อังกฤษ ไม่ได้เล่นฟุตบอลที่ดีที่สุดของตัวเอง และฟุตบอลไม่ได้ตัดสินจากคะแนนความสวยงาม เพราะมันตัดสินจากทีมที่ชนะหลังเสียงนกหวีดสุดท้าย
“สิงโตคำราม” ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สี่
เกมนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดตั้งแต่นาทีแรก
อังกฤษ เปิดเกมได้ดีกว่า ครองบอลมากกว่า แต่ยิ่งเล่นกลับยิ่งเสียจังหวะ
นอร์เวย์ ค่อย ๆ ตั้งหลัก ก่อนเป็นฝ่ายขึ้นนำ
จู๊ด เบลลิงแฮม ยิงตีเสมอช่วงทดเวลาครึ่งแรก พาอังกฤษกลับเข้าสู่เกม
อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดของ อังกฤษ
โธมัส ทูเคิ่ล ตัดสินใจเปลี่ยน เดแคลน ไรซ์ ออกตั้งแต่พักครึ่ง
อังกฤษ เสียโครงสร้างในแดนกลาง และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาตั้งเกมได้อีกครั้ง
นอร์เวย์ เกือบขึ้นนำ 2-1 จากลูกโหม่งของ ทอร์บยอร์น เฮ็กเกม วีเออาร์ ริบประตูคืน
อีกฝั่ง อังกฤษ ก็เกือบได้จุดโทษก่อนถูก วีเออาร์ ยกเลิกเช่นกัน
เกมเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกจังหวะสำคัญมีเรื่องให้ถกเถียง
สำหรับ นอร์เวย์ นี่คือหนึ่งในค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ฟุตบอลพวกเขา
นอร์เวย์ เล่นด้วยความเชื่อเต็มร้อย และทำให้ อังกฤษ ลำบากตลอดทั้งเกม
สุดท้าย คนที่เปลี่ยนทุกอย่างก็ยังเป็น เบลลิงแฮม
ต้นครึ่งแรกของการต่อเวลา มอร์แกน โรเจอร์ส ยิงไกลจน ออร์ยาน นีลันด์ รับบอลกระฉอก เบลลิงแฮม วิ่งเข้าซ้ำเป็นประตูชัย
อีกครั้งที่ จู๊ด ปรากฏตัวในช่วงเวลาที่ทีมต้องการมากที่สุด
ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงท้าย แดน เบิร์น ลงมาช่วยป้องกันลูกกลางอากาศเหมือนเกมกับ เม็กซิโก
อังกฤษ ปิดเกมได้สำเร็จ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ช่วงต่อเวลาพิเศษกลับเป็นช่วงที่ อังกฤษ เล่นดีที่สุด
นักเตะอย่าง ฌด สเปนซ์, รีซ เจมส์ และ มอร์แกน โรเจอร์ส เติมพลังใหม่ให้ทีม
ความสดของตัวสำรองเริ่มสร้างความแตกต่าง
นอร์เวย์ วิ่งตามไม่ทันเหมือนช่วง 90 นาทีแรก
หลายคนอาจจำเกมนี้เพราะ เบลลิงแฮม แต่ในมุมของ โธมัส ทูเคิ่ล เกมนี้เต็มไปด้วยการบ้าน
เดแคลน ไรซ์ ฟิตแค่ไหน
เบลลิงแฮม กับ แฮร์รี่ เคน เหลือแรงอีกมากเพียงใด
และเหตุใด อังกฤษ ถึงเสียการคุมเกมไปนานขนาดนี้
คำตอบทั้งหมดต้องหาให้ได้ก่อนรอบรองชนะเลิศ
อังกฤษ มีสิ่งที่หลายทีมในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่มี พวกเขามีนักเตะที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ด้วยตัวเอง และมีทีมที่ยังไม่เล่นดีที่สุด แต่ยังชนะได้
ฟุตบอลโลกเหลืออีกสองนัดสำหรับ อังกฤษ
อีกเพียงก้าวเดียว พวกเขาจะกลับไปยืนรอบนเวทีที่รอคอยมานาน 60 ปีอีกครั้ง
ฮอส อลอนโซ่