สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 นัดชิงอันดับ 3 ทัพสิงโตคำราม อังกฤษ เฉือนชนะ ตราไก่ ฝรั่งเศส ไปแบบสุดมันส์ 6-4 ชำแหละเกมบุกแลกหมัดครึ่งหลังยาม คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ซดแฮตทริคพ่วงสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาล พร้อมวิเคราะห์แท็กติก 4-1-4-1 ของโธมัส ทูเคิ่ล และปมเงินรางวัลเหรียญบรอนซ์ 29 ล้านดอลลาร์
พลพรรคสิงโตคำราม นำห่างถึง 4-0 ในครึ่งแรก แต่ถูก ฝรั่งเศส ไล่ตามมาเป็น 4-3 ก่อนจะมีการถล่มตาข่ายกันอย่างเมามัน สุดท้ายจบที่สกอร์ 6-4 อังกฤษ คว้าอันดับ 3 ของฟุตบอลโลก 2026
และต่อไปคือสิ่งที่ผมอยากจะบอก
1. ทั้ง 2 ฝ่ายที่อกหักมาในรอบตัดเชือกต่างขนตัวสำรองลงสนาม
ทีมตราไก่เปลี่ยนกองหลังแบบยกแผง รวมถึงหน่วยล่าสังหารที่คงเหลือ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ไว้ล่าตำแหน่งดาวซัลโว
ขณะที่ โธมัส ทูเคิ่ล ก็ปรับระบบการเล่นเป็น 4-1-4-1 เพื่อเน้นเกมรุกแบบเต็มพิกัด โดยให้ แฮร์รี่ เคน กับ จู๊ด เบลลิ่งแฮม พักน่อง
ส่วน ค๊อบบี้ เมนู ดันมีอาการบาดเจ็บ (สงสัยเจ็บตูด) ก่อนแข่งเลยอดลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้ไปตามระเบียบ
2. อังกฤษ ดูจะมีความมุ่งมั่น และตั้งใจมากกว่า ว่าแล้วก็ชิงจังหวะขึ้นนำ 1-0 อย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เปิดเกมรุกเข้าแลกกันแบบไม่แยแสเกมรับ ก่อนทีมจากเกาะมหาสมบัติจะกระหน่ำได้อีก 3 ประตู เพราะกองหลังคู่แข่งดันสูง และไม่ใช่ชุดเดิม
จบครึ่งแรก 'อิงกะแลนด์' ทิ้งห่างแบบหายห่วง 4-0
3. โถส้วมถูกระเบิดขนาดนี้ ดิดิเย่ร์ เดชองส์ ที่คุมทีมเป็นเกมสุดท้ายคงกลัวเสียฟอร์มจึงปรับเกมรับและเกมรุกใหม่ ด้วยผู้เล่นตัวหลัก
เกมจึงกลับตาลปัตร พลัน 'ท่านประธานเป้' ก็กระทุ้งคนเดียวอีก 2 ดอก ไล่จี้มาเป็น 4-3 จนเกมของ 'ทรี ไลอ้อนส์' ระส่ำระสาย ก่อน บูกาโย่ ซาก้า สังหารจุดโทษทำแฮตทริคพลางหนีไปเป็น 5-3
แต่เรื่องยังไม่จบง่ายๆ เมื่อ ฝรั่งเศส ไล่มาเป็น 5-4 แล้วเดินหน้าบดขยี้อย่างหนักจนหลังลอยอีกครั้ง
แทนที่จะตีเสมอจึงถูกสวนกลับ ตัวสำรองอย่าง 'ไอ้จู๊ด' ตะบันย้ำหัวตะปูให้ อังกฤษ ชนะด้วยสกอร์ 6-4
4. นี่คือการชิงอันดับ 3 เวิลด์ คัพ ที่มีอัตราความเมามัน และยิงกันสนั่นจอมากที่สุดครั้งหนึ่งในพงศาวดารลูกหนัง เพราะต่างฝ่ายต่างเล่นเกมรุกบุกแหลกแบบไม่กดดันอะไรมากมาย
ครั้นจะบอกว่าไม่มีความหมายอะไรเลยก็คงไม่ใช่ เพราะ 'เหรียญบรอนซ์' ของฟุตบอลโลก 2026 มีมูลค่ามหาศาลถึง 29 ล้านดอลลาร์ มากกว่าอันดับ 4 ถึง 2 ล้านเหรียญเลยทีเดียว
5. แม้จะหมดอารมณ์มาจากรอบตัดเชือกทั้งคู่ แต่เมื่อลงไปในสนามแล้ว นักเตะของทั้ง 2 ทีมย่อมอยากเป็นผู้ชนะจึงเล่นกันเต็มที่
อย่างน้อย 'ผู้ชนะ' ในเกมชิงที่ 3 ก็ย่อมมีความชื่นมื่นมากกว่า 'ผู้แพ้' ในนัดชิงชนะเลิศ
ส่วน 'เต็งหนึ่ง' อย่าง ฝรั่งเศส ที่ไปๆ มาๆ ก็ดันพุ่งชนความปราชัย 2 นัดติดต่อกัน แต่ก็พอมีอะไรให้ชื่นใจบ้าง เมื่อ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กะซวกไป 10 ประตู และทำประตูรวมในศึกฟุตบอลโลกเป็น 22 ดอก จากการลงเล่น 22 นัด ขึ้นเป็นอันดับ 1 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล
แต่ค่ำคืนวันนี้สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกอย่าง ลีโอเนล เมสซี่ ยังมีโอกาสที่จะสร้างความมหัศจรรย์