"คุณจะหยุดพระเจ้าได้อย่างไร?"
นี่คือคำถามคลาสสิก เมื่อมีใครสักคนต้องเผชิญหน้ากับ ลิโอเนล เมสซี่
ในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 แฟนบอลกว่า 8 หมื่นชีวิตตั้งใจมาดู ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย ของกัปตันทีมวัย 39 ปี
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นบทเรียนฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบจาก หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ และพลพรรค ลา โรฆา ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ระบบทีมที่สมบูรณ์แบบ" สามารถสยบ "พรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" ได้อย่างไร?
ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันที่ SIAMSPORT
เมื่อคู่แข่งไม่มีบอล เขาก็ทำอันตรายไม่ได้
หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ เฉลยเคล็ดลับหลังเกมว่า แผนการตัด เมสซี่ ออกจากเกมนั้นเริ่มต้นที่ "การครอบครองบอล"
สเปน ทำสถิติครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 63.86% ตลอดทัวร์นาเมนต์ และในนัดชิงชนะเลิศ พวกเขาใช้การต่อบอลที่แม่นยำจนทำให้ อาร์เจนตินา หาบอลไม่เจอ
เมื่อ อาร์เจนตินา ไม่ได้บอล เมสซี่ ก็ถูกบีบให้ต้องยืนรอห่างจากโซนอันตราย
เธียร์รี่ อองรี อธิบายความรู้สึกนี้ผ่านสื่อว่า "คุณจะรู้สึกเหมือนหัวจมอยู่ใต้น้ำ และกำลังจะขาดอากาศหายใจ"
เพราะตลอดทั้งเกม เมสซี่ ได้สัมผัสบอลเพียง 54 ครั้ง และ "ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว" ที่เขาได้บอลในเขตโทษของ สเปน
"กฎ 10 วินาที" และการบีบพื้นที่แบบไร้รอยต่อ
สเปน ชุดนี้อัปเกรดตัวเองจากการครองบอลที่น่าเบื่อในอดีต มาเป็นการกดดันที่ดุดัน ... พวกเขามีสถิติการแย่งบอลคืน ภายในเวลาไม่เกิน 10 วินาทีหลังจากเสียบอล ซึ่งถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดในทัวร์นาเมนต์
นอกจากนี้ แนวรับของ สเปน ที่นำโดยดาวรุ่งอย่าง เปา คูบาร์ซี่ ยังดันไลน์กองหลังขึ้นสูงผิดปกติเพื่อบีบพื้นที่ให้แคบลง ทำให้ เมสซี่ ไม่มีพื้นที่ให้กระชากลากเลื้อย แม้แต่ตอนที่ เมสซี่ พยายามถอยลงมาต่ำเพื่อปั้นเกม โรดรี้ ก็จะตามไปปิดพื้นที่ตรงนั้นทันที
แม่ทัพผู้ถอดรหัสเมสซี่
หากจะหาใครสักคนที่ควรได้เครดิตที่สุดในแผนนี้ ต้องยกให้ โรดรี้ เจ้าของรางวัล Golden Ball ประจำทัวร์นาเมนต์
เขาทำหน้าที่เป็น "ตัวตัดวงจร" ปิดเส้นทางการจ่ายบอลทั้งหมดที่จะไปถึง เมสซี่ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สถิติของ โรดรี้ ในนัดชิงชนะเลิศนั้นน่าเหลือเชื่อ เขาผ่านบอลสำเร็จ 101 จาก 106 ครั้ง (95%) และชนะการดวลบนพื้นถึง 8 จาก 10 ครั้ง
กล่าวคือ โรดรี้ ไม่ได้แค่ทำหน้าที่รับบอล แต่เขาคือคนที่คอยอ่านเกมและดักทางบอลก่อนที่จะถึงเท้าสตาร์เบอร์ 10 ของ อาร์เจนตินา จนทำให้ เมสซี่ แทบไม่มีอิทธิพลต่อเกมรุกเลยนั้นเอง
อย่างไรก็ตาม อาร์เจนตินา พยายามใช้ความเก๋าและการเล่นที่ดุดัน เพื่อทำลายจังหวะของ สเปน หลายต่อหลายครั้ง
เห็นได้จากใบเหลืองของ เลอันโดร ปาเรเดส ที่จงใจเล่นงาน โรดรี้ หรือจังหวะที่ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ โดนใบแดงจากการทำฟาวล์ คูบาร์ซี่
แต่ สเปน กลับไม่หลงกล พวกเขายังคงรักษาโครงสร้างของทีมไว้ได้ และในจังหวะตัดสิน เด ลา ฟวนเต้ ก็โชว์กึ๋นด้วยการส่งตัวสำรองอย่าง เฟร์ราน ตอร์เรส ลงมาปิดเกมยิงประตูชัยในนาทีที่ 106
พร้อมส่ง สเปน คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ของตัวเองมาครอง