จากหลังบ้านสู่สังเวียนพันล้าน : เมื่อ 'วิ่งไล่จับ' ถูกอัปเกรดเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับโลกโดยสองพี่น้อง Devaux

จากหลังบ้านสู่สังเวียนพันล้าน : เมื่อ 'วิ่งไล่จับ' ถูกอัปเกรดเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับโลกโดยสองพี่น้อง Devaux

คุณยังจำความรู้สึกในวัยเด็กตอนที่วิ่งหนีเพื่อนจนหอบแฮกในโรงเรียนได้ไหม? 

สำหรับคนส่วนใหญ่ "วิ่งไล่จับ" คือความทรงจำที่เลือนหายไปตามวัย แต่สำหรับ คริสเตียน เดโวซ์ และ เดเมียน เดโวซ์ สองพี่น้องชาวอังกฤษ พวกเขาไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่การละเล่น 

แต่มันคือ "รากเหง้าของกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก" ที่รอการปัดฝุ่นให้กลายเป็นธุรกิจความบันเทิงยุคใหม่

วันนี้ SIAMSPORT จะพาทุกท่านไปเจาะลึกเส้นทางของ World Chase Tag (WCT) จากจุดเริ่มต้นในสวนหลังบ้าน สู่การเป็นกีฬาที่มีผู้ชมทั่วโลกกว่า 3,000 ล้านวิว และกำลังจะระเบิดศึกชิงแชมป์โลกครั้งใหม่ในเร็ว ๆ นี้

จุดเริ่มต้นจาก "ความไม่ชอบฟุตบอล" ของลูกชาย

เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เริ่มในห้องประชุมการตลาด แต่เริ่มที่สวนหลังบ้านในหมู่บ้านแดชวู๊ด เมื่อปี 2011

คริสเตียน พบว่า โอลันโด้ ลูกชายของเขาไม่ได้อินกับกีฬาพิมพ์นิยมอย่างฟุตบอลหรือคริกเกต แต่กลับหลงใหลการวิ่งไล่จับอย่างบ้าคลั่ง

คริสเตียน เริ่มสนุกไปกับมัน เขาเอาถังขยะและม้านั่งมาวางกีดขวางเพื่อเพิ่มความยาก ก่อนจะนำกล้อง GoPro มาบันทึกภาพแล้วอัปโหลดลง YouTube

ผลปรากฏว่ามันกลายเป็นไวรัล และนั่นคือ "ยูเรก้าโมเมนต์" ที่ทำให้เขาทิ้งอาชีพในอุตสาหกรรมโรงแรมเพื่อมาปั้นกีฬาชนิดนี้อย่างจริงจังในปี 2012 โดยมี เดเมียน น้องชายมาช่วยเสริมทัพ

สังเวียนเหล็กที่ออกแบบด้วยหลักการ 'EQ'

หัวใจสำคัญที่เปลี่ยนการละเล่นให้เป็นกีฬาคือสนามแข่งขันที่ชื่อว่า "The Quad"

สองพี่น้อง เดโวซ์ ใช้เวลาหลายปีในการทดลองผ่าน "Meet-ups" ในสวนสาธารณะเพื่อหาขนาดที่สมดุลที่สุด จนมาจบที่สนามสี่เหลี่ยมขนาด 12x12 เมตร

สิ่งที่น่าสนใจคือสนามนี้ถูกออกแบบด้วยหลักการ EQ (Evasion Quality) หรือ "คุณภาพการหลบหลีก"

มันคือค่าสมมติที่คำนวณว่าสิ่งกีดขวางแต่ละชิ้นช่วยให้ผู้ถูกล่ารอดพ้นได้นานแค่ไหน

ภายในสนามจะเต็มไปด้วยท่อเหล็กและแผ่นไม้รวมน้ำหนักกว่า 3 ตัน แบ่งเป็นโซนต่าง ๆ เช่น Tilted Cube, The Mountain และ Loading Bay ที่บีบให้ผู้เล่นต้องใช้ทักษะ Parkour ขั้นสูงในการเอาตัวรอด

20 วินาทีแห่งความเป็นความตาย

กฎของ WCT ถูกออกแบบมาเพื่อ "Action, Strategy, Emotion" อย่างแท้จริง ในแต่ละแมตช์จะสู้กัน 16 รอบ รอบละ 20 วินาที

- Chaser (ผู้ไล่): ต้องใช้ "มือ" แตะตัวคู่ต่อสู้ให้ได้ (ห้ามใช้เท้าหรือส่วนอื่น)

- Evader (ผู้หนี): ถ้าหนีรอดจนครบ 20 วินาที ทีมจะได้ 1 แต้ม และผู้หนีคนเดิมจะได้สิทธิ์อยู่ในสนามต่อเพื่อสะสมแต้มให้ทีม

ความกดดันจะพุ่งสูงสุดเมื่อเกิดการเสมอ เพราะกติกาจะตัดสินด้วย Sudden Death Chase-Off ที่แต่ละทีมต้องส่งตัวท็อปออกมาดวลกัน ใครทำเวลาหนีได้นานกว่าคือผู้ชนะ

จากสวนหลังบ้านสู่หน้าจอ ESPN

ความสำเร็จของ WCT พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจากการจับกลุ่มนักกีฬา Parkour และ Freerunning 

ซึ่งมีทักษะการเคลื่อนที่ที่สอดคล้องกันพอดี ปัจจุบัน WCT มีพันธมิตรการถ่ายทอดสดทั้ง ESPN, NBCSN ในสหรัฐฯ และ Channel 4 ในอังกฤษ เข้าถึงผู้ชมกว่า 35 ประเทศ

วงการนี้ยังมี "ตัวเทพ" ที่แฟน ๆ ติดตาม เช่น มาร์เรโร แก๊งซ์ จากอังกฤษที่เคยทำสถิติแชมป์โลก 3 สมัยซ้อน (2016-2018) 

และล่าสุดคือ ฮอลลีวูด ฟรีรันเนอร์ส ทีมรวมสตันท์แมนจากสหรัฐฯ ที่เพิ่งคว้าแชมป์โลก WCT6 ในปี 2024 

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวลีกหญิงอย่างเป็นทางการ ซึ่งทีม เออร์บัน คอร์ป นาโน จากฝรั่งเศสเป็นเจ้าของบัลลังก์แชมป์โลกหญิงทีมแรก

กีฬาแห่งอนาคตที่ทุกคนเข้าใจกติกา

World Chase Tag กำลังจะเดินหน้าสู่ศึก WCT7 World Championships ในวันที่ 6-7 มิถุนายน 2026 ณ เมือง Évry-Courcouronnes ประเทศฝรั่งเศส 

การที่สนามแข่งขันขยายตัวไปถึง 46 แห่งใน 15 ประเทศทั่วโลก เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "ความเรียบง่าย" คือกุญแจสำคัญ

ในโลกที่กีฬากระแสหลักเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ WCT กลับไปหาพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนเข้าใจนั่นคือ "การวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด" แต่นำมาห่อหุ้มด้วยงานสร้างระดับโปรดักชันพันล้าน

สำหรับผม WCT ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่มันคือเรื่องของ "ไหวพริบ" และ "หัวใจ" ที่ไม่ยอมแพ้จนกว่าวินาทีสุดท้าย

ตัน กวาร์ดิโอล่า



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport