ทายาทแห่งไวกิ้ง

ทายาทแห่งไวกิ้ง
การฟาดฟันอย่างชุลมุนของกลุ่ม E ในฟุตบอลโลก 1994 ยังคงเป็นสถิติที่ยืนยงมาถึงวันนี้

เป็นสถิติที่ทำได้ยากมาก และไม่เคยเกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเวิลด์คัพครั้งนั้น

นั่นคือทั้ง 4 ทีมจบรอบแรกด้วยการมีคะแนนเท่ากันทั้งหมด ผลงานชนะ-เสมอ-แพ้เหมือนกันทั้งหมด และผลต่างประตูได้เสียเท่ากันทั้งหมด

เม็กซิโก ไอร์แลนด์ อิตาลี และ นอร์เวย์ จบ 3 เกมรอบแรกแบบงูกินหาง

อิตาลีชนะนอร์เวย์ เสมอเม็กซิโก แพ้ไอร์แลนด์

ไอร์แลนด์ชนะอิตาลี เสมอนอร์เวย์ แพ้เม็กซิโก

เม็กซิโกชนะไอร์แลนด์ เสมออิตาลี แพ้นอร์เวย์

นอร์เวย์ชนะเม็กซิโก เสมอไอร์แลนด์ แพ้อิตาลี

ทั้ง 4 ทีมจบรอบแรกด้วยผลงานชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 ทั้งหมด และผลต่างประตูได้เสียยังเป็น 0 เหมือนกันหมดเพราะไม่มีเกมไหนที่ชนะกันเกิน 1 ประตูเลย

เม็กซิโกได้ 3 เสีย 3 คว้าแชมป์กลุ่ม

ไอร์แลนด์ กับ อิตาลี ได้ 2 เสีย 2 ไอร์แลนด์ได้รองแชมป์กลุ่มจากผลงานเฮดทูเฮด ดีดอิตาลีหล่นที่สามก่อนที่ โรแบร์โต้ บาจโจ จะระเบิดฟอร์มพาทีมอัซซูรี่ตะลุยเข้าถึงนัดชิง

และนอร์เวย์ ได้ 1 เสีย 1 ตกรอบแรกอย่างช้ำใจ

ในประวัติศาสตร์ 96 ปีของฟุตบอลโลก และ 66 ปีของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ที่ใกล้เคียงที่สุดคือศึกยูโร 2024 ที่โรมาเนีย เบลเยียม สโลวาเกีย และ ยูเครน จบรอบแรกด้วยการมี 4 คะแนนเท่ากันเช่นกัน แต่ผลต่างประตูได้เสียไม่เท่ากัน

ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะครับที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น และเมื่อมันเกิดขึ้น ก็ได้แต่รู้สึกเห็นใจทีมที่ต้องตกรอบ

นอร์เวย์เมื่อปี 1994 คุมทัพโดย เอกิล โอลเซ่น ได้กลับไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 2 ของตัวเองและครั้งแรกในรอบ 56 ปีหลังจากเคยสู้ศึกเวิลด์คัพ 1938 ที่ฝรั่งเศสมาแล้ว

ผลลัพธ์ทั้ง 2 ครั้งเหมือนกันตรงที่ต้องกระเด็นตกรอบแรกทั้งที่แพ้แค่เกมเดียว

ปี 1938 การแข่งขันยังเป็นระบบน็อคเอ๊าต์ นอร์เวย์แพ้อิตาลีในรอบแรก 1-2 หลังการต่อเวลาพิเศษที่สต๊าด เวโลโดรม สนามใหม่เอี่ยมอ่องของโอลิมปิก มาร์กเซย ที่เพิ่งสร้างเสร็จหนึ่งปีก่อนหน้า (ยังคงใช้งานมาจนถึงวันนี้)

ปี 1994 นอร์เวย์เตะ 3 นัดแพ้แค่เกมเดียวแต่ก็ยังตกรอบแรกเหมือนเดิม และทีมเดียวที่เอาชนะพวกเขาได้ก็ยังเป็นอิตาลีเหมือนเดิม ประตูโทนของ ดิโน่ บาจโจ ตัดสินเกมที่ไจแอนท์ส สเตเดี้ยม ในอีสต์รัทเธอร์ฟอร์ด

ทั้ง 2 ครั้งเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่ผู้พิชิตนอร์เวย์ได้คืออิตาลี

และที่ตลกร้ายยิ่งไปกว่านั้น.. ในฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ซึ่งเป็นสมัยล่าสุดของนอร์เวย์เมื่อปี 1998

เอกิล โอลเซ่น พานอร์เวย์ฝ่าด่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

ครั้งนั้นทีมไวกิ้งทำได้ดีกว่าเดิม คือผ่านเข้าสู่รอบสองได้สำเร็จ ด้วยผลงานไม่แพ้ใครเลยในรอบแรก โดยเฉพาะการยัดเยียดความปราชัยให้บราซิลในนัดสุดท้ายคว้าตั๋วรอบ 16 ทีมตัดหน้าโมร็อกโกฉิวเฉียดหลังผ่าน 2 เกมแรกมีเพียง 2 คะแนน

และบทสรุปของนอร์เวย์ในทัวร์นาเม้นต์ฟร้องซ์'98 พวกเขาก็ยังคงแพ้แค่เกมเดียวแล้วเก็บกระเป๋ากลับบ้าน เหมือน 2 สมัยก่อนหน้าที่ไปเล่นไม่มีผิด ทั้งในปี 1938 และ 1994

นอร์เวย์ตกรอบสองหรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยการแพ้เพียงประตูเดียว คนที่ส่งพวกเขากลับออสโลมีชื่อว่า คริสเตียน วิเอรี่..

