ฟุตบอลโลกไม่ใช่สินทรัพย์! เบื้องหลังวันที่ ฟีฟ่า ยอมล้มแผนขายหุ้นครั้งประวัติศาสตร์

ฟุตบอลโลกไม่ใช่สินทรัพย์! เบื้องหลังวันที่ ฟีฟ่า ยอมล้มแผนขายหุ้นครั้งประวัติศาสตร์
จากแผนระดมทุนมูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกมองว่าจะเปลี่ยนโฉมการบริหารฟุตบอลโลก กลับกลายเป็นวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ของ จานนี่ อินฟานติโน่ เมื่อทั้ง ยูฟ่า, คอนคาเคฟ และเอเอฟซี พร้อมใจกันคัดค้าน ก่อนประธาน ฟีฟ่า จะยอมถอนแผนทั้งหมด พร้อมเผชิญคำถามสำคัญว่า เขาจะยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำวงการฟุตบอลโลกต่อไปหรือไม่

ไม่กี่วันก่อน ฟีฟ่าเชื่อว่าพวกเขากำลังจะเปิดศักราชใหม่ของวงการฟุตบอลโลก แต่สุดท้าย สิ่งที่ถูกวางไว้ในฐานะ "แผนพัฒนาอนาคต" กลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในยุคของ จานนี่ อินฟานติโน่

จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า ประกาศเมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ว่า ฟีฟ่า จะยุติข้อเสนอจัดตั้งบริษัทใหม่ FIFA Forward Enterprises (FFE) และแผนขายหุ้นส่วนน้อย 21 เปอร์เซ็นต์ให้กับนักลงทุนภายนอกอย่างเป็นทางการ

อินฟานติโน่ยอมรับว่า หลังรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เขาพบว่าโครงการดังกล่าวได้สร้าง "ความแตกแยก" เกินกว่าที่ฟีฟ่าจะเดินหน้าต่อได้

"เป้าหมายของเราคือการรวมทุกฝ่ายและพัฒนาฟุตบอลให้ดีขึ้นเสมอ ดังนั้นข้อเสนอนี้จะไม่เดินหน้าต่อ"

คำประกาศดังกล่าวถือเป็นการกลับลำครั้งสำคัญ เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ฟีฟ่ายังยืนยันว่าจะเดินหน้าปรึกษาสมาชิกต่อ พร้อมย้ำว่า "ไม่มีใครกำลังขายฟุตบอล"

อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านกลับรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยูฟ่า เป็นฝ่ายออกโรงก่อน โดยประกาศว่าทั้ง 55 ชาติสมาชิกพร้อมคว่ำบาตรการแข่งขันของฟีฟ่า รวมถึงฟุตบอลโลก หากแผนดังกล่าวยังคงอยู

หลังจากนั้น คอนคาเคฟ และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) ก็ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนร่วมกับยูฟ่า ส่งผลให้สามสมาพันธ์ใหญ่ ซึ่งรวมกันมีสมาชิกถึง 137 จากทั้งหมด 211 ชาติสมาชิกของฟีฟ่า ยืนอยู่ฝั่งคัดค้าน

คาร์ลอส คอร์เดโร่ ที่ปรึกษาของอินฟานติโน่ ประกาศลาออก พร้อมวิจารณ์ว่าแผนนี้เป็น "ข้อตกลงที่เลวร้าย" ทั้งต่อชาติสมาชิก ฟีฟ่า และอนาคตของวงการฟุตบอล

ขณะที่ เควิน ลามูร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟ่า ให้สัมภาษณ์กับ Associated Press ว่า พนักงานภายในองค์กร "ถูกหลอก" และยืนยันว่าโครงการนี้เป็นแนวคิดของคนเพียงคนเดียว

"ไม่เพียงแต่โครงการนี้ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำวงการฟุตบอลจะต้องตั้งคำถามและตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง"

คำวิจารณ์จากบุคคลระดับสูงภายในองค์กรยิ่งทำให้อินฟานติโน่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล

แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยว่า ภายในฟีฟ่าเองเริ่มเชื่อกันว่า การยกเลิกโครงการเป็นเพียงเรื่องของเวลา

เดิมที ฟีฟ่าตั้งเป้าขายหุ้น 21 เปอร์เซ็นต์ของ FFE เพื่อระดมทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินดังกล่าวจะถูกนำไปสนับสนุนชาติสมาชิกผ่านโครงการใหม่ FIFA Fast-Forward Programme (FFFP)

ภายใต้ข้อเสนอนี้ สมาคมฟุตบอลที่สนับสนุนโครงการจะได้รับเงินช่วยเหลือ 40 ล้านดอลลาร์ในรอบปี 2027-2030 ขณะที่ชาติที่ไม่เห็นด้วยจะได้รับ 20 ล้านดอลลาร์ แม้ข้อเสนอจะผ่านก็ตาม

ฟีฟ่าระบุว่า งบพัฒนาฟุตบอลทั่วโลกในช่วงสี่ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้ไม่สามารถลดกระแสความกังวลของหลายฝ่ายที่มองว่า ฟุตบอลโลกและรายการสำคัญของฟีฟ่าไม่ควรถูกนำเข้าสู่ระบบการลงทุนของภาคเอกชน

แม้สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (CONMEBOL) จะไม่ได้ประกาศคัดค้านโดยตรง แต่ก็ย้ำว่า การตัดสินใจด้านการเงินและการค้าจะต้องรับใช้ผลประโยชน์ของฟุตบอล และไม่ควรอยู่เหนือแก่นแท้ของเกม

การถอยครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะโครงการเท่านั้น

รายงานระบุว่า ระหว่างการประชุมของยูฟ่าและคอนคาเคฟเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้มีการตั้งคำถามถึงอนาคตการดำรงตำแหน่งของ อินฟานติโน่ ด้วย

ประธานฟีฟ่าวัย 55 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2016 เคยถูกคาดหมายว่าจะลงเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่งในปี 2027

แต่หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ หลายฝ่ายเริ่มมองต่างออกไป

ลิเซ่ คลาวาเนส ประธานสมาคมฟุตบอลนอร์เวย์ กล่าวว่า "ความรู้สึกของฉันตอนนี้คือ เขาสูญเสียความไว้วางใจไปมาก"

"เราสงสัยในแนวทางนี้มาตลอด หากองค์กรละเลยหลักธรรมาภิบาลและกฎเกณฑ์ ความเชื่อมั่นก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว"

แผนขายหุ้นฟุตบอลโลกจึงไม่ได้จบลงเพียงแค่การยกเลิกโครงการ แต่มันอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของยุค จานนี่ อินฟานติโน่ และทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งประธานฟีฟ่าในปี 2027 ไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่หลายคนเคยคาดไว้



ที่มาของภาพ : Getty image
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport