เปิดที่มาท่า "ไวกิ้ง โรว์" ท่าฉลองสุดฮิตของทีมชาตินอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 พร้อมไขข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่า ชาวไวกิ้งใช้กลองตีจังหวะพายเรือจริงหรือไม่ และเหตุใดท่านี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการไล่ล่าความฝัน
ทีมชาตินอร์เวย์ กำลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในศึกฟุตบอลโลก 2026 ล่าสุดปราบ บราซิล 2-1 ทะลุเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ชาติ ขณะที่บรรดาแฟนบอลของพวกเขาก็กลายเป็นหนึ่งในสีสันที่โดดเด่นที่สุดของทัวร์นาเมนต์
ไม่ว่าจะเป็นในสนามแข่งขัน บนท้องถนน หรือแม้แต่ในศูนย์การค้าทั่วสหรัฐอเมริกา คุณจะเห็นภาพแฟนบอลนอร์เวย์ทำท่าฉลองที่เรียกว่า "ไวกิ้ง โรว์" (Viking Row) หรือ "การพายเรือแบบไวกิ้ง" อยู่แทบทุกแห่ง
ท่าฉลองนี้เป็นไอเดียของ โอเล่ ฟรอยสตัด แฟนบอลชาวนอร์เวย์และครูโรงเรียนประถม ซึ่งต้องการให้ทีมชาติของตัวเองกลายเป็นที่จดจำไม่แพ้ทีมชาติไอซ์แลนด์ ที่เคยสร้างเอกลักษณ์จนโด่งดังไปทั่วโลก
ตอนนี้เขาทำสำเร็จแล้ว เพราะธรรมเนียมการฉลองนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แม้แต่สองซูเปอร์สตาร์ของทีมอย่าง มาร์ติน โอเดอการ์ด และ เออร์ลิง ฮาลันด์ ก็ร่วมทำท่าดังกล่าวด้วย เมื่อทัพไวกิ้งคว้าชัยชนะ
ที่จริงแล้ว ทั้ง โอเดอการ์ด และ ฮาลันด์ ต่างก็เชื่อมโยงตัวเองกับภาพลักษณ์ของชาวไวกิ้งมาตั้งแต่ก่อนฟุตบอลโลก โดยทั้งคู่เคยร่วมถ่ายภาพโปรโมตในธีมไวกิ้งมาแล้ว
แต่คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ...แล้วพวกเขากำลัง "พายเรือ" ไปที่ไหนกันแน่?
ชาวไวกิ้งปฏิวัติการเดินเรือ แต่พวกเขาไม่ได้ตีกลอง หากจะเล่าประวัติศาสตร์ของ ยุคไวกิ้ง (Viking Age) อย่างละเอียด คงต้องใช้พื้นที่อีกหลายสิบบทความ แต่สำหรับเรื่องนี้ ขอโฟกัสเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ "การพายเรือของชาวนอร์เวย์"
ในช่วงระหว่าง ศตวรรษที่ 8 ถึงศตวรรษที่ 11 ชาวไวกิ้งได้ปฏิวัติศาสตร์การเดินเรือของโลกอย่างแท้จริง แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ข่าวดีสำหรับผู้คนในหลายพื้นที่ของยุโรป เพราะไม่ว่ากองเรือไวกิ้งจะเดินทางไปถึงที่ใด สิ่งที่มักตามมาคือการปล้นสะดม ความรุนแรง และในหลายกรณี ยังนำไปสู่การก่อกำเนิดของรัฐหรืออาณาจักรใหม่ๆ ตามมา ราวกับเป็นผลพลอยได้จากการรุกรานเหล่านั้น
ก่อนยุคของชาวไวกิ้ง มหาอำนาจทางทะเลในอดีต ไม่ว่าจะเป็นชาวฟินิเชียน, ชาวกรีก หรือชาวเวนิส ล้วนเดินเรือโดยอาศัยเส้นทางเลียบชายฝั่งเป็นหลัก แต่บรรพบุรุษของชาวนอร์เวย์ในปัจจุบันคือกลุ่มแรกๆ ที่กล้าออกเรือสู่ มหาสมุทรเปิด อย่างมั่นใจ
ในช่วงแรก พวกเขาใช้เรือที่แกะสลักจากลำต้นไม้ทั้งต้นเหมือนชนชาติอื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชาวไวกิ้งได้พลิกโฉมแนวคิดการต่อเรือใหม่แทบทั้งหมด
แม้พวกเขาจะไม่ได้เป็นผู้คิดค้น "กระดูกงูเรือ" (เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังใต้น้ำ ช่วยเพิ่มความเสถียรและการควบคุมเรือ) เพราะชาวฟินิเชียนใช้โครงสร้างนี้มาก่อนหลายศตวรรษ
แต่ กระดูกงูรูปตัว "ที" (T) ของชาวสแกนดิเนเวียกลับมีอิทธิพลอย่างมหาศาล
การออกแบบดังกล่าวทำให้เรือมีความมั่นคงมากขึ้น ลดการถูกลมผลักให้ลื่นไถลออกนอกเส้นทาง และช่วยให้ชาวไวกิ้งรักษาทิศทางการเดินเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาเดินทางข้ามมหาสมุทรไปถึงทวีปอเมริกา เพราะการใช้ไม้พายช่วยขับเคลื่อนเรืออาจใช้ได้ผลในระยะสั้น แต่ต่อให้เป็นนักรบผู้แข็งแกร่งเพียงใด การพายในระยะทางไกลมหาศาลก็เป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยเกินไป
ก่อนยุคไวกิ้ง เรือส่วนใหญ่ใช้ใบเรือทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งแล่นได้เฉพาะเมื่อมีลมพัดจากด้านหลังเท่านั้น แต่บรรพบุรุษของชาวนอร์เวย์ค้นพบวิธีหมุนและปรับมุมใบเรือให้เกือบขนานกับลำเรือ แม้ลมจะพัดสวนทางก็ตาม
เทคนิคนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "วิง เอฟเฟกต์" (Wing Effect) หรือแรงยกแบบปีกเครื่องบิน ช่วยให้เรือสามารถแล่นทวนลมได้ ขณะที่กระดูกงูรูปตัว "ที" ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เรือถูกลมพัดเฉออกนอกเส้นทาง
แน่นอนว่าพวกเขายังไม่สามารถแล่นเรือตรงเข้าหาลมได้โดยตรง วิธีที่ใช้คือการแล่นสลับซ้าย-ขวาเป็นแนวซิกแซก เปลี่ยนทิศทางทุกๆ ไม่กี่ไมล์ เพื่อค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังจุดหมาย
ชาวสแกนดิเนเวียค้นพบว่าการต่อแผ่นไม้แบบชนขอบเข้าหากัน ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะเมื่อเจอคลื่นลมแรงเรืออาจแตกออกจากกันได้ พวกเขาจึงพัฒนาเทคนิคใหม่ โดยนำแผ่นไม้มา ซ้อนเหลื่อมกัน เหมือนเกล็ดปลาหรือกระเบื้องมุงหลังคา ก่อนยึดแต่ละแผ่นเข้าด้วยกันด้วย "หมุดเหล็ก"
โครงสร้างแบบนี้ทำให้ลำเรือมีทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และสามารถรับแรงกระแทกจากคลื่นทะเลได้ดีกว่าเดิม จนกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของเรือไวกิ้งที่สร้างชื่อไปทั่วโลก
ชาวไวกิ้งยังมีเทคนิคอันชาญฉลาดอีกอย่างในการต่อเรือ แทนที่จะใช้เลื่อยตัดท่อนไม้โอ๊ก พวกเขาเลือกผ่าไม้ไปตามแนวเสี้ยน วิธีนี้ทำให้แผ่นไม้ที่ได้มีความแข็งแรงกว่าเดิม และดูดซับความชื้นจากน้ำทะเลได้น้อยกว่ามาก
ถึงกระนั้น ก็ยังมีหลายสถานการณ์ที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้ไม้พาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ลมสงบ ระหว่างปฏิบัติการทางทหาร หรือเมื่อต้องล่องไปตามแม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำนีเปอร์ และ แม่น้ำปรีเพียต
หนึ่งในช่วงที่สะดุดตาที่สุดของการฉลองแบบ "ไวกิ้ง โรว์" ในปัจจุบัน คือการมีคนคอย ตีกลองกำหนดจังหวะการพาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว...นั่นเป็นเพียงการดัดแปลงเพื่อความบันเทิง มากกว่าจะอ้างอิงประวัติศาสตร์
จนถึงปัจจุบัน ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหรือบันทึกทางประวัติศาสตร์ใดที่บ่งชี้ว่า ชาวไวกิ้งเคยใช้กลองบนเรือของพวกเขา
เป็นความจริงที่ว่า เรือรบแบบ "แกลลีย์" ของอารยธรรมแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนบางแห่งใช้กลองเพื่อกำหนดจังหวะให้เหล่าทาสที่ทำหน้าที่พายเรือ
แต่ชาวไวกิ้งไม่ได้ให้ทาสเป็นคนพายเรือ เหล่านักรบเป็นผู้จับไม้พายด้วยตัวเอง จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีคนตีกลองคอยกำหนดจังหวะ
ยิ่งไปกว่านั้น หากเป้าหมายคือการเปิดฉากโจมตีแบบไม่ให้ศัตรูรู้ตัว การมีคนมานั่งกระหน่ำตีกลองอย่างเต็มที่ ก็คงทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้ยินเสียงเรือมาแต่ไกลหลายกิโลเมตร!
ดังนั้น สิ่งที่ชาวไวกิ้งใช้จริงจึงเป็นการร้องเพลงเป็นจังหวะ และเมื่อมีโอกาส พวกเขาจะเปล่งเสียงร้องพร้อมกันเพื่อกำหนดจังหวะการพาย แทนการใช้กลอง ช่วยให้ทุกคนออกแรงได้สอดประสานกันตลอดการเดินทาง
คำถามที่ว่าเหล่าลูกหลานไวกิ้งกำลัง "พายเรือ" ไปที่ไหน? ตอนนี้คงได้เห็นคำตอบแล้วว่า จุดหมายปลายทางของพวกเขาก็คือสนามเมตไลฟ์ สเตเดี้ยม รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสังเวียนนัดชิงเวิลด์ คัพ 2026!