บึดจ้ำบึก อ้าว บึด จ้ำบึก ..
ปกติจบแม็ตช์ที่ นิวยอร์ก นิวเจอร์ซี่ย์ สเตเดี้ยม จะต้องรีบเผ่นไปขึ้นรถมีเดีย ชัทเทิล ข้ามแม่น้ำฮัดสัน ไปส่งหน้าโรงแรมอีเวน - ไทม์ สแควร์ ฝั่งใต้ บนถนน 35 street ใกล้กับ เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น รังของแชมป์เอ็นบีเอ นิวยอร์ก นิคส์ เนื่องจากไม่เหมือนกาตาร์สี่ปีก่อน รถนักข่าว รถบริการแฟนบอลฟรี เพียบ
ที่นิวยอร์ก บริการชั่วโมงละคัน และต้องขยับตัวเร็ว ไม่งั้นคันต่อไป จะให้บริการเมื่อไหร่ ไม่อาจบอกได้แน่ชัด
(แต่นี่แค่เล่าให้ฟังนะขอรับ ได้ตั๋วชมเกมจากฟีฟ่า ได้รถชัทเทิ่ลฟรี ไม่ต้องไปเสียค่ารถไฟเกือบ 100 ดอลลาร์ต่อแมตช์ ก็บุญเท่าไหร่แล้ว แฮ่)
หากไปดู นอร์เวย์ - บราซิล หนนี้ ต้องการเก็บบรรยากาศหลังเกมให้มากที่สุด ทั้งสายตาตัวเอง และถ่ายคลิป ทำงานให้โซเชียลของสยามสปอร์ตหน่อย *เวลาทำงาน ต้องตะโกนดังดัง เดี๋ยวไม่รู้กัน…
นั่นเลยได้เห็นอะไรมากมายครับ ;
-เนย์มาร์ ได้รับเสียงเชียร์ดังก้อง เมื่อเปลี่ยนตัวลงมาในนาที 67 แต่ผลงานเด่นๆ ก่อนยิงจุดโทษแบบมีคลาสในนาที 90 + 10 นั่นก็คือได้ใบเหลือง เมื่อไปเหยียบ มาร์ติน โอเดอการ์ด, กัปตันนอร์วีเจี้ยน ไม่หลงเหลี่ยมอารมณ์ขึ้นครับ หากลุกขึ้นมาแล้วชูมือสะใจกับแฟนแทน
ไม่ชอบสตาร์วัย 34 ปี ที่บอลตามหลัง แต่ดันไปเสียเวลา พูด และทำท่า โต้ตอบกับ ออร์ยัน นีลันด์ นายทวารวัย 35 ปี ในช่วงก่อน และหลังดวลจุดโทษ เฮ้ย ยิงเข้าแล้ว ต่อให้เวลาเหลือน้อยนิด ก็รีบเอาบอลกลับมากลางสนาม เพื่อพยายามจนสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายสิฮะ
และยังมีแถมนะ วิ่งผ่านคู่กรณี มีไปกระแทก กัปตันนอร์เวย์ อีกนิด ซึ่ง โอเดอการ์ด ก็ได้แต่ยิ้ม ไม่หลงเหลี่ยมอีกครั้งแต่อย่างใด
หากภาพสวยๆ เกิดขึ้นตอนจบเกม ในขณะเพื่อนร่วมทีมเซเลเซา หลายคนอาจซึมเศร้า เนย์มาร์ ตรงปรี่เข้าไปแสดงความยินดีกับคู่แข่ง และโดยเฉพาะการตบหลัง และได้สวมกอดกับคู่กรณี โอเดอการ์ด “จบเกมจบกันฮะ” .. กอดกันนาน เหมือนคู่รักซะนี่!
-ฮีโร่ยิงสองประตู ทั้งโหม่ง (ชนะ กาเบรียล มากัลเญส ที่ฟัดกันสนุกตลอดในพรีเมียร์ลีก) และยิงเนียนๆ จากหน้าเขตโทษ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ เป็นคนตีกลอง นำแฟนบนอัฒจันทร์ และนักเตะ & สต๊าฟ นั่งแจวเรือ ‘Viking Row’ พร้อมตะโกนคำว่า ‘Ro! Ro! Ro!” หรือ “พาย! พาย! พาย!” เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ยุคไวกิ้ง แต่กลายเป็นไวรัล ในบอลโลกหนนี้ ไปตั้งแต่เกมแรก ..
