ไม่มีใครไม่ให้เครดิตอาร์เจนติน่า ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน
การตั้งคำถามกับวิธีการเล่นของทีมชาติอังกฤษ ไม่ได้หมายความว่าผลการแข่งขันจะเป็นอีกอย่างแน่ ๆ ถ้าอังกฤษเลือกเล่นอีกแบบ
ผลลัพธ์? อาจจะออกมาเละเทะก็ได้ อาจจะถูกรัวแซง 3-4 ลูกก็ได้ อาจจะตกรอบเหมือนกันก็ได้
แต่มันเป็นความคาใจในสิ่งที่มองเห็น และแฟนบอลมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาเห็น
เมื่อทีมเลือกวิธีการที่เปลี่ยนไปแล้วไม่ได้ผล พวกเขาย่อมต้องการคำอธิบาย
คำอธิบายว่าเพราะอะไรถึงตัดสินใจอย่างนั้น เพราะอะไรถึงเลือกเล่นแบบนั้น
มองที่ตัวเอง ไม่ใช่มองข้ามความยอดเยี่ยมของขุนพลฟ้าขาว โฟกัสคนละจุดกัน
เพราะด้วยศักยภาพของความเป็นอาร์เจนติน่า พวกเขาสามารถกลับมาได้แม้ในสภาวการณ์ที่ยากยิ่งกว่านี้ หลายครั้งหลายหนทีม ๆ นี้แสดงความแข็งแกร่งของหัวจิตหัวใจให้เราเห็นเป็นประจักษ์อยู่แล้ว เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี
แน่นอนครับ ในการแข่งขันฟุตบอล ทางเลือกอาจมีเยอะ แต่การตัดสินใจเลือกจะมีเพียงหนึ่งเดียวเสมอ
ทั้งทางเลือกของผู้รักษาประตูว่าลูกนี้จะชกหรือรับ ทางเลือกของกองหลังว่าจังหวะนี้จะเตะทิ้งหรือเก็บบอล ทางเลือกของกองหน้าว่าโอกาสนี้จะยิงเองหรือส่งให้เพื่อน
ทางเลือกอาจมีเยอะมากกว่านั้นอีก เป็น 2-3-4-5 ทางเลือก กองกลางต้องเลือกว่าลูกนี้จะพุ่งเข้าไปแย่ง หรือจะระวังรอดักจังหวะสอง หรือปล่อยให้เพื่อนเข้าหา แล้วตัวเองขยับไปปิดพื้นที่ตรงอื่น
คนเป็นโค้ชก็เช่นกัน เขามีทางที่ต้องเลือกและตัดสินใจ เกมนี้จะใช้แท็กติกไหน จะให้ใครเล่นแบ๊กขวา จะเปลี่ยนใครลงสนาม ฯลฯ
ทางเลือกล้วนมีมากกว่า 1 ทาง แต่การตัดสินใจเลือกย่อมมีทางเดียว และมันย่อมเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการพิจารณาอย่างรอบด้านที่สุดเท่าที่สถานการณ์เวลานั้น ๆ จะเอื้ออำนวย
บางครั้งเกมที่กดดันมาก ๆ เดิมพันสูงมาก ๆ ก็มีผลต่อการตัดสินใจ
จากสมองที่เคยปลอดโปร่ง มองทะลุทุกเหลี่ยม อาจมึนตึ้บ คิดไม่ออก นึกไม่ทัน จากความผ่อนคลายกลายเป็นคิดมาก คิดเยอะ กระทั่งบางคราวคิดละเอียดเกินไป
สิ่งที่แฟนบอลทีมชาติอังกฤษมองเห็นในเกมที่แอตแลนต้าเมื่อคืนที่ผ่านมาคือ ทีมสิงโตคำรามไม่ได้เป็นรองอาร์เจนติน่าเลย ไม่ได้เหนือกว่าหรอกแต่ก็ไม่แย่ เกมสูสีตึงเครียด เต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ อุดมด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง การยั่วยุที่ต้องควบคุมอารมณ์
จังหวะเข้าสกัด เข้าปะทะหนักหน่วง มีตอดมีแถม เอ็งที ข้าที
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
จัดการกับตัวอันตรายที่สุดของอาร์เจนติน่าได้ดี ลิโอเนล เมสซี่ ไม่ได้เล่นถนัด ถูกรุมกินโต๊ะอย่างรวดเร็ว หนึ่งคน สองคน สามคน ปรี่เข้าชิด ถ้ายังพลิกไปได้อีกก็พร้อมตัดฟาวล์ ไม่ให้ไปไกลกว่านั้น
ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี มีเล่นเกมรุกใส่ มีปักหลักตั้งรับ เป็นเกมที่ชิงจังหวะว่าใครจะพังประตูได้ก่อน ในรูปเกมที่ชัดเจนว่าทันกัน
แล้วก็เป็นพวกเขาที่ฉกฉวยมันเอาไว้ได้ มอร์แกน โรเจอร์ส เปิดบอลด้วยน้ำหนักทิศทางสมบูรณ์แบบ ผ่านผู้เล่นอาร์เจนติน่า 4 คนไปถึง แอนโธนี่ กอร์ดอน ชาร์จตุงตาข่าย
พวกเขาย่อมดีใจ อุ่นใจ และมีความหวัง ด้วยวิธีการเล่นและสถานการณ์ของเกมตลอด 55 นาทีมันดำเนินไปอย่างนั้น
และแน่นอนครับ พวกเขาย่อมรู้ดีเช่นกันว่าอาร์เจนติน่าย่อมไม่อยู่เฉย ไม่มีทีมไหนอยู่เฉยยอมรับสภาพความพ่ายแพ้ง่าย ๆ ในเกมน็อกเอ๊าต์ฟุตบอลโลกได้อยู่แล้ว
จะช้าจะเร็วทีมฟ้าขาวก็ต้องเปิดเกมรุกเต็มตัว เร่งเครื่องเต็มที่ เดินหน้าเต็มกำลัง เพื่อทวงประตูคืน
รู้.. ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ประตูที่นำอยู่และรูปเกมที่ผ่านมา การควบคุมสถานการณ์ การจำกัดโอกาส การล็อกตายเมสซี่ได้ มันย่อมทำให้เกิดความหวัง
ด้วยวิธีการเล่นแบบที่ดำเนินมาตลอด 55 นาทีนี่แหละ มันมีความมั่นใจลึก ๆ ว่าความฝันที่รอมา 60 ปีมีโอกาสเป็นจริงได้
แต่แล้วในทันทีทันใด อังกฤษก็เปลี่ยนวิธีการเล่น.. และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความไม่เหมือนเดิมอีกเลย
การเลือกเล่นเกมรับอย่างเดียวเต็มรูปแบบ ทยอยส่งกองหลังลงมาแทนปีกและกองกลาง ปักหลักยืนต่ำสองแถวแทบจะเป็นในรูปแบบ 5-5-0
ไม่มีตัวเป้าคอยพักบอลหรือตัวริมเส้นที่จะรีบสปรินท์ขึ้นไปเป็นทางเลือกเวลาตอบโต้ เปลี่ยนจากรับเป็นรุก
อังกฤษเตะบอลทิ้งไปข้างหน้า เคลียร์บอลยาวออกไปให้ไกลตัว โดยไม่มีใครที่จะไปข่มขู่แนวรับของอาร์เจนติน่า ว่าดันสูงขึ้นไปมาก ๆ พวกเอ็งระวังโดนเล่นงานนะ
ไม่มีเลย คล้ายบอลเตะอัดกำแพง เดี๋ยวกลับมา เดี๋ยวกลับมา เหมือนระลอกคลื่น
ด้วยการเล่นของอังกฤษ มันชัดเจนอย่างนั้นตั้งแต่หลังขึ้นนำ ก่อนการเปลี่ยนตัวคนแรกที่ส่ง เอซรี่ คอนซ่า ลงไปแทน กอร์ดอน ด้วยซ้ำ
ถอดปีก ส่งกองหลัง ปรับการยืนเป็น 5-4-1 โดย แฮร์รี่ เคน ถอยมาช่วยรับในแนวแรกด้วย แต่วิธีการเล่นคือ 5-5-0 ไม่มีตอบโต้เลย
มันยังตามมาด้วยการถอด รีซ เจมส์ กับ เดแคลน ไรซ์ ออกเพื่อส่ง แดน เบิร์น กับ นิโก โอไรลี่ย์ ลงไปเพิ่ม
ถอดกองกลาง ส่งกองหลังอีกคน เท่ากับอังกฤษตอนนั้นมีกองหลังในสนาม 6 คน โดย โอไรลี่ย์ เล่นกลางซ้าย แนวคิดคือคอยช่วย สเปนซ์ รับมือเมสซี่
อย่างที่บอกไปนั่นล่ะครับ โค้ชมีทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ ในหัวของทูเคิ่ลเวลานั้นอาจจะคิดเพียงแค่ยันให้อยู่ ส่งเซนเตอร์แบ๊กลงไปช่วยรับรับลูกโยนเข้าเขตโทษของทีมฟ้าขาวที่เริ่มคุกคามขึ้นทุกที
แต่บางทีการคุกคามที่มาแบบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นนั้นไม่ได้มาจากการเร่งมือของแชมป์เก่าเพียงอย่างเดียว แต่มาจากวิธีการเล่นของตัวเองที่เหมือนเชื้อเชิญให้เขาลุยเข้าใส่ด้วย
การเลือกเล่นแบบเตะบอลอัดกำแพง ให้อาร์เจนติน่าเก็บบอลกลับมาบุกใส่อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกมรับเหนื่อยและเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป
ถ้ามันเป็นช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกมยังพอจะรับมือไหว แต่อังกฤษเล่นแบบตั้งการ์ดอย่างเดียวไม่มีหมัดสวนออกไปเลยเป็นเวลากว่า 20 นาที
ความอ่อนล้าสะสมขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เล่นอาจจะกองกันเยอะในเขตโทษก็จริง แต่ต้องคิดต้องอ่านเกมต้องวิ่งปิดพื้นที่ตลอดไม่มีเวลาได้พักสมองหรือหยุดหายใจ ด้วยทีมไม่มีจังหวะโต้ไปทำประตูเลย
ในทางกลับกันรูปเกมที่เป็นอย่างนี้ทำให้อาร์เจนติน่าเริ่มจูนจังหวะติดขึ้นเรื่อย ๆ ลุยใส่-ถูกสกัด-เก็บบอล-ลุยใส่-ถูกเตะทิ้ง-เก็บบอล-ลุยใส่อีก-โกล์เซฟ-เตะมุม-ลุยใส่-เตะทิ้ง-เก็บบอล
เกมรุกได้หาวิธีโจมตี เจาะกลาง ออกข้าง โยนเข้าไป เลี้ยงกินตัว ทำชิ่ง รับต่ำมากก็เริ่มมียิงไกลเพิ่มเข้ามา โหลดผู้เล่นสู่แดนเข้าทำ กองหลังเติมขึ้นมาช่วยหนุน
ก็เพราะอังกฤษไม่มีลูกโต้ไปขู่อะไรเลย เกมรับของอาร์เจนติน่ายิ่งไม่ต้องห่วงพะวงตรงนั้น ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปจำเป็นต้องดันสูงขึ้นแลก ก็ยิ่งเป็นโอกาส
เรื่องเดียวที่อังกฤษได้เปรียบคือสกอร์ที่นำอยู่ ที่เหลือเสียเปรียบทุกเหลี่ยมทุกมุม
เพียงสกอร์ 1-0 เท่านั้นจริง ๆ ที่เป็นเสาค้ำความหวังของอังกฤษ
สถานการณ์ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการปักหลักช่วยกันยันให้อยู่ ถ้าทำได้ก็เข้าชิง แต่ถ้าโดนยิงก็เตรียมบรรลัย เพราะแทบจะไม่มีทางเลยที่ทีมสิงโตคำรามจะดึงโมเมนตัมกลับมาเป็นของตัวเอง
เหตุผล.. เพราะคุณสมบัติของนักเตะที่อยู่ในสนามตอนนั้นไม่เอื้อให้ทำอย่างนั้นแล้ว
ถ้าอาร์เจนติน่ายิงตีเสมอได้เมื่อไหร่ แม้สกอร์จะกลับมาเท่ากัน แต่ทีมฟ้าขาวเดินเครื่องบี้ต่อแบบเอาตายต่อแน่นอน ด้วยอังกฤษแทบไม่เหลือผู้เล่นเกมรุกที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว ขณะที่พวกเขายังมีตัวรุกเต็มพื้นที่ จึงต้องจัดการให้จบใน 90 นาทีเพื่อไม่ให้คู่ปรับตลอดกาลมีโอกาสแก้เกมเปลี่ยนตัวในช่วงต่อเวลาพิเศษ
วัดกันตรงนั้น ว่าจะยันอยู่ไหม
สุดท้ายการปล่อยให้อาร์เจนติน่าได้ปรับจูนเกมบุกอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสเข้าทำเป็นชุด ๆ และที่สำคัญคือเมสซี่
จากที่เคยคุมชิดอยู่หมัดแบบรุม 1-2-3 คน ควบคุมความอันตรายของนักเตะที่ดีที่สุดของอาร์เจนติน่าได้ตลอด 55 นาที กลับกลายเป็นเชื้อเชิญให้คิงเลโอมีพื้นที่เล่น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในแผนแต่แรกแน่ ๆ
ไป ๆ มา ๆ ประตูขึ้นนำของกอร์ดอนกลับกลายเป็นทุกขลาภไปเพราะตัวเอง จะด้วยคิดมากคิดละเอียดเกินไปของทูเคิ่ลหรือที่หลายคนบอกว่าเขาขี้ขลาดก็เกินจะคาดเดา เขาย่อมมีเหตุผลในการตัดสินใจของตัวเองและแบกรับผลลัพธ์ที่ตามมาของการตัดสินใจนั้น
อย่างที่บอกนะครับ เราไม่รู้อนาคตอยู่แล้ว ว่าถ้าเล่นแบบเดิม อังกฤษจะชนะแน่ เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปย่อมเป็นความคาใจ ยิ่งกับเกมนี้ ก็ยิ่งคาใจมาก ๆ
แพ้แบบคาใจ กับแพ้แบบเข้าใจ คงไม่เหมือนกัน และพูดอีกก็ถูกอีกว่าถ้าสุดท้ายอังกฤษยันอยู่ วิธีการนี้ของทูเคิ่ลก็จะได้รับคำชื่นชม
แต่เมื่อมันไม่เกิดขึ้น และทีมต้องตกรอบบนความเสียดายในวิธีการเล่นที่ปรับเปลี่ยน กองเชียร์สิงโตคำรามจึงตั้งคำถาม
เป็นคำถามที่พวกเขาได้แต่ถามตัวเอง ถามคนของตัวเอง ขณะที่ลุกขึ้นยืนปรบมือส่งอาร์เจนติน่าเข้าสู่นัดชิง
ตังกุย