เกมระหว่าง สเปน กับ เบลเยียม คืนนี้น่าจะพาหลาย ๆ คนย้อนความทรงจำไปถึงปี 1986
หลายคนไม่ทัน หลายคนยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่คนที่โตทันคงจะจำมันได้แน่ ๆ เพราะมันคือ 1 ใน 4 เกมของรอบ 8 ทีมสุดท้ายในคราวนั้น
อาจจะด้วยความทรงจำที่เรามีต่อมัน อาจจะด้วยบรรยากาศเร้าใจกลางแสงแดดแห่งเม็กซิโก และอาจจะด้วยเหตุผลปัจจัยประกอบอีกหลาย ๆ อย่างที่ทำให้รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 1986 ติดตรึงใจผู้คนมากมายชนิดที่ว่าผ่านมา 40 ปีแล้วยังจำทุกเกมได้ไม่ลืม
แน่นอนมันนำมาด้วย 2 แมตช์คลาสสิกตลอดกาลของโลก ฝรั่งเศส-บราซิล และ อาร์เจนติน่า-อังกฤษ
มันยังมีอีก 2 เกมสำหรับรอบ 8 ทีมสุดท้ายคราวนั้น เยอรมันตะวันตก ส่งเจ้าภาพเม็กซิโกตกรอบด้วยการดวลจุดโทษตัดสิน
และก็คู่ สเปน-เบลเยียม นี่แหละ
เบลเยียมคือม้ามืดตัวจริงในคราวนั้นแม้จะมีดีกรีเป็นถึงรองแชมป์ยุโรปเมื่อปี 1980 แต่ในรายการใหญ่ถัดมาทั้งบอลโลก 1982 และยูโร 1984 ทีมปีศาจแดงแห่งยุโรปตกรอบแบบเงียบ ๆ ทั้งหมด
สเปนสดกว่าในแง่ที่พกตำแหน่งรองแชมป์ยูโร 1984 เข้าสู่ทัวร์นาเม้นต์ และกลายเป็นทีมที่ผู้คนจับตามองในตอนนั้นแม้ประวัติศาสตร์จะบอกว่าอย่าวางใจพวกเขาในฟุตบอลโลกเด็ดขาดก็ตาม
เพราะขุนพลกระทิงดุของ มิเกล มูนญอซ เพิ่งจะเขย่าวงการครั้งใหญ่ด้วยผลงานชิ้นโบแดงดับซ่า เดนมาร์ก กระจุย 5-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย
"เดนิชไดนาไมต์" ของกุนซือ เซปป์ ปิออนเท็ค ร้อนแรงสุด ๆ ชนะรวดทั้ง 3 เกมในรอบแรกโดยเฉพาะวันถล่มอุรุกวัย 6-1 และอัดเยอรมันตะวันตกรองแชมป์เก่า 2-0 นั้นเข้าตาแฟนบอลทั้งโลกอย่างจัง แต่ก็มาเจอทีเด็ดของ "พญาแร้ง" เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ ทะลวงคนเดียว 4 เม็ดที่เกร์เรตาโร่ กลับบ้านแบบบอบช้ำ
สเปนเวลานั้นไม่ได้มีภาพความเป็นมหาอำนาจอย่างวันนี้ พวกเขาอยู่ในข่ายหมูสนามจริงสิงห์สนามซ้อมมาตลอดกับฟุตบอลโลก ขนาดเป็นเจ้าภาพเองเมื่อ 4 ปีก่อนหน้ายังจบเห่แค่รอบสอง
เข้าสู่เม็กซิโก 1986 ก็ยังออกตัวด้วยความพ่ายแพ้ต่อบราซิล ต้องมาเร่งเครื่องชนะไอร์แลนด์เหนือกับแอลจีเรียถึงได้ตั๋วเข้ารอบสองแบบต้องลุ้นถึงนัดสุดท้าย
กระทั่งเกมฆาตกรรมโหดเหี้ยมใส่เดนมาร์กนั่นแหละ ทุกสายตาถึงหันมามอง สถานะเปลี่ยนเป็นทีมที่น่าหลงใหลในทันใด
นอกจาก บูตราเกนโญ่ แล้ว สเปนชุดนั้นยังมี มิเชล กับ โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่ เพื่อนร่วมทีมของ “เอล บุยเตร้” ที่ เรอัล มาดริด บิคตอร์ มูนยอซ มิดฟิลด์จากบาร์เซโลน่า และ ฆูลิโอ ซาลินาส กองหน้า กับ อันโดนี่ ซูบิซาร์เรต้า จอมหนึบ 2 ขุนพลจากแอธ.บิลเบา อยู่ในชุดตัวจริง
หลายคนเชื่อว่าเมื่อผ่านเดนมาร์กได้ สเปนสามารถทะลุไปถึงรอบตัดเชือกได้เลยเมื่อคู่แข่งในรอบ 8 ทีมสุดท้ายพลิกจากสหภาพโซเวียตเป็นเบลเยียม
ทีมหลังม่านเหล็กเวลานั้นคุมทัพโดย วาเลรี่ โลบานอฟสกี้ ที่เพิ่งพา ดินาโม เคียฟ คว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ 1985/86 ไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ และเข้ารับงานโค้ชทีมชาติควบไปด้วย