ใช่แล้วครับ.. ทีมเดียวที่เอาชนะนอร์เวย์ได้ในฟุตบอลโลกคราวนั้นก็ยังคงเป็นอิตาลี แถมเกมในวันนั้นยังเกิดขึ้นที่ สต๊าด เวโลโดรม เหมือนเมื่อ 60 ปีก่อนหน้าอีกต่างหาก

ฟุตบอลมีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นเสมอนะครับ นอร์เวย์เองก็เช่นกัน

กระทั่งพวกเขาเองคงไม่อยากเชื่อในโชคชะตาว่าฟุตบอลโลก 3 สมัยที่ได้ไปเล่น พวกเขาล้วนตกรอบด้วยการเพียงแค่เกมเดียวทั้งหมด แพ้ด้วยผลต่างประตูเดียวทั้งหมด และเป็นการแพ้อิตาลีทั้งหมด

------------------

28 ปีผ่านไปนับจากการอกหักที่มาร์กเซยวันนั้น นอร์เวย์กลับสู่ฟุตบอลโลกอีกหน..

พวกเขาจะไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 4 ของตัวเอง และคราวนี้ไม่ต้องเสี่ยงกับฝันร้ายที่ชื่ออิตาลีอีกแล้ว เพราะขุนพลไวกิ้งยุคปัจจุบันเอาคืนให้รุ่นคุณพ่อรุ่นคุณทวดอย่างถึงใจหมดแล้ว

2 นัดที่ซัดกันในรอบคัดเลือก นอร์เวย์ถล่มอัซซูรี่เละเทะ 7-1 เกมแรกถลุงนิ่มเท้า 3-0 เกมที่สองบุกไปยำใหญ่ถึงแดนรองเท้าบู้ต 4-1 กระโดดโลดเต้นฉลองตั๋วบอลโลกกันต่อหน้ากองเชียร์มะกะโรนีที่ซึมกระทือในซาน ซิโร่ นั่นแหละ

จาก 7 ประตูที่นอร์เวย์ยิงใส่อิตาลีในรอบคัดเลือกคราวนี้.. 3 ประตูมาจาก เออร์ลิง ฮาลันด์.. 1 ประตูมาจาก อเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ ขณะที่หนึ่งในกองกลางตัวจริงในเกมนัดสองที่มิลานคือ คริสเตียน ธอร์สท์เว็ดท์

ย้อนกลับไปในศึกยูเอสเอ 1994.. นักเตะ 22 คนของนอร์เวย์กำลังโศกเศร้าอยู่ในห้องแต่งตัวของสนามไจแอนท์ส สเตเดี้ยม หลังเอาชนะไอร์แลนด์ไม่ได้ในนัดสุดท้ายและรับรู้ชะตากรรมว่าต้องตกรอบแรก

ในนักเตะกลุ่มนั้นมีกองหลังหนุ่มวัย 21 ปีจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ชื่อ อัลฟ์-อิงเก้ ฮาลันด์

มีผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมวัย 31 ปีจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ชื่อ เอริค ธอร์สท์เว็ดท์

และมีกองหน้ามากประสบการณ์วัย 31 ปีเช่นกันจากบูร์ซาสปอร์ ชื่อ โกรัน ซอร์ล็อธ

ทั้ง 3 คนคือขุนพลของเอกิล โอลเซ่น ในฟุตบอลโลกคราวนั้น (ไม่มีชื่อติดทีมในอีก 4 ปีต่อมาทั้งหมด)

หนึ่งปีให้หลัง อเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ ลืมตาดูโลก

ห้าปีให้หลัง คริสเตียน ธอร์สท์เว็ดท์ ลืมตาดูโลก

หกปีให้หลัง เออร์ลิง ฮาลันด์.. ก็ลืมตาดูโลก

หมุนเข็มนาฬิกามาในปัจจุบัน เออร์ลิง กับ อเล็กซานเดอร์ เติบโตขึ้นมาเป็นกองหน้าระดับโลก เออร์ลิงถล่มประตูให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อเล็กซานเดอร์ทะลวงตาข่ายให้แอตเลติโก มาดริด

ขณะที่ คริสเตียน โลดแล่นในเวทีกัลโช่ เซเรีย อา เล่นให้ซาสซูโอโล่มา 4 ฤดูกาลแล้ว

ทั้ง 3 คนเดินตามรอยเท้าผู้เป็นพ่อ ก้าวขึ้นไปรับใช้ทีมชาตินอร์เวย์ได้ทั้งหมด และล้วนมีชื่ออยู่ในทีมชุดลุยฟุตบอลโลก 2026 ของ สตาเล่ โซลบัคเค่น

นอร์เวย์วันนี้ ขับเคลื่อนด้วยขุนพลรุ่นลูกจากยุคไนน์ตี้ส์ที่เป็นความรุ่งเรืองครั้งล่าสุดของพวกเขาที่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2 สมัยติด

บรรดาทายาทเหล่านี้กำลังพาทีมทะยานไปข้างหน้า สร้างนอร์เวย์ให้เป็นทีมที่พลุ่งพล่านและอุดมไปด้วยพลัง ผู้คนมากมายชื่นชมและจับตามอง

กับฟุตบอลโลกหนที่ 4 ที่กำลังจะมาถึง เมื่อก้าวข้ามกำแพงสีน้ำเงินของอิตาลีได้แล้วตั้งแต่ก้าวแรก น่าสนใจนะครับว่าพวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน

ตังกุย



ที่มาของภาพ : -
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport