ฟีฟ่ากำลังเจรจาผนวกช่วงพักดื่มน้ำเข้าดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2030 และ 2034 หลังพัก 3 นาทีในปี 2026 สร้างรายได้โฆษณามหาศาล
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำลังเดินหน้าเจรจาอย่างจริงจังเพื่อผนวกช่วงพักดื่มน้ำเข้าไปในแพ็กเกจลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในอนาคต โดยมุ่งเป้าไปที่ดีลสื่อในสหรัฐอเมริกาสำหรับฟุตบอลโลก 2030 และ 2034
เดิมที ฟีฟ่า นำมาตรการพัก 3 นาทีในช่วงกลางของแต่ละครึ่งมาใช้เป็นข้อบังคับในทุกเกมของฟุตบอลโลก 2026 โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัยและสุขภาพของนักเตะ แต่ช่วงพักดังกล่าวกลับกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ครั้งใหญ่จากการขายโฆษณา
รายงานระบุว่า เครือข่ายโทรทัศน์อย่าง Fox สามารถนำช่วงพักกลางครึ่งไปจัดสรรเป็นช่วงโฆษณา และสร้างรายได้เชิงพาณิชย์เพิ่มเติมประมาณ 450-500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4-1.6 หมื่นล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มแฟนบอลและผู้ที่ชื่นชอบฟุตบอล เนื่องจากมองว่าการหยุดเกมส่งผลกระทบต่อจังหวะการแข่งขัน เช่นเดียวกับ อาร์แซน เวนเกอร์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอลระดับโลกของ ฟีฟ่า ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อรูปแบบของเกม
ตามกติกา IFAB Law 7 การแข่งขันฟุตบอลตามปกติแบ่งเป็น 2 ครึ่ง ครึ่งละ 45 นาที โดยเกมดำเนินต่อเนื่องเป็นหลัก ขณะที่การพักดื่มน้ำตามมาตรการใหม่ทำให้โครงสร้างการแข่งขันมีลักษณะคล้ายการแบ่งเกมออกเป็น 4 ช่วง
ในส่วนของอุณหภูมิ มาตรการในฟุตบอลโลก 2026 กำหนดให้มีการพักดื่มน้ำในทุกนัด โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ การมีหลังคาสนาม หรือระบบควบคุมอุณหภูมิ แม้ในกรณีที่อุณหภูมิอยู่ที่เพียง 22 องศาเซลเซียสก็ตาม
ขณะที่นโยบายปกติของ ฟีฟ่า กำหนดให้พักเพื่อคลายร้อนเมื่อค่าดัชนี WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) แตะระดับ 32 องศาเซลเซียส ส่วน FIFPRO ต้องการให้มีการพักเมื่อ WBGT อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส และเสนอให้เลื่อนการแข่งขันเมื่อแตะ 28 องศาเซลเซียส โดยดัชนีดังกล่าวคำนวณจากอุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม และรังสีจากแสงแดด
สำหรับช่วงพัก นักเตะสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย เช่น อุปกรณ์ทำความเย็นบริเวณฝ่ามือและเสื้อกั๊กน้ำแข็ง รวมถึงสามารถดื่มน้ำได้ตามที่ทีมจัดเตรียมไว้ ขณะที่ผู้จัดการทีมสามารถเรียกนักเตะมารวมตัวเพื่อปรับแท็กติกและรูปแบบการเล่นได้
อย่างไรก็ตาม นักเตะต้องอยู่ภายในพื้นที่ที่กำหนด และช่วงพักต้องไม่เกิน 3 นาที โดยผู้ตัดสินมีอำนาจควบคุมเวลาและสั่งเริ่มเกมทันที นอกจากนี้ การแสดงความไม่เห็นด้วยหรือประท้วงการเป่านกหวีดเกี่ยวกับช่วงพัก อาจนำไปสู่การลงโทษทางวินัยได้
จากโมเดลรายได้ที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2026 ทำให้ ฟีฟ่า มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสำหรับฟุตบอลโลกครั้งต่อไป โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับดีลฟุตบอลโลก 2030 และ 2034