แชมป์ vs ไม่แชมป์

แชมป์ vs ไม่แชมป์
รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกครั้งนี้คือการยกพวกตีกันระหว่าง 2 แก๊ง

แก๊งแรก.. แก๊งแชมป์โลก 4 ทีม นำโดย อาร์เจนติน่า 3 สมัย ฝรั่งเศส 2 สมัย สเปน กับ อังกฤษ ทีมละ 1 สมัย

แก๊งที่สอง.. แก๊งของทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์โลกอีก 4 ทีม ยังไม่เคยแม้แต่เข้าชิงด้วยซ้ำ

เบลเยียม รอบตัดเชือก 2 สมัยเมื่อปี 1986 และ 2018

โมร็อกโก รอบตัดเชือกคราวที่แล้ว

สวิตเซอร์แลนด์ ที่มาถึงรอบนี้อีกครั้งนับตั้งแต่สมัยที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพเมื่อ 72 ปีที่แล้ว

และ นอร์เวย์ ที่ยังไม่เคยมาไกลขนาดนี้มาก่อน

4 ทีมแชมป์โลก กับ 4 ทีมไม่เคยเป็นแชมป์โลก สัดส่วนเท่า ๆ กันในรอบ 8 ทีมคราวนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับที่รอบควอเตอร์ไฟนั่ลเวิลด์คัพมีสถานการณ์ 4 ต่อ 4

ก่อนหน้านี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 7 ครั้ง

--------------

กับรอบควอเตอร์ไฟนั่ลที่มีแชมป์โลก 4 ทีม และทีมที่ไม่เคยเป็นแชมป์โลกอีก 4 ทีม

ปี 1986 คือหนแรก ตามมาด้วย 1990, 1998 และ 4 สมัยล่าสุด 2010, 2014, 2018, 2022

ฟุตบอลโลกเตะกันมาตั้งแต่ปี 1930 รูปแบบการแข่งขันปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีอยู่ 5 ครั้งที่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไม่ได้เป็นระบบน็อคเอ๊าต์อย่างทุกวันนี้

ปี 1930 (13 ทีม) เอา 4 ทีมแชมป์กลุ่มจากรอบแรกเข้ารอบตัดเชือกเลย

ปี 1950 (13 ทีม) เอา 4 ทีมแชมป์กลุ่มจากรอบแรกเข้ารอบแบ่งกลุ่มสุดท้าย เตะพบกันหมดใครดีสุดก็เป็นแชมป์โลกไป ไม่มีนัดชิง

ปี 1974 (16 ทีม) เอาที่ 1, 2 ของกลุ่มเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย แล้วแบ่งต่อเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 4 ทีม เอาแชมป์กลุ่มเข้าชิง รองแชมป์กลุ่มไปชิงอันดับสาม

ปี 1978 (16 ทีม) รูปแบบเหมือนปี 1974

และปี 1982 (24 ทีม) เอาที่ 1, 2 ของกลุ่มเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย แล้วแบ่งต่อเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 3 ทีม เอาแชมป์กลุ่มเข้ารอบตัดเชือก

อีก 17 สมัยที่เหลือ ไม่ว่าทีมในรอบสุดท้ายจะมีกี่ทีม เมื่อมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายจะแข่งในระบบแพ้ตกรอบเหมือนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งหมด

ใน 17 สมัยที่ว่านั้นเมื่อมองในภาพของ "ทีมที่เคยเป็นแชมป์โลก" กับ "ทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์โลก" ผ่านเข้ามาเล่นในรอบนี้ ย่อมมีรายละเอียดแตกต่างกันไป

เรามาดูลำดับของการได้แชมป์โลกกันก่อน

เตะกันไป 4 สมัยแรก (1930-1950) เพิ่งจะมีแชมป์โลกแค่ 2 ทีมคือ อุรุกวัย กับ อิตาลี

ผ่านไปอีก 3 สมัย (1954-1962) มีแชมป์โลกเพิ่มขึ้นอีก 2 ทีมคือ เยอรมันตะวันตก กับ บราซิล รวมเป็น 4 ทีม

หลังอังกฤษเป็นแชมป์โลกทีมที่ 5 เมื่อปี 1966 ฟุตบอลโลกก็ต้องรอไปอีก 12 ปีกว่าจะมีแชมป์โลกทีมที่ 6 อย่างอาร์เจนติน่าในปี 1978

แล้วจากนั้นอีก 20 ปีเต็ม ๆ เราถึงจะได้แชมป์โลกทีมที่ 7 เมื่อฝรั่งเศสเถลิงบัลลังก์ในบ้านตัวเอง ฟร้องซ์'98

12 ปีต่อมาที่โจฮันเนสเบิร์ก สเปนก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกทีมที่ 8 ด้วยชัยชนะเหนือฮอลแลนด์ที่ผิดหวังเป็นหนที่สามแล้วในนัดชิง

จากวันนั้นถึงวันนี้ เรายังไม่เคยมีแชมป์โลกหน้าใหม่อีกเลย มันลากยาวมา 16 ปีแล้ว

และด้วยความที่ยุคแรก ๆ นั้นแชมป์โลกยังมีไม่เยอะ แชมป์โลกที่เข้ารอบควอเตอร์ไฟนั่ลจึงไม่เยอะตามไปด้วย

ส่วนใหญ่จึงเป็นสถานการณ์ถูกรุม แชมป์จะน้อยกว่าทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์

ไม่มีเลยบ้าง (0 ต่อ 8) อย่างปี 1934 ที่อุรุกวัยแชมป์เก่าไม่ส่งทีมไปเตะที่อิตาลี

1 ต่อ 7 บ้างอย่างปี 1938 (อิตาลี ป้องกันแชมป์ได้), 1954 (อุรุกวัย ตกรอบรองฯ) และ 1958 (เยอรมันตะวันตก ตกรอบรองฯ)

2 ต่อ 6 บ้างอย่างปี 1962 (บราซิล ทะลุเป็นแชมป์ และ เยอรมันตะวันตก ตกรอบ 8 ทีม) กับปี 1966 (อุรุกวัย ตกรอบ 8 ทีม และ เยอรมันตะวันตก เข้าถึงนัดชิง)

แต่เมื่อแชมป์โลกเริ่มมากขึ้นเป็น 5 ทีมหลังอังกฤษเข้ามาสมทบ รวมถึงหลังอาร์เจนติน่าเข้ามาเป็นทีมที่ 6 เราก็เริ่มมองเห็นความแข็งแกร่งของทีมที่มีสถานะแชมป์โลก ที่จะดีจะแย่ก็มักจะฝ่าด่านเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้เป็นอย่างน้อย

นับตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา รวมแล้ว 12 สมัย (ไม่รวมปี 1974, 1978 และ 1982) มีเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นที่แชมป์โลกผ่านเข้ามาเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยจำนวนน้อยกว่าทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์โลก

นั่นคือปี 1994 กับ 2002 ที่แชมป์โลกเล็ดรอดเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้เพียง 3 ทีม

แต่ทั้ง 2 ครั้งที่ว่า แชมป์โลกที่เหลือน้อยกว่ากลับทำผลงานได้อย่างสมศักดิ์ศรี เพราะผ่านเข้าชิงกันเองได้ทั้งหมด บราซิลชิงอิตาลีปี 1994 บราซิลชิงเยอรมันปี 2002

ส่วนอีก 10 ครั้งที่เหลือรวมคราวนี้ แชมป์โลกไม่เคยเสียเปรียบเลยในเรื่องจำนวน อย่างแย่ที่สุดคือ 4 ต่อ 4 ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยที่สุด

ปี 2006 คือครั้งที่มีแชมป์โลกในรอบ 8 ทีมสุดท้ายมากที่สุด.. 6 จาก 7 ทีมที่เคยเป็นแชมป์โลก ณ เวลานั้นเข้าถึงรอบควอเตอร์ไฟนั่ล มีอุรุกวัยผิดนัดอยู่ทีมเดียว

สถานการณ์ 6 ต่อ 2 แบบนี้ก็สบาย ยูเครน กับ โปรตุเกส ไปไม่รอดตามคาด อิตาลีเข้าชิงกันเองกับฝรั่งเศสก่อนดวลเป้าคว้าแชมป์สมัยที่ 4 ไปครอง

ปี 1970 เป็นอีกครั้งที่แชมป์โลกเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้มากกว่าทีมที่ลุ้นเป็นแชมป์สมัยแรก นั่นคือ 5 ต่อ 3

และมันยังเป็นครั้งที่ผมยกให้เป็นรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่เด็ดขาดที่สุด เพราะแชมป์โลกทั้ง 5 ทีมในเวลานั้นตบเท้าเข้าไปถึงรอบนี้อย่างพร้อมเพรียง

เป็นครั้งเดียวที่แชมป์โลกมีสถิติเข้าถึงรอบควอเตอร์ไฟนั่ล 100 เปอร์เซนต์ อุรุกวัย อิตาลี เยอรมันตะวันตก บราซิล และ อังกฤษ ไม่มีใครผิดนัดเลย

อังกฤษ ตัดกันเองกับ เยอรมันตะวันตก ก่อนถูกเขี่ยตกรอบเจ็บแสบ ทีมอินทรีเหล็กผ่านเข้ารอบตัดเชือกไปสมทบกับแชมป์โลกอีก 3 ทีมที่เหลือซึ่งไล่ตบคู่แข่งได้หมดในรอบ 8 ทีม (อุรุกวัยชนะสหภาพโซเวียต บราซิลชนะเปรู อิตาลีชนะเม็กซิโกเจ้าภาพ)

ปี 1970 จึงเป็นสมัยที่แชมป์โลกทำสถิติเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ครบทั้ง 5 ทีม และยังเหมาพื้นที่ทั้งหมดในรอบตัดเชือกก่อนที่บราซิลจะเข้าไปถล่มอิตาลีคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 เป็นชาติแรกพร้อมยึดถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ ไปครองเป็นกรรมสิทธิ์

สำหรับสถิติ 4 ต่อ 4 ในคราวนี้ เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่ทั้ง 2 ฝ่ายแยกคู่กันเตะด้วย ไม่มีใครเจอกันเองเลย

"แชมป์" เจอ "ทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์" ทั้ง 4 คู่

ฝรั่งเศส เจอ โมร็อกโก

สเปน เจอ เบลเยียม

อังกฤษ เจอ นอร์เวย์

อาร์เจนติน่า เจอ สวิตเซอร์แลนด์

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลงตัวขนาดนี้ เพราะส่วนใหญ่จะต้องมีสักคู่ที่แชมป์โลกมาเจอกันเอง

ใน 7 ครั้งที่ผ่านมาของสถานการณ์ 4 ต่อ 4 ในรอบควอเตอร์ไฟนั่ล เคยมีความบังเอิญแบบนี้เกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

ปี 1990 กับปี 1998

แชมป์โลก 4 ทีม แยกย้ายกันไปเจอกับคู่แข่งที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์โลกอีก 4 ทีม

เหมือนจับคู่เตะตัวต่อตัว ไม่มีใครต้องมาเจอกันเองเสียก่อนอย่างปี 1986 (อังกฤษ-อาร์เจนติน่า) 2010 (อาร์เจนติน่า-เยอรมัน) 2014 (เยอรมัน-ฝรั่งเศส) 2018 (ฝรั่งเศส-อุรุกวัย) และ 2022 (ฝรั่งเศส-อังกฤษ)

ในอิตาเลีย'90 อาร์เจนติน่า (แชมป์โลก 2 สมัย) เจอ ยูโกสลาเวีย / อิตาลี (แชมป์โลก 3 สมัย) เจอ ไอร์แลนด์ / เยอรมันตะวันตก (แชมป์โลก 2 สมัย) เจอ เชโกสโลวาเกีย / อังกฤษ (แชมป์โลก 1 สมัย) เจอ แคเมอรูน

ในฟร้องซ์'98 บราซิล (แชมป์โลก 4 สมัย) เจอ เดนมาร์ก / อาร์เจนติน่า (แชมป์โลก 2 สมัย) เจอ ฮอลแลนด์ / อิตาลี (แชมป์โลก 3 สมัย) เจอ ฝรั่งเศส / เยอรมัน (แชมป์โลก 3 สมัย) เจอ โครเอเชีย

ผลลัพธ์ของปี 1990 คือความอลังการของแชมป์โลกอย่างแท้จริง เพราะแชมป์โลกทั้ง 4 กินเรียบ ตีตั๋วเข้าสู่รอบตัดเชือกได้ทั้งหมด

แต่ผลลัพธ์ในปี 1998 แตกต่างออกไป.. แชมป์โลกกระเสือกกระสนผ่านเข้ารอบรองฯ ได้แค่ทีมเดียวคือบราซิล ที่เหลือเก็บของกลับบ้านไปเจอกันที่สนามบิน

--------------------

กับรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกคราวนี้ สถานการณ์ยกพวกตะลุมบอนอย่างปี 1990 กับ 1998 กลับมาอีกครั้ง

4 ทีมแชมป์โลก vs 4 ทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์โลก

บทสรุปจะเหมือนปี 1990 ที่แชมป์โลกดาหน้าเข้ารอบทั้งหมด หรือจะเหมือนปี 1998 ที่แชมป์โลกเหลือรอดแค่ทีมเดียว

หรือจะเป็นบทสรุปใหม่ที่ยังมีทางออกได้อีก 3 หน้า

แชมป์โลกเข้ารอบ 3 ทีม

แชมป์โลกเข้ารอบ 2 ทีม

หรือ.. แชมป์โลกไม่รอดเลยสักทีม

รอลุ้นกันครับ

--------------------

โปรแกรมเตะฟุตบอลโลก 2026 รอบ 8 ทีมสุดท้าย

-คืนวันพฤหัสฯ ที่ 9 ก.ค. (03.00 น. เข้าวันศุกร์ที่ 10)

ฝรั่งเศส (แชมป์โลก 2 สมัย) - โมร็อกโก

-คืนวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. (02.00 น. เข้าวันเสาร์ที่ 11)

สเปน (แชมป์โลก 1 สมัย) - เบลเยียม

-คืนวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. (04.00 น. เข้าวันอาทิตย์ที่ 12)

อังกฤษ (แชมป์โลก 1 สมัย) - นอร์เวย์

-เช้าวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. (08.00 น.)

อาร์เจนติน่า (แชมป์โลก 3 สมัย) - สวิตเซอร์แลนด์

ตังกุย



ที่มาของภาพ : -
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport