อังกฤษ ชนะ นอร์เวย์ 2-1 ในเวลา 120 นาที ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ!!! จากเกมที่ไม่เหนือกว่าคู่แข่งแต่มีทีเด็ดจาก จู๊ด เบลลิงแฮม ที่เหมาคนเดียว 2 ลูก ส่งทัพ "สิงโตคำราม" ขยับเข้าใกล้รอบชิงชนะเลิศเข้าไปทุกที
ไวกิ้งรัดกุมตามแผน
ทีมของ สตาเล่ โซลบัคเค่น วางเกมแพลนมาแล้วใช้ได้ดี ในระบบ 4-3-3 ที่เวลารับในแดนสองจะปรับเป็น 4-5-1 เข้าหาบอลเร็วในทุกพื้นที่แคบๆ โดยเฉพาะริมเส้น เมื่อบุกจะออกข้างแล้วครอสเข้าหาเป้าหมาย ส่วน อังกฤษ ก็เล่นตามเกมระบบ 4-2-3-1 แต่แดนกลางดูเป็นรอง
นาทีที่ 36: นอร์เวย์ ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ไม่แน่ใจว่าไวกิ้งตั้งใจหรือมีโชค จากจังหวะครอสของ อันเดรียส เชลเดรุป บอลลอยเข้าไปที่เสาสอง
เกมทำท่าว่าจะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-0 แต่ความสามารถเฉพาะตัวอันยอดเยี่ยมของ จู๊ด ช่วยทีมเอาไว้ได้
นาทีที่ 45+2: แอนโทนี่ กอร์ดอน จ่ายบอลมาให้ที่หน้าไลน์ จู๊ด จับบอลแรกได้แล้วพาควบเข้าเขตโทษ จังหวะนั้นมีผู้เล่นนอร์เวย์ 3 คนรุมล้อม แต่ จู๊ด เร็วกว่า ตลาดตวัดยิงด้วยเท้าซ้ายเข้าไปตุงตาข่ายให้อังกฤษตีเสมอ 1-1
ทูเคิ่ล แก้เกมดี
การเปลี่ยนตัวในฟุตบอลโลกหนนี้ของ โธมัส ทูเคิ่ล ถือว่า ทุกนัดที่เล่นมาล้วนมีผลในเชิงบวกต่อรูปเกมทั้งหมด
นาทีที่ 46: เริ่มครึ่งหลัง ทูเคิ่ล ตัดสินใจพัก เดแคลน ไรซ์ ที่มีข่าวว่ามีอาการป่วยก่อนเกม โดยส่งเพื่อนร่วมทัพปืนใหญ่อย่าง อีธาน นวาเนรี่ ลงสนามแทน (หรือขยับ อีเบเรชี่ เอเซ่ ลงมาแพ็กแดนกลาง) และส่ง บูกาโย่ ซาก้า ลงมาแทน โนนี่ มาดูเอเก้ ที่เกมนี้ยังไม่มีอะไรมาก
แต่หลังจากนั้นรูปเกมก็ยังไม่มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เกือบจะโดนนำอีกครั้งด้วยซ้ำ
นาทีที่ 52: เออร์ลิง ฮาลันด์ ได้โหม่งตกพื้นเกือบจะเสียบโคนเสา แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยังซูเปอร์เซฟพุ่งปัดออกไปได้
นาทีที่ 55: จากจังหวะเตะมุม ฮาลันด์ ไปผลัก เอลเลียต แอนเดอร์สัน ก่อนที่ โอดิน ธิอาโก้ โฮล์ม (หรือแข้งนอร์เวย์) จะซ้ำที่เสาสองเข้าไป แต่ผู้ตัดสินเช็ก VAR แล้วไม่ให้เป็นประตู ❌ โดยให้กลับมาเตะมุมใหม่ ทำให้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอถึงนาทีที่ 68 นอร์เวย์ ขยับเปลี่ยนปีก 2 ข้าง ส่ง อันโตนิโอ นูซ่า และ ออสการ์ บ็อบบ์ ลงสนาม แล้วถอดเอา เชลเดรุป กับ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ออก ทางด้าน ทูเคิ่ล ก็รีบเปลี่ยนตัวแก้ลำทันที
นาทีที่ 70: ส่ง รีซ เจมส์ ลงมาแทน กอร์ดอน ที่เริ่มมีอาการล้า โดยขยับเอา เอเซ่ ออกไปเล่นทางซ้าย และให้ เจมส์ มาเล่นตรงกลาง
รูปเกมยังคงสูสี ผลัดกันครองบอลและไม่มีใครเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่จังหวะเสียวไส้ขวัญผวาเป็นของทัพไวกิ้ง
นาทีที่ 75: ลูกครอสของนอร์เวย์โดนหลัง คริสโตเฟอร์ อาเยอร์ บอลเปลี่ยนทางพุ่งชนคานดังสนั่น!!!
ช่วง 5 นาทีสุดท้าย ทูเคิ่ล เปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้ง ส่ง เจด สเปนส์ ลงมาแทน นิโก้ โอไรลี่ ที่เริ่มตามความเร็วของ บ็อบบ์ ไม่ทัน และพอเห็น เอซรี่ คอนซ่า ทำท่าว่าตะคริวจะขึ้นน่อง โค้ชก็เปลี่ยนตัวทันที โดยส่ง มอร์แกน โรเจอร์ส ลงมาแทน แล้วปรับเอา เจมส์ กลับมาคุมพื้นที่ในตำแหน่งแบ็กขวา
ไวกิ้ง ไม่มี เบลลิงแฮม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตัดสินเกมที่ยากลำบากในนัดนี้ก็คือ... "ตัวผู้เล่นพิเศษ" ซึ่งในเกมนี้ ฮาลันด์ และ มาร์ติน โอเดการ์ด ทำไม่สำเร็จ แต่ อังกฤษ มีชายที่ชื่อ เบลลิงแฮม
นาทีที่ 93 (ช่วงต่อเวลาพิเศษ): จากจังหวะยิงของ โรเจอร์ส ทาง ออร์ยัน นีลันด์ นายทวารนอร์เวย์พยายามจะตะครุบรับบอลแต่กลายเป็นบอลหลุดมือ และเป็น จู๊ด เบลลิงแฮม ที่สปีดปราดเข้าซ้ำจ่อๆ เข้าไปให้อังกฤษนำ 2-1
อังกฤษ ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปี 2018 และนับเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์สโมสร!!!!
นี่คือทัพสิงโตคำรามชุดที่มาเรื่อยๆ ทรงเกมเหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวา แต่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการเสมอ เล่นแล้วชนะ….. จนก้าวมาถึงรอบรองชนะเลิศสำเร็จ ถึงตรงนี้จะบอกว่าพวกเขาไม่มีลุ้นแชมป์โลกก็คงไม่ได้แล้วครับ
#JACKIE