จบเกมก็ได้เห็น ฮาลันด์ สวมกอดกับ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่ใครต่อใครก็สงสัย ทำไมได้จุดโทษ โอกาสทองที่จะขึ้นนำ 1-0 ไม่เป็นคนทำหน้าที่ ปล่อยให้ บรูโน่ กีมาไรช์ จากนิวคาสเซิ่ล ที่ผมก็รู้สึกว่าก่อนหน้ามีทัวร์นาเมนต์ที่ดีอยู่ ไปยึกยัก แล้วพอชะลอจังหวะจะยิงจริง เหมือนลดความแรงของลูกบอลด้วยหรือเปล่า? ยิงไปให้คีพเพอร์ปัดได้
หากเหตุผลที่แถลงต่อมา คือ เจ้านาย พี่แจ้ เค้ายึดสถิติการยิงจุดโทษที่ผ่านมา ซึ่งในสนาม บรูโน่ ดีกว่า, ก็เลยได้เห็น วินิซิอุส ยืนห่างไปข้างกรอบเขตโทษด้านซ้ายเลย แสดงท่าชัดเหลือเกิน งานนี้ ตูไม่เกี่ยว! ทั้งที่ยืนอยู่แถวหน้าประตู ก็แสดงท่านิด ใช้ความเร็ววิ่งเข้าไปกรอบเขตโทษ เพื่อเกิดเหตุเป็นใจก็ได้
บราซิล แพ้เพราะ ไม่มีศูนย์หน้าชัวร์ๆ อย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ สองประตูในเกมนี้ ครบเครื่องจริงๆ, คุณรู้ดีว่า เขาอาจจะเงียบตลอด แต่เมื่อโอกาสมาถึง ก็ลงโทษได้ทุกทีม
หันไปทางเซเลเซา ในทีมที่แนวรุกจำต้องเปลี่ยน กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ แทน ลูกัส ปาเกต้า ที่เจ็บจากนัดก่อน ได้เห็นตัวเป้า มาเตอุส คุนญ่า เรียกจุดโทษได้ แต่ในเกมแบบนี้ ทีมต้องการให้เขาทำอะไรมากกว่านั้น / ไอ้หนู เอนดริค เป็นการแก้เกมแนวรุกที่เกือบจะได้ผลทันที ได้หลุดเดี่ยวจากการสร้างสรรค์สวยๆ ของวินิซิอุส หากการแตะบอลหนสอง ไม่ดี ถึงจังหวะต้องยิง กลายเป็นจิ้มบอลหลุดไปไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่จังหวะนี้ ต้องลงเอยที่ ตุงตาข่าย สถานเดียว! / จากนั้น เราก็ได้เห็น เนย์มาร์ ลงมายืนบนสุด เป็นศูนย์หน้าซะงั้น ซึ่งไม่ได้ทำอะไรมากมาย นอกจากการทำให้แฟนแซมบ้า ชื่นใจได้เห็น สตาร์ระดับโลกที่เป็นดาวซัลโวตลอดกาลของพวกเค้า ได้ยิงเพิ่มอีกประตู และก็คงลงเอยที่ 80 ประตู กับ 130 นัด (จำนวนเกมเป็นลำดับสอง รองจาก คาฟู 142 นัด)
แซมบ้า ตกรอบแบบไม่เซอร์ไพรส์ครับ พวกเค้าเป็นทีมที่ผมเชียร์เพราะคุณพ่อโสภณ มากทวี ซึ่งตอนท่านมีชีวิตอยู่ เวลาบอลโลกมาถึง ชอบไล่ตัวจริง บราซิลชุดแชมป์โลก 1970 ให้ฟัง ด้วยความสุข เริ่มต้นจากนายทวารใส่ชุดสีดำ ..