โซเวียตแกร่งเต็มที่ด้วยขุนพลจาก ดินาโม เคียฟ 13 คน เกมออกตัวถล่มฮังการีครึ่งโหล ก่อนเสมอฝรั่งเศสแชมป์ยุโรป และสอยแคนาดานิ่ม ๆ เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม
นี่คือทีมที่จะก้าวต่อไปถึงนัดชิง ยูโร 1988 ในอีกสองปีข้างหน้า
ขณะที่เบลเยียมโดยกุนซือ กีย์ ไธส์ ผ่านเข้ารอบอย่างทุลักทุเลต้องลุ้นถึงการเป็นอันดับสามที่ติด 1 ใน 4 จากทั้งหมด 6 ทีมทั้งที่อยู่ในกลุ่มไม่ยากมี เม็กซิโกเจ้าภาพ ปารากวัย และอิรัก
ฟอร์มยังไม่เปรี้ยงแม้จะมีนักเตะดัง ๆ ในทีมทั้ง ยาน คูเลมองส์ (คลับบรูช) เอริค เกเร็ตส์ (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น) จอร์จส์ กรุน (อันเดอร์เลชท์) ฌอง-มารี พัฟฟ์ (บาเยิร์น มิวนิค) และ เอนโซ่ ชีโฟ่ กองกลางอนาคตไกลจากอันเดอร์เลชท์
ทว่าเกมกลับจบลงด้วยการตกรอบของสหภาพโซเวียต เมื่อเจอพิษสงของพลพรรคเบลเยียมเข้าอย่างจัง
ในการปะทะกันที่เมืองเลออน อีกอร์ เบลานอฟ ดาวยิงมหากาฬจากเคียฟตะบันแฮตทริกใส่ ฌอง-มารี พัฟฟ์ ได้ หนึ่งในนั้นคือการตะบันสุดสวยจากนอกเขตโทษ แต่เบลเยียมกระจายกำลังกันยิง 4 ประตูจากนักเตะ 4 คน
ชีโฟ่ยิงตีเสมอ 1-1 คูเลมองส์ยิงตีเสมอ 2-2 สเตฟาน เดโมล ทำประตูนำ 3-2 และ นิโก้ เคลเซ่น ยิงนำ 4-2
เบลเยียมโค่นโซเวียตในเกมต่อเวลาสุดมัน 4-3 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายอย่างหวือหวาผิดจากรอบแรกหน้ามือเป็นหลังมือ และเรียกความมั่นใจได้มหาศาล
แล้วเกมสำคัญที่ เอสตาดิโอ เคาห์เตม็อค แห่งเมืองปูเอบลา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 1986 ก็มาถึง เบลเยียม พบ สเปน เพื่อชิงตั๋วรอบตัดเชือกใบสุดท้าย
ฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก และอาร์เจนติน่า เตะจบก่อนและผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปแล้ว ดีเอโก้ มาราโดน่า กับพลพรรคฟ้าขาวไปยืนรอเจอผู้ชนะของคู่นี้ที่อัซเตก้าแล้ว
คูเลมองส์ยิงให้เบลเยียมนำไปก่อนในครึ่งแรก แต่ ฆวน เซนญอร์ กองกลางจากเรอัล ซาราโกซ่า เปลี่ยนตัวลงมาซัดตีเสมอก่อนหมดเวลา 5 นาที
สุดท้ายเกมจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 หลัง 120 นาที ต้องยิงจุดโทษตัดสินเป็นคู่ที่ 3 จากทั้งหมด 4 คู่ของรอบนี้
เบลเยียมยิงเข้าทั้ง 5 คน ขณะที่ เอลอย โอลาย่า กองหน้าจากสปอร์ติ้ง กิฆอน เพชฌฆาตคนที่สองของสเปนยิงไม่เข้า
สเปนกลับบ้าน เบลเยียมได้ไปต่อบนเส้นทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง ก่อนจะถูกหยุดด้วยตีนซ้ายของมาราโดน่า และจบด้วยอันดับ 4
จากวันนั้นถึงวันนี้ 40 ปีกับอีก 18 วัน ทั้ง 2 ทีมโคจรมาพบกันอีกครั้งในรอบเดียวกัน
ด้วยสถานะที่แตกต่างไปจากวันนั้น
สเปนเป็นแชมป์โลกได้แล้ว ไม่มีภาพ “สิงห์สนามซ้อม” ติดตัวอีกแล้ว
เบลเยียมก็ไปไกลกว่าเดิมได้แล้ว ขุนพลจากบรัสเซลส์ตะลุยไปถึงอันดับสามเมื่อปี 2018 และเคยก้าวไปถึงหมายเลขหนึ่งของโลกอยู่เกือบ 4 ปี
เจอกันรอบเดิม รายการเดิม และคู่แข่งทีมเดิม
40 ปีผ่านไป ผลจะออกมาเหมือนเดิมไหม ตีสองคืนนี้มาลุ้นไปด้วยกันครับ
#ตังกุย