รอบ 8 ทีมสุดท้ายคู่แรก... ฝรั่งเศส ผ่านเข้ารอบได้แบบใสๆ จัดการโมร็อกโกไปได้ไม่ยาก แม้ครึ่งแรกจะยังเจาะตาข่ายไม่ได้จากการยิงถึง 13 ครั้ง แต่มาจาก 5 โอกาสทอง รวมไปถึงจังหวะจุดโทษเบาๆ ของ เอ็มบัปเป้ ด้วย ก่อนที่ครึ่งหลังจะมาใส่สกอร์กันเป็นว่าเล่น โดยทั้ง เอ็มบัปเป้ และ เดมเบเล่ ต่างยิงกันได้อย่างคมกริบ
ครึ่งแรก... เอ็มบัปเป้ พลาดจุดโทษ
ว่ากันตามแท็กติกแล้ว ฝรั่งเศส ไม่ได้ปรับอะไรเยอะ แค่ส่ง เดซิเร่ ดูเอ้ ลงแทน บาร์โกล่า นอกนั้นเหมือนเดิม ส่วน โมร็อกโก ปรับสองตำแหน่งสำคัญในแนวรับ โดยใช้ นุสแซร์ มาสราวี ยืนเซ็นเตอร์แบ็ก ส่วนแบ็กซ้ายเป็น ซาลาห์-เออดิน
เกมเดินรถทางเดียว ฝรั่งเศส เป็นฝ่ายบุกเข้าใส่ฝ่ายเดียว ขณะที่ โมร็อกโก รับลึก... รอจังหวะสวนกลับเท่านั้น เป็นฝรั่งเศสที่สร้างโอกาสในแดนสามได้ชัดเจนกว่ามาก หากนับเฉพาะคุณภาพจาก 5 โอกาสทอง ตั้งแต่ 5 นาทีแรกที่มี 2 จังหวะ ทั้ง เอ็มบัปเป้ ยิงนอกเขตติดเซฟ ยาซีน โบโน และลูกเตะมุมที่ อูปาเมกาโน่ โหม่งตกพื้นก็ยังติดเซฟ โบโน อีก
จุดเปลี่ยนสำคัญคือลูกจุดโทษที่ เอ็มบัปเป้ รอนานเกินไปจน VAR เช็กเสร็จ พอจะยิงก็พยายามหลอกล่อแต่ โบโน ไม่หลง ยืนนิ่งดักทางถูก สุดท้าย เอ็มบัปเป้ ยิงไปเข้าทางรับติดมือสบาย... จากนั้นมีจังหวะที่ บูอัดดี้ เสียบอลพลาด ดูเอ้ แย่งได้ก่อนพาขึ้นไปยิงแต่ก็ยังติด โบโน ปัดออกหลังไปเฉยๆ ส่วนช่วงทดเวลาครึ่งแรก ลูก้าส์ ดีญ ส่องไกลนอกเขตบอลพุ่งชนคาน ส่วน โมร็อกโก ได้ยิงครั้งแรกในนาทีที่ 45+4 จากฟรีคิกของ อัชราฟ ฮาคิมี่ แต่บอลก็หลุดกรอบออกไป
ฝรั่งเศสสร้างโอกาสเยอะกว่าแต่ "เปลือง" โดยเฉพาะลูกจุดโทษที่ประธานเป้ ยิงเบาหวิวเกินไปมาก
มานู โคเน่ โดดเด่น...
มิดฟิลด์จาก โรม่า ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เก็บกวาด แย่งบอล และตัดเกมโมร็อกโกเปลี่ยนเป็นเกมรุกได้ดีเยี่ยม ทำให้ ฝรั่งเศส ได้บุกต่อเนื่องโดยไม่ต้องพะวงเกมรับ รวมทั้ง วิลเลี่ยม ซาลีบา และ อูปาเมกาโน่ ที่เล่นได้อย่างสบายๆ ในจังหวะ Open Play โมร็อกโก ไม่สามารถบุกมาถึงเขตโทษได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไมค์ เมญอง แทบไม่ต้องเซฟอะไรเลย ส่วนที่ได้ยิงก็มาจากลูกฟรีคิกท้ายครึ่งแรกแถมไม่ตรงกรอบอีกด้วย
ครึ่งหลัง... เอ็มบัปเป้ & เดมเบเล่
ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ฝรั่งเศส ก็ขึ้นนำ! บอลสองหน้าไลน์ ดูเอ้ จ่ายให้ เอ็มบัปเป้ เข้าเขตโทษ เขาจับแล้วยิงจากระยะ 16 หลา ผู้เล่นโมร็อกโกยืนดูกัน นาเยฟ อาเกิร์ด หุบขาไม่ทัน เอ็มบัปเป้ แปข้างเท้าบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปเป็น 1-0 เป็นลูกที่ 8 ของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้ และลูกที่ 20 รวมในฟุตบอลโลก
จากนั้นอีกเพียง 5 นาที ไมเคิล โอลิเซ่ แทงบอลกลางสนามให้ เอ็มบัปเป้ ก่อนจะจ่ายต่อให้ อุสมาน เดมเบเล่ พาบอลทะลุโล่งๆ ไปถึงหน้าเขตโทษก่อนตัดสินใจแป... โบโน ปัดไม่พ้น บอลเข้าประตูไป 2-0 ที่เหลือก็เหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ มีการส่ง วาร์เรน ซาอีร์-เอเมรี แทน โคเน่ , บาร์โกล่า แทน ดูเอ้ และ มาเตต้า แทน เอ็มบัปเป้
ฝรั่งเศส เข้ารอบรองชนะเลิศ 3 สมัยติดต่อกัน!!! (2018, 2022, 2026) ต่อจาก เยอรมนี (1982, 1986, 1990) และ บราซิล (1994, 1998, 2002) สถิติแบบนี้ชี้ชัดว่าพวกเขามีโอกาสไปถึงแชมป์อีกครั้ง!!
บราซิลทำได้ในปี 1994 และ 2002 ส่วนเยอรมนีปี 1990 และ 2014 ฝรั่งเศสได้ปี 2018 มาแล้ว จะเดินตามรอยความสำเร็จนี้หรือไม่? หรือจะมีใครมาขวางทางพวกเขา น่าติดตามยิ่งนักครับ!
#JACKIE