แต่ทีมที่เชียร์ ไม่ใช่ ทีมที่ใช่ และเราอาจเห็นวี่แวว ตั้งแต่การออกสตาร์ททัวร์นาเมนต์ ตำหนิได้ในหลายๆ จุด แต่ถ้าเทียบกับ นอร์เวย์ แล้ว สิ่งแรกที่สมาคมฟุตบอลแซมบ้า ต้องเน้น คือการสร้างเด็กรุ่นใหม่ ในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้า ไม่ใช่ ตัวรุกด้านข้างที่มีเยอะ เห็นได้กับสโมสรทั่วยุโรป เด่นสุดก็ อันโตนี่ เดอะ หมุน ฮ่าๆ! (พาดพิงสนุกๆ ครับ)
อังกฤษ เจอกับ นอร์เวย์ ที่ไมอามี่ ซึ่งวางแผนล่วงหน้าซึ่งตัวเครื่องบินไว้แล้ว ส่วนที่พัก ไปนอนบ้าน ไอ้ใหญ่ น้องเลิฟเต็ก บางจาก & จ่าเม้ง .. ซัมเมอร์ฮิลล์ สมัยใช้ชีวิตไม่บันยะบันยะกันที่กรุงลอนดอน จะหยุด เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ อย่างไรดี?
ผมยังมองในแง่บวกว่า ถึง อังกฤษ จะไม่ได้เล่นฟอร์มในฝันนะครับ แต่การที่ โดนมองว่า เป็นทีมที่ไม่เพอร์เฟคท์ เป็นทีมใหญ่ที่อาจจะตกรอบได้ทุกเมื่อ อาจจะเป็นแง่บวกสำหรับในทีมโธมัส ทูเคิล ก็เป็นได้ เรียกความเป็นหนึ่งเดียวเพิ่มมากขึ้น และงัดจิตวิญญาณนักสู้ ออกมา
การผ่านเม็กซิโก ที่อัซเตก้า ถือว่า ทำได้ดีมากแล้วหล่ะ ส่วนเกมหน้ากับ นอร์เวย์ ผมก็ยังมองว่า โอกาสน่าจะ 50-50
ฮาลันด์ ยิงได้ทุกเกม อังกฤษก็มี แฮร์รี่ เคน กับจู๊ด
กัปตันโอเดอการ์ด กับ จู๊ด เบลลิ่งแอม ก็คลาสสูงเหมือนกัน, ในเกมล่าสุด สตาร์อาร์เซน่อล เสียบอลแล้วโชคดีที่ ไม่โดนลงโทษเป็นประตูนะขอรับ
การโดนแบนของ แบ๊คขวาจำเป็น ยาเรลล์ ควอนซาห์ นั่นอาจได้เห็นตัวแมนซิตี้ ที่เพิ่มในแนวรับ เอซรี่ คอนซ่า (แอสตัน วิลล่า) ยืดไปเป็นแบ๊คขวา และ จอห์น สโตนส์ ที่เป็นตัวจริงในนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ ได้จับคู่ CB กับ มาร์ก เกฮี ถ้าเป็นคู่นี้ ได้เดินทางกับแมนซิตี้ ได้ฝึกซ้อม ได้ลงเล่นร่วมกัน น่าจะรู้จังหวะที่ ฮาลันด์ ชอบขยับ หรืออ่านใจในบางสถานการณ์ได้บ้างน่า อ้อ นิโก โอไรลี่ แบ๊คซ้ายก็เรือใบ อีกคน!
อันนี้เป็นแค่การคาดเดานะครับ แต่ถ้า ฮาลันด์ ฟอร์มอย่างที่เห็น กองหลังทุกคนบนโลกใบนี้ ต้องทำงานหนักกันทั้งนั้น และในสถานการณ์จริง ผู้เล่นมิดฟิลด์ เดแคลน ไรซ์, เอลเลียต แอนเดอร์สัน หรืออาจจะปีกที่ต้องลงมาช่วยปิด ต้องไม่ปล่อยให้ ฮาลันด์ ได้มีพื้นที่ แตะบอล 2 จังหวะ ก่อนเหวี่ยงเท้าซ้ายยิงรอดขา แบบที่ ดานิโล่ แบ๊คขวาแซมบ้า โดนเล่นงาน
หยุดฮาลันด์ ไม่ให้มีจังหวะเข้าทำเลยตลอดเกม ไม่ง่าย
แต่ อิงแลนด์ ที่ดูมีจุดอ่อนเยอะแยะไปหมด ก็ไม่ได้เป็นรองนี่หน่า, สำคัญ … พวกเค้ามีศูนย์หน้าที่ให้ประตูได้เช่นกัน ไม่เหมือน แซมบ้า ยุคเสื่อมยาวฮะ
-ลิตเติ้ลโจ-