อังกฤษอาจทุ่มทุกอย่างเพื่อหยุด เออร์ลิง ฮาลันด์ แต่ อันโตนิโอ นูซ่า ปีกดาวรุ่งวัย 21 ปี คืออาวุธลับที่พร้อมปั่นป่วนแนวรับ ด้วยความเร็ว การเลี้ยงกินตัว และฟอร์มร้อนแรงในฟุตบอลโลก 2026 จนหลายทีมพรีเมียร์ลีกจับตาอย่างใกล้ชิด
อันโตนิโอ นูซ่า ปีกดาวรุ่งทีมชาตินอร์เวย์ อาจเป็นอีกหนึ่งอาวุธลับที่ อังกฤษ ต้องจับตาไม่แพ้ เออร์ลิง ฮาลันด์ หลังโชว์ฟอร์มโดดเด่นในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ด้วยความเร็ว การเลี้ยงกินตัว และความอันตรายในเกมริมเส้น
แม้สายตาของแนวรับ ทีมชาติอังกฤษ จะจับจ้องไปที่ เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงตัวความหวังของนอร์เวย์ แต่พวกเขาอาจพลาดเป้าหากมองข้าม อันโตนิโอ นูซ่า ปีกดาวรุ่งวัย 21 ปี ที่กำลังแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในศึก ฟุตบอลโลก 2026
แนวรุกจาก แอร์เบ ไลป์ซิก โดดเด่นด้วยความเร็ว การเลี้ยงกินตัว และสไตล์การเล่นที่ดุดัน โดยในรอบ 32 ทีมสุดท้าย เขาซัดประตูสุดสวยใส่ ไอวอรี่ โคสต์ พานอร์เวย์ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป พร้อมยกระดับสถานะเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์
ตลอดเส้นทางอาชีพ สิ่งที่ขัดขวางการพัฒนาของ นูซ่า ไม่ใช่ฝีเท้า แต่เป็นอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะปัญหาที่แผ่นหลัง ซึ่งเคยทำให้การย้ายไปร่วมทีม เบรนท์ฟอร์ด เมื่อเดือนมกราคม ปี 2024 ต้องล่มลง ทั้งที่เวลานั้นเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของยุโรปสมัยค้าแข้งกับ คลับ บรูช
ในตลาดนักเตะรอบเดียวกัน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ให้ความสนใจเช่นกัน แต่สุดท้ายดีลมูลค่า 25 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) กับเบรนท์ฟอร์ดต้องยกเลิก หลังผลตรวจร่างกายพบปัญหาอาการปวดหลังเรื้อรังและกระดูกอ่อนบริเวณหัวเข่า
อย่างไรก็ตาม ปีกชาวนอร์เวย์ไม่ยอมให้อุปสรรคดังกล่าวมาหยุดเส้นทางค้าแข้งของตัวเอง
ข้อได้เปรียบของ นอร์เวย์ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ นูซ่า ไม่จำเป็นต้องแบกรับความกดดันไว้เพียงลำพัง เพราะทีมยังมีทั้ง เออร์ลิง ฮาลันด์ และ มาร์ติน โอเดอการ์ด เป็นแกนหลัก ขณะที่เขารับบทอาวุธริมเส้นในระบบของ สตาเล่ โซลบัคเค่น
เกมที่นอร์เวย์พลิกโค่น บราซิล 2-1 คือหลักฐานชัดเจน แม้นูซ่าจะถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่พักครึ่ง แต่เขามีจำนวนสัมผัสบอลถึง 30 ครั้ง เท่ากับฮาลันด์ ซึ่งเป็นผู้ยิงสองประตูในเกมนั้น
รูปแบบการเล่นของนอร์เวย์เน้นสร้างโอกาสให้ฮาลันด์ในกรอบเขตโทษ แต่บทบาทของนูซ่าในการพาบอลขึ้นหน้า สร้างความได้เปรียบในพื้นที่ริมเส้น และเปิดเกมรุก ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อังกฤษไม่อาจมองข้าม
แม้นอร์เวย์จะเต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพอย่าง มาร์ติน โอเดอการ์ด, เออร์ลิง ฮาลันด์, อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ, ออสการ์ บ็อบบ์ และ อันเดรียส เชลเดอรุป แต่หากพูดถึงการดวลตัวต่อตัว นูซ่าคือหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุด
ในศึก บุนเดสลีกา ฤดูกาลที่ผ่านมา มีเพียง ยาน ดิโอม็องเด้ เพื่อนร่วมทีมแอร์เบ ไลป์ซิก เท่านั้น ที่มีค่าเฉลี่ยการเลี้ยงผ่านคู่แข่งต่อ 90 นาทีสูงกว่านูซ่า ซึ่งทำได้ถึง 6.5 ครั้งต่อเกม
ทุกครั้งที่ได้รับบอล แนวคิดแรกของเขาคือการเล่นเกมรุกทันที ไม่ว่าจะกระชากไปสุดเส้นหลังเพื่อเปิดบอล หรือเลี้ยงตัดเข้าในเพื่อจบสกอร์ด้วยตัวเอง ทำให้คู่แข่งคาดเดาทิศทางได้ยาก
คุณสมบัติดังกล่าวอาจสร้างปัญหาให้กับอังกฤษไม่น้อย เพราะตำแหน่งแบ็กขวาของทีม โธมัส ทูเคิ่ล ยังเป็นจุดที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้
ทั้งอังกฤษและนอร์เวย์ต่างใช้แนวทางคล้ายกัน คือปล่อยให้ตัวจริงบดคู่แข่งจนหมดแรง ก่อนส่งตัวสำรองลงมาสร้างความแตกต่าง
ในเกมชนะบราซิล อันเดรียส เชลเดอรุป ลงมาเป็นตัวสำรองก่อนทำได้ถึง 2 แอสซิสต์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่นูซ่าสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับบราซิลมาตลอดครึ่งแรก
ด้านฝั่งอังกฤษ รีซ เจมส์ กำลังลุ้นกลับมาลงสนาม หลังเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังต้นขา แต่สภาพร่างกายยังไม่น่าจะสมบูรณ์เต็มร้อย
หากเจ้าตัวไม่พร้อม โธมัส ทูเคิ่ล อาจต้องเลือกใช้ เอซรี คอนซ่า หรือ เฌด สเปนซ์ ลงทำหน้าที่แทน โดยเฉพาะเมื่อ จาร์เรลล์ ควอนซาห์ ติดโทษแบน 2 นัดจากใบแดงในเกมกับเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม ต่อให้เจมส์ฟิตทันลงสนาม การต้องรับมือกับการเร่งสปีด การเปลี่ยนทิศทาง และการเลี้ยงกินตัวของ อันโตนิโอ นูซ่า ก็อาจเป็นบททดสอบสำคัญของแนวรับอังกฤษในเกมชี้ชะตาสู่รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 เช่นกัน