เกมเดียว 3 สถิติ และความเร้าใจอีกเพียบ
นัดชิงอันดับสามที่อังกฤษชนะฝรั่งเศส 6-4 ที่ไมอามี่ทำให้เกิดสถิติใหม่ในฟุตบอลโลกขึ้นมารวดเดียว 3 สถิติ
- คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ยิง 2 ประตูในเกมนี้ แซงหน้า ลิโอเนล เมสซี่ ขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกที่จำนวน 22 ประตู
- ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ทำ 2 แอสซิสต์เพิ่มสถิติในทัวร์นาเม้นต์นี้เป็น 7 แอสซิสต์ แซงหน้า เปเล่ (6 แอสซิสต์) ขึ้นไปเป็นนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในฟุตบอลโลกสมัยเดียว
- ประตูรวม 10 ลูกทำให้เกมนี้เป็นเกมที่มีประตูเกิดขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนัดชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก แซงหน้าปี 1958 ที่ฝรั่งเศสชนะเยอรมันตะวันตก 6-3
- เอ็มบัปเป้ (10 ประตู) กลายเป็นนักเตะคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์และคนแรกในรอบ 56 ปีที่ทำประตูในฟุตบอลโลกสมัยเดียวได้ถึงเลข 2 หลัก (ชุสต์ ฟงแตน 13 ประตู ปี 1958.. ซานดอร์ ค็อกซิช 11 ประตู ปี 1954 และ แกร์ด มุลเลอร์ 10 ประตู ปี 1970)
- จู๊ด เบลลิงแฮม จบทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นดาวซัลโวของทีมชาติอังกฤษที่ 7 ประตู (แฮร์รี่ เคน 6 ประตู)
- บูกาโย่ ซาก้า ทำแฮตทริก
- ทีมชาติอังกฤษยิง 20 ประตูในฟุตบอลโลกคราวนี้ ทำลายสถิติเดิม 14 ประตูในสมัยเดียวของตัวเองเมื่อปี 2022 อย่างราบคาบ
- ทีมสิงโตคำรามยังทำผลงานดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของตัวเองในฟุตบอลโลก โดยอันดับ 3 คราวนี้เป็นรองเพียงตำแหน่งแชมป์โลกเมื่อปี 1966 เท่านั้น (อันดับสี่ 2 สมัยเมื่อปี 1990 และ 2018)
- ทีมชาติฝรั่งเศสแพ้ 2 เกมติดต่อกันในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี (แพ้ เม็กซิโก 0-2 และ แอฟริกาใต้ 1-2 ในเวิลด์คัพ 2010)
- ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ อำลาตำแหน่งโค้ชทีมชาติฝรั่งเศสอย่างไว้ลาย เปลี่ยนตัวรวดเดียว 4 คนตอนพักครึ่ง ไล่ตามจากที่ตามหลัง 0-4 กลับมาสร้างเกมที่น่าจดจำแม้จะเป็นฝ่ายปราชัย
- ประตูรวมในฟุตบอลโลก 2026 ทะลุ 300 ประตูไปไกล ก่อนแข่งยิงรวมกัน 297 ประตูจาก 102 เกม หลังแข่งเพิ่มเป็น 307 ประตู เข้าสู่เกมสุดท้ายด้วยค่าเฉลี่ย 2.98 ประตู/เกม
#ตังกุย