ไม่ใช่แค่กองกลางเท่านั้น! เหตุผลที่ แมนยู ต้องหากแบ็กขวาใหม่แทน ดีโอโก้ ดาโลต์

ไม่ใช่แค่กองกลางเท่านั้น! เหตุผลที่ แมนยู ต้องหากแบ็กขวาใหม่แทน ดีโอโก้ ดาโลต์
ครั้งหนึ่ง โชเซ่ มูรินโญ่ เคยยกย่องว่า ดีโอโก้ ดาโลต์ เป็นฟูลแบ็กที่ดีที่สุด ตอนที่ย้ายมาจาก เอฟซี ปอร์โต้ ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ (ราว 798 ล้านบาท) ซึ่งในเวลานั้นถือว่าสูงมากสำหรับนักเตะวัยเพียง 18 ปี ที่เพิ่งมีประสบการณ์เล่นอาชีพแค่หนึ่งฤดูกาล

    กาลเวลาผ่านไป ปัจจุบันนักเตะที่เคยถูกคาดหวังเอาไว้สูงคนนั้นอายุ 27 ปีแล้ว ซึ่งโดยปกติถือเป็นช่วงพีคของตำแหน่งนี้ แม้ว่าเส้นทางอาชีพของเขาอาจกำลังเข้าใกล้ช่วงขาลงก็ตาม

    คำถามคือ เขาสามารถทำได้ตามความคาดหวังที่ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” และแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งไว้หรือไม่? และจะพูดได้หรือไม่ว่า แม้จะผ่านทั้งช่วงเวลาขาขึ้นและลง กับการลงสนามเกือบ 250 นัดให้สโมสร เขายังมีอนาคตกับทีมแห่งนี้อยู่ไหม ? 

    เจ็ดปีผ่านไป ดาโลต์ กลายเป็นนักเตะที่อยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นานเป็นอันดับสองในทีมชุดปัจจุบัน เขาทุ่มเทให้กับสโมสรมากกว่าหลายคนในห้องแต่งตัว และสมควรได้รับเครดิตอย่างเต็มที่สำหรับสิ่งนั้น

    อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกัน ดาโลต์ ก็ควรได้รับความจริงเช่นกัน และความจริงก็คือ ช่วงเวลาที่เขาจะเป็นตัวจริงแบบการันตีใน "โรงละครแห่งความฝัน" ควรกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

 ช่วงเริ่มต้นชีวิตในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    ตอนที่ ดาโลต์ ย้ายมาใหม่ๆ เขาแทบไม่ได้ลงเล่นเลย อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าจากฤดูกาลสุดท้ายกับ ปอร์โต้ ส่งผลกระทบตั้งแต่ช่วงแรก อีกทั้งการเข้ามาของ แอรอน วาน-บิสซาก้า ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ราว 2,100 ล้านบาท) ก็ทำให้เขากลายเป็นส่วนเกินภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา  โดยปริยาย

    เขาถูกปล่อยยืมตัวไปเอซี มิลาน ซึ่งมีรายงานว่านักเตะถึงขั้นนอนที่สนามซ้อมเพื่อเร่งการฟื้นฟูร่างกายให้เร็วที่สุด เรื่องนี้สะท้อนตัวตนของ ดาโลต์ ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นคนที่ทุ่มเทและมีความมุ่งมั่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    เมื่อกลับมานักเตะค่อย ๆ เบียดแย่งตำแหน่งและกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญแบบเงียบๆ ในหลายแง่มุม เขาเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของ  วาน-บิสซาก้า ซึ่งเป็นแบ็กขวาสายเกมรับเต็มตัว และมีข้อจำกัดในการเติมเกมรุก

     ดาโลต์มีเทคนิคการเล่นบอลที่เนียนตา รูปร่างที่แข็งแกร่งแบบนักกีฬา และดูมีความสร้างสรรค์มากกว่า วาน-บิสซาก้า ที่เล่นแบบดุดันตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกลายเป็นกำลังสำคัญของผู้จัดการทีมทุกคนที่เข้ามาคุมทีมต่อจาก มูรินโญ่

    หนึ่งในช่วงเวลาที่ สาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" จดจำเขาได้ดี คือเกมคัมแบ็กสุดคลาสสิกกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เดือนมีนาคม 2019 ที่พาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เขาเป็นคนเรียกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

    ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกสถานการณ์จากที่เกือบแพ้ กลับมาคว้าชัยได้อย่างเหลือเชื่อ ในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 19 ปี และมีส่วนสำคัญในการสร้างหนึ่งในค่ำคืนประวัติศาสตร์ของสโมสร

ก้าวขึ้นเป็น "นักเตะเหนือนักเตะ"

    หลังยุคของ โซลชา แล้ว ดาโลต์ ยังคงเป็นหนึ่งในนักเตะเพียงไม่กี่คนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังคงทุ่มเทเพื่อทีมไม่เปลี่ยนแลง  ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานั้นทีมโดยรวมจะสับสนและฟอร์มตกก็ตาม ก่อนที่ เอริก เทน ฮาก จะเข้ามา

    แม้จะออกสตาร์ทอย่างยากลำบาก แต่ทีมของเทน ฮาก เริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้นหลังการมาของ กาเซมีโร่ และ ดาโลต์ ก็กลายเป็นตัวจริงที่สม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็กขวา เขาลงเล่นในลีก 24 นัดในฤดูกาลแรกของกุนซือชาวดัตช์ และเพิ่มเป็น 35 นัดในฤดูกาลถัดมา แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากผู้จัดการทีม และพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นกำลังสำคัญที่เชื่อถือได้

    ในฤดูกาล 2023/24 เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของเพื่อนร่วมทีม โดยลงสนามถึง 50 จาก 52 นัดในทุกรายการ ต้องสลับไปเล่นทั้งแบ็กขวาและแบ็กซ้ายเนื่องจากเพื่อนร่วมทีมบาดเจ็บ และทุ่มเทเต็มที่ในทุกเกม สำหรับ "ผีแดง" ที่มีปัญหาแทบทุกจุด เขาคือ "เสาหลัก" ของทีม

    ดาวเตะชาวโปรตุกีส ต่อสัญญายาวไปจนถึงปี 2028 และดูเหมือนจะเป็นตัวหลักของทีมไปอีกนาน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการใช้งานหนักก็เริ่มปรากฏในฤดูกาลถัดมา เขาเป็นผู้เล่นที่ไว้ใจได้มากจนแทบไม่ได้พัก ลงเล่นเกือบทุกนาทีของทุกเกม จนเกิดอาการล้าและถูกใช้งานอย่างหนักเกินไป

บทบาทต่อขวัญกำลังใจของทีม

    จริงๆ ควรมองด้วยใจยุติธรรมกับ ดาโลต์ เพราะคุณค่าของเขาที่มีต่อทีม ไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ทั้งหมด เขาเป็นหนึ่งในนักเตะซีเนียร์ภายในห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยผู้เล่นอายุน้อย ซึ่งทีมชุดนี้แทบถูกสร้างขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด

    เขาสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแข้งดาวรุ่งอย่าง เบนยามิน เชชโก้ รวมถึงนักเตะดาวรุ่งคนอื่นๆ อีกหลายคน และความเป็นมืออาชีพของเขา ที่หล่อหลอมมาจากการต่อสู้เพื่อแย่งตำแหน่งตลอดหลายปี ก็ส่งต่อไปยังคนรอบข้าง

    ที่สำคัญคือ ดาโลต์ ทุ่มเททุกวินาทีเพื่อทีม ตอนที่ผลงาน แมนฯ ยูฯ สะดุด เขาออกมาให้ความเห็นว่าทีมต้อง "มุ่งมั่นกับการเล่นให้สโมสรแห่งนี้ การคว้าชัยชนะ และการคว้าแชมป์ให้มากกว่านี้" นี่ไม่ใช่คำพูดของนักเตะที่แค่ลงเล่นไปวันๆ แต่เป็นท่าทีของผู้นำในทีม

    อย่างไรก็ตาม แค่ความทุ่มเทอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถมีนักเตะที่ฟอร์มขึ้นๆ ลง ๆ ขาดความแน่นอน  โดย "เร้ด เดวิลส์" กำลังพยายามสร้างทีมใหม่ คำถามสำคัญคือ ดาโลต์ ยังเหมาะกับสิ่งที่พวกเขากำลังสร้างอยู่หรือไม่ หรือว่าเขาเหมาะกับทีมในแบบเดิมที่แมนฯยูฯเคยเป็นมากกว่า 

มองไปข้างหน้า

    แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องเสริมแบ็กขวาในช่วงซัมเมอร์นี้ ไม่ใช่แค่ในฐานะตัวเลือกเสริมหรือเพื่อสร้างการแข่งขันให้กับดาโลต์ และไม่ใช่หลังจากแก้ปัญหาแดนกลาง แต่ต้องทำ "ไปพร้อมกัน" ไม่ว่าใครจะเข้ามาคุมทีม

    พวกเขาต้องการกองหลังที่มีความฉลาดในเกม สามารถมีส่วนร่วมกับเกมรุกในพื้นที่สุดท้ายได้อย่างมีคุณภาพ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถและความมุ่งมั่นในการป้องกันเกมสวนกลับด้วย

    สำหรับทางออกที่เหมาะสมไม่ใช่การเขี่ย ดาโลต์ ทิ้ง เขายังเหลือสัญญาอีกสองปี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จัดการทีมและเพื่อนร่วมทีม และยังมีประโยชน์เมื่อทีมต้องการโรเตชั่นที่เล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรับ

    กระนั้นสิ่งที่ แมนฯ ยูฯ ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในฤดูกาลหน้าคือ การที่ ดาโลต์ ได้เป็นตัวจริงแบบอัตโนมัติทุกสัปดาห์ ยุคนั้นควรจบลงแล้ว

    "ปีศาจแดง" ควรมองหาแบ็กขวาในสไตล์เดียวกับ ลุค ชอว์ เมื่อปี 2014 ที่ทั้งแข็งแกร่ง คล่องตัว มีทักษะทางเทคนิค และตัดสินใจได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ นักเตะคนใหม่นี้ไม่ควรเป็นแค่คนมา "แข่งขัน" กับ ดาโลต์ แต่ควรเป็นตัวเลือกหลัก แล้วให้ แข้งเลือดฝอยทอง เป็นฝ่ายต้องแย่งตำแหน่งมากกว่า

    นี่ไม่ใช่การไม่ให้เกียรติ ดาโลต์ แต่ถ้า แมนฯ ยูฯ ต้องการก้าวไปไกลมากกว่าแค่ลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นั่นก็คือการลุ้นแชมป์เต็มตัว พวกเขาควรมีแบ็กขวาที่เก่งกว่านี้ !!!







ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport