนตอนที่ทีมตกชั้น 2 ครั้งในปี 1980 และ 1982
"แล้วเราจะผ่านมันไปได้ยังไงกันเล่ากัปตัน"
คำตัดพ้อของ เปาโล มัลดินี่ ไม่ได้หมายความตรง ๆ ตัวหรอกครับ.. แต่มันสื่อความรู้สึกทั้งหมดของชาวรอสโซเนรี่
เอซี มิลานกำลังร้องไห้.. แถลงการณ์ของสโมสรบอกอย่างนั้น
"วันนี้ ผมรู้สึกแบบเดียวกับทุก ๆ ครั้งที่ไม่มีคุณอยู่เคียงข้างในสนาม.. เราจะผ่านมันไปได้อย่างไรเมื่อไม่มีกัปตัน
"คุณสอนให้ผมสู้จนลมหายใจสุดท้าย และแสดงให้ผมเห็นถึงการอุทิศตนเพื่อเสื้อตัวนี้ รวมทั้งคุณค่าที่แท้จริงแห่งการเป็นผู้นำ
"คุณปกป้องผมตอนที่ผมยังเด็ก นำทางผมในวันที่ผมเป็นหนุ่ม และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่
"คุณคือนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยได้รับเกียรติให้เล่นด้วย"
นั่นคือความในใจของ เปาโล มัลดินี่ ทายาทของเขาที่ซาน ซิโร่
แม้จะเป็นเพียงคำเปรียบเปรย แต่นั่นสินะ.. เราจะจัดการกับความรู้สึกสูญเสียนี้อย่างไรดี
คำสดุดีที่ผู้คนมีต่อเขา คำยกย่องจากอดีตคู่แข่งทั้งที่จากโลกนี้ไปแล้วและที่ยังคงอยู่
จาก "Piscinin" ตามภาษาท้องถิ่นชาวมิลาโน่ หรือ "เจ้าแห้ง" ที่ จานนี่ เบรร่า นักข่าวชื่อดังตั้งให้เขาช่วงทศวรรษ 1970 สู่ตำนานลูกหนังผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นแบบอย่างและอยู่ในดีเอ็นเอของสโมสรเอซี มิลาน
ฟรังโก้ บาเรซี่ เจ้าของเสื้อหมายเลข 6 ของชาวรอสโซเนรี่
ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย ได้เวลาพักผ่อนแล้วครับ..
ตังกุย