สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ประกาศยืนเคียงข้าง ยูฟ่า และ คอนคาเคฟ คัดค้านแผนของ จานนี อินฟานติโน่ ที่เตรียมเปิดขายหุ้นธุรกิจเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลกให้เอกชน ส่งผลให้เสียงคัดค้านพุ่งเป็น 143 ชาติสมาชิก
สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการในการร่วมคัดค้านแผนของ จานนี อินฟานติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่ต้องการเปิดทางให้นักลงทุนภาคเอกชนเข้าถือหุ้นในธุรกิจเชิงพาณิชย์ของฟุตบอลโลก โดยเข้าร่วมกับสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน (คอนคาเคฟ) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยเช่นกัน
วิกฤติด้านธรรมาภิบาลของ ฟีฟ่า ปะทุขึ้นระหว่างช่วงไม่้กี่วันที่ผ่านมา หลัง 3 จาก 6 สมาพันธ์ฟุตบอลภาคพื้นทวีปออกมาคัดค้านโครงการจัดตั้ง FIFA Forward Enterprise (FFE) ซึ่งเป็นหน่วยงานเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ของ ฟีฟ่า เพื่อดูแลสิทธิ์ด้านลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด การตลาด ผู้สนับสนุน และกิจกรรมต่าง ๆ ของ ฟุตบอลโลก พร้อมเปิดขายหุ้นส่วนน้อยให้กับนักลงทุนภายนอก
ยูฟ่า ซึ่งมีสมาชิก 55 ชาติ มีมติเป็นเอกฉันท์คัดค้านแผนดังกล่าว พร้อมส่งสัญญาณว่าพร้อมคว่ำบาตรรายการแข่งขันของ ฟีฟ่า รวมถึงฟุตบอลโลก หากโครงการนี้ยังเดินหน้าต่อไป โดยให้เหตุผลว่าการเปิดทางให้นักลงทุนภายนอกเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสีย จะทำให้การบริหารปฏิทินฟุตบอลระหว่างประเทศถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าประโยชน์ของวงการฟุตบอล
ขณะที่ คอนคาเคฟ ซึ่งมีสมาชิก 41 ชาติ ประกาศไม่เห็นด้วยอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่ากระบวนการพิจารณาขาดความโปร่งใส ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนด้านการเงินรองรับ และกำหนดกรอบเวลาตัดสินใจที่สั้นเกินไป แม้จะยังไม่ประกาศคว่ำบาตรรายการของ ฟีฟ่า แต่ก็สะท้อนถึงความกังวลต่อทิศทางการบริหารของ อินฟานติโน่
ล่าสุด เอเอฟซี ซึ่งมีสมาชิก 47 ชาติ ออกแถลงการณ์สนับสนุนจุดยืนของ ยูฟ่า และ คอนคาเคฟ อย่างเต็มที่ โดย ชีค ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา ประธาน เอเอฟซี วิจารณ์ว่าการดำเนินการของ ฟีฟ่า เป็นการวางแผนแบบไม่เปิดเผยและเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลและกระบวนการรับฟังความคิดเห็นขององค์กรอย่างเร่งด่วน
จากจุดยืนของทั้งสามสมาพันธ์ ทำให้เวลานี้มีชาติสมาชิก 143 จากทั้งหมด 211 ชาติของฟีฟ่า ที่อยู่ในฝั่งคัดค้านโครงการ FFE ส่งผลให้แผนดังกล่าวไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอสำหรับการผลักดันในขั้นตอนต่อไป และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อฝ่ายบริหารของ อินฟานติโน่
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการรวมตัวต่อต้าน ฟีฟ่า ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การคว่ำบาตรฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทั้งทวีปแอฟริกาถอนตัวจากการแข่งขันรอบคัดเลือก
ในเวลานั้น ฟีฟ่า จัดสรรโควตารอบสุดท้ายเพียง 1 ที่นั่งให้ แอฟริกา (ซีเอเอฟ), เอเชีย (เอเอฟซี) และ โอเชียเนีย (โอเอฟซี) ต้องแข่งขันแย่งกัน ขณะที่ยุโรปและอเมริกาใต้ได้รับโควตารวมกันถึง 14 จาก 16 ทีม ส่งผลให้ทั้ง 15 ชาติจากแอฟริกาประกาศถอนตัวจากรอบคัดเลือกในปี 1964 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
การเคลื่อนไหวดังกล่าวประสบผลสำเร็จ เมื่อ ฟีฟ่า มีมติปรับระบบจัดสรรโควตาในปี 1968 และมอบสิทธิ์ให้ทวีปแอฟริกาได้โควตารอบสุดท้ายโดยตรง เริ่มตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก