เพิ่งลุกจากหน้าจอสดๆ ร้อนๆ เลยครับสำหรับเกม 90 นาทีที่เต็มไปด้วยความสะใจ ทีมชาติญี่ปุ่นโชว์ฟอร์มสมราคาคิงแห่งเอเชีย ไล่ต้อนตูนิเซีย ชาติแกร่งจากแอฟริกาเหนือไปแบบหมดสภาพ 4-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย
ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้ "ซามูไรบลูส์" ลงสนาม 2 นัด เก็บไปแล้ว 4 คะแนนเต็ม เท่ากับเนเธอร์แลนด์พอดิบพอดี ยื่นตั๋วไปวัดหน้าเสื่อเข้ารอบน็อกเอาต์กันในเกมนัดสุดท้ายกับสวีเดน
ด้วยความฟินจากฟอร์มการเล่นนัดนี้ ผมเลยลองไปขุดคุ้ยข้อมูลและประวัติศาสตร์การลุยบอลโลกของพวกเขาดู แล้วก็ต้องทึ่งเลยทีเดียว เพราะเกมชนะตูนิเซียนัดนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ 3 แต้ม แต่มันคือการทำลายและสร้างสถิติใหม่ๆ ขึ้นมามากมายหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว ลองมาดูกันครับว่า ชัยชนะเหนือตูนิเซียนัดนี้ ทิ้งสถิติอะไรเอาไว้บ้าง?
1. ชนะขาดลอยที่สุดของญี่ปุ่น
สกอร์ 4-0 เหนือตูนิเซีย กลายเป็นสถิติการเก็บชัยชนะด้วยผลต่างประตูที่ขาดลอยที่สุดของทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเรียบร้อยแล้วครับ ทุบสถิติเดิมในปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ซึ่งตอนนั้นในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ญี่ปุ่นเคยเอาชนะเดนมาร์กไปได้ 3-1
2. ปลดล็อกคลีนชีตแรกรอบ 14 ปี
แฟนบอลญี่ปุ่นรู้ดีว่าทีมของพวกเขามักมีแผลในเกมรับ แต่หนนี้พวกเขาทำสำเร็จครับ การไม่เสียประตูให้ตูนิเซียถือเป็นการเก็บคลีนชีตแรก ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรอบ 14 ปีเต็ม โดยครั้งล่าสุดที่ทำได้ต้องย้อนไปปี 2014 ที่บราซิล ในเกมเสมอคู่แข่งอย่าง กรีซ 0-0 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นโดนเจาะตาข่ายมา 10 เกมติดต่อกัน (ชนะ 3 เสมอ 3 แพ้ 4) จนกระทั่งมาปลดล็อกได้ในเกมนี้นี่แหละ
3. "โมริยาสุ" ขึ้นแท่นโค้ชเก่งสุด
ชัยชนะนัดนี้ส่งให้ ฮาจิเมะ โมริยาสุ กลายเป็นกุนซือที่พาทีมชาติญี่ปุ่นคว้าชัยชนะในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้มากที่สุดที่ 3 ครั้ง แซงหน้าสองตำนานอย่าง ฟิลิปป์ ทรุสซิเยร์ (ชุดฟุตบอลโลก 2002) และ ทาเคชิ โอคาดะ (ชุดฟุตบอลโลก 2010) ที่เคยทำไว้คนละ 2 ครั้ง เป็นที่เรียบร้อย
4. จ่อขึ้นแซงโสมขาว
ตอนนี้ญี่ปุ่นทำสถิติชนะในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายไปแล้ว 8 ครั้ง เท่ากับเกาหลีใต้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ พวกเขาใช้จำนวนนัดน้อยกว่าพอสมควร
โดยญี่ปุ่นลงเล่นไป 27 นัด (ชนะ 8 เสมอ 7 แพ้ 12) ขณะที่เกาหลีใต้ต้องเล่นถึง 40 นัด (ชนะ 8 เสมอ 10 แพ้ 22)
นั่นหมายความว่า หากญี่ปุ่นทุบสวีเดนได้ในนัดหน้า พวกเขาจะขึ้นแท่นเป็นทีมจากเอเชียที่ชนะในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทันที
5. ออกสตาร์ตทาบฟอร์มยุคทองปี 2002
การเก็บ 4 แต้มจาก 2 นัดแรกโดยไม่แพ้ใคร คือการออกสตาร์ตที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เทียบเท่ากับปี 2002 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วม และดีกว่าปี 2022 ที่กาตาร์ (ซึ่ง 2 นัดแรกได้ 3 แต้ม) และถ้าเกมนัดสุดท้ายกับสวีเดนพวกเขายังเก็บชัยชนะได้อีก จะทำให้มี 7 แต้มในรอบแรก ทุบสถิติการโกยแต้มมากที่สุดในรอบแบ่งกลุ่มชิ้นเดิมลงทันที
เป็นไงบ้างครับกับสถิติพวกนี้? แน่นอนว่ามันสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาก้าวข้ามระดับเดิมๆ มาไกลเหลือเกิน สมราคาเบอร์หนึ่งของเอเชียยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากชวนแฟนๆ SIAMSPORT คิดตามก็คือ ชัยชนะ 4-0 ในวันนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือสถิติที่สวยหรู แต่มันคือแถลงการณ์อันทรงพลังจากทวีปเอเชียส่งตรงไปถึงโลกลูกหนังว่า พวกเขาไม่ได้มาแค่สร้างสีสัน
และแม้วันนี้พวกเขาอาจยังพูดไม่ได้ว่า ญี่ปุ่น คือทีมระดับลุ้นแชมป์โลก แต่คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า พวกเขาไม่ใช่ตัวแทนจากเอเชียที่ใครจะมองข้ามได้อีกต่อไป
มองทะลุข้ามเกมกับสวีเดนไปสู่นัดต่อๆ ไปในทัวร์นาเมนต์นี้ หัวใจมันเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ลองคิดดูสิว่า ขีดจำกัดของญี่ปุ่นชุดนี้อยู่ตรงไหน? และหลังจบฟุตบอลโลก 2026 หนนี้ขุนพลนักเตะซามูไรบลูส์ จะพังทลายกำแพงประวัติศาสตร์เดิมๆ แล้วสถาปนาสถิติใหม่อะไรที่โลกคาดไม่ถึงให้เราได้เห็นกันอีก?
มาร่วมลุ้นและติดตามไปพร้อมกันครับ!
#กอล์ฟเบนเทเก้