ตัดเกรดพรีเมียร์ลีก! อาร์เซน่อล-ซันเดอร์แลนด์ A+ ลิเวอร์พูลร่วง D

ตัดเกรดพรีเมียร์ลีก! อาร์เซน่อล-ซันเดอร์แลนด์ A+ ลิเวอร์พูลร่วง D
บทสรุปพรีเมียร์ลีก 2025/26 ปืนใหญ่ผงาดเกรดสูงสุดหลังคว้าแชมป์รอบ 22 ปี ด้านผีแดงพุ่งอันดับ 3 ส่วนหงส์แดงผลงานดิ่งรั้งเกรดดี เช็กคะแนนดิวิชั่นครบ 20 ทีมที่นี่

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมกับความสำเร็จของ อาร์เซน่อล ที่ยุติ 22 ปีแห่งการรอคอยแชมป์ลีกได้สำเร็จ โดย มิเกล อาร์เตต้า เปลี่ยนทีมที่รับบทพระรอง 3 ซีซั่นติดต่อกันจนสามารถคว้าโทรฟี่แชมป์ได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน บอร์นมัธ, ซันเดอร์แลนด์ และ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ และบางทีมจะจบอันดับได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จนสามารถคว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปได้

สวนทางกับ เชลซี และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งต้องพบกับความผิดหวังเนื่องจากผลงานสวนทางกับเม็ดเงินที่ลงทุน สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าไม่ได้ ไมเคิ่ล คาร์ริค ทีมอาจจะต้องเจอกับวิกฤติอีกมากมาย ส่วน ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์เก่า แต่ฟอร์มในสนามและปัญหานอกสนามทำให้พวกเขาต้องเจอกับซีซั่นที่ยากลำบากเหลือเกิน

อาร์เซน่อล : A+

หลังต้องทนกับความขมขื่นในฐานะ "ยาม" เฝ้าถ้วย 3 ซีซั่นติดต่อกัน สุดท้าย มิเกล อาร์เตต้า สามารถนำ อาร์เซน่อล เข้าเส้นชัยได้สำเร็จ

ทุกอย่างเริ่มต้นในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ โดยมีการเสริมทัพอย่าง วิคตอร์ โยเคเรส, โนนี่ มาดูเอเก้, มาร์ติน ซูบีเมนดี้ และนักเตะรายอื่นๆ เข้ามาเพิ่มขุมกำลังเชิงลึก เพื่อให้ "พี่ต้า" มีอาวุธครบมือสำหรับการต่อยอดผลงานจากฤดูกาลก่อนๆ

ทัพ "ปืนใหญ่" มีเกมรับที่ดีที่สุด, ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุด, สถิติจากลูกตั้งเตะที่ดีที่สุด และจบฤดูกาลด้วยการนำหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 7 คะแนน หลังชนะรวด 5 นัดสุดท้าย และผลงานยังอาจจะดียิ่งขึ้นไปอีก เพราะพวกเขายังมีนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง วันเสาร์ที่ 30 พ.ค. นี้

แอสตัน วิลล่า : A+

การได้โทรฟี่ใบแรกในรอบ 30 ปี และเป็นถ้วยยุโรปใบแรกนับตั้งแต่ ยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ปี 1982 ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ที่ชัดเจนที่สุด แต่ แอสตัน วิลล่า ยังทำผลงานได้เกินความคาดหมายในลีก โดยจบอันดับ 4 ได้สำเร็จ

บอร์นมัธ : A

อันโดนี่ อิราโอล่า อำลา บอร์นมัธ ในฐานะตำนานของสโมสร หลังจากยกระดับผลงานของทีมอย่างต่อเนื่อง การสร้างสถิติไร้พ่าย 18 เกมในลีกติดต่อกัน ถือว่าโดดเด่นมากๆ และจบอันดับ 6 พร้อมคว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป (ยูโรปา ลีก) ครั้งแรกในรอบ 127 ปี เป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากๆ กับสโมสรที่ไม่ได้มีงบประมาณอะไรมากนัก

เบรนท์ฟอร์ด : A

เบรนท์ฟอร์ดถูกหลายคนคาดว่าจะตกชั้น หลังจากเสียกุนซือ โธมัส แฟร้งก์ ให้กับสเปอร์ส และขาย ไบรายัน เอ็มเบอโม่ และ โยอันน์ วิสซ่า แต่ คีธ แอนดรูว์ส ก็เข้ามาพยุงสถานการณ์และพาทีมจบอันดับ 9 ได้สำเร็จ ขณะที่ อิกอร์ ติอาโก้ ซัดไป 22 ประตูรั้งรองดาวซัลโว น่าเสียดายที่พวกเขาดันเสมอ ลิเวอร์พูล ในเกมสุดท้าย ไม่งั้นคงได้ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป

ไบรท์ตัน : B

พวกเขาเคยฟอร์มตกอย่างหนัก โดยชนะเพียง 1 จาก 13 นัดในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ทำให้ร่วงไปอยู่อันดับ 14 แต่ในเดือนมีนาคมและเมษายนฟอร์มก็กระเตื้องขึ้น ทำให้ทีมสามารถจบอันดับ 8 พร้อมคว้าสิทธิ์ไปเล่นคอนเฟอเรนซ์ ลีก ได้สำเร็จ แม้ "เดอะ ซีกัลล์" จะมีแต้มรวมลดลงจากซีซั่นก่อน 8 คะแนน แต่การได้ออกไปเล่นฟุตบอลยุโรปก็ทำให้แฟนบอลไม่ค่อยสนใจจุดนั้นมากนัก

เบิร์นลี่ย์ : F

สิ้นหวังตั้งแต่ต้นจนจบ ตกชั้นอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน แต่ในความเป็นจริงก็แทบจะชะตาขาดไปก่อนหน้านั้นแล้ว แนวรับที่เคยเป็นหนึ่งในเกมรับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของแชมเปี้ยนชิพ กลับกลายเป็นแนวรับที่เสียประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก

เชลซี : F

เน่าเฟะตั้งแต่ระดับบอร์ดบริหารไปจนถึงนักเตะและโค้ช ทีมเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถหาจุดลงตัวได้เลย มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือตั้งแต่ เอ็นโซ่ มาเรสก้า, เลียม โรซีเนียร์ และต้องใช้ คาลั่ม แม็คฟาร์เลน กุมบังเหียนชั่วคราว ทัพ "สิงห์บลูส์" มีนโยบายเสริมทัพแบบไร้ทิศทาง ทีมไม่มีความสามัคคี การจบอันดับ 10 ถือว่าเลวร้ายหากเทียบกับเม็ดเงินที่ลงทุน งานนี้ ชาบี อลอนโซ่ กุนซือคนใหม่คงเจอกับงานหนักในการสร้างทีมเพื่อให้กลับมาผงาดบนเวทีลูกหนังเมืองผู้ดี

คริสตัล พาเลซ : C

ฤดูกาลนี้ยังเป็นเรื่องที่ยากจะตัดสิน เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก กับ ราโย่ บาเยกาโน่ ในวันพุธนี้ การจบอันดับ 15 ถือว่าน่าผิดหวังเมื่อมองจากผลงานโดยรวม พวกเขามีแต้มลดลงจากฤดูกาลก่อนถึง 8 คะแนน แต่ทั้งหมดนั้นอาจถูกลืมไปทันที หากสามารถคว้าแชมป์ได้ที่เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี

เอฟเวอร์ตัน : D

การไม่ชนะใครติดต่อกัน 7 นัดในช่วงท้ายฤดูกาลทำให้พวกเขาจบซีซั่นแบบน่าผิดหวัง แม้ว่าทีมจะเก็บแต้มได้มากกว่าฤดูกาลก่อนหน้าอยู่ 1 คะแนน แต่ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แทบไม่มีความก้าวหน้าเกิดขึ้นเลย

ฟูแล่ม : C

มาร์โก ซิลวา พา ฟูแล่ม จบฤดูกาลในอันดับ 10, 13, 11 และล่าสุดอันดับ 11 ตลอด 4 ฤดูกาล เขาดูมีแนวโน้มสูงที่จะอำลาทีมเพื่อไปหาความท้าทายใหม่ หลังจากทำผลงานได้อย่างมั่นคง แม้จะไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษก็ตาม แต่ก็ถือว่าเหมาะสมกับทีมระดับกลางตาราง

ลีดส์ ยูไนเต็ด : B+

ดาเนี่ยล ฟาร์เค่ สามารถดึงศักยภาพจากทีมออกมาได้ดีขึ้น จนพา "ยูงทอง" หนีการตกชั้นได้อย่างปลอดภัย การได้ไปเวยมบลีย์ในรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สามารถต่อยอดจากการเลื่อนชั้น และจบฤดูกาลในอันดับ 14 ได้สำเร็จ

ลิเวอร์พูล : D

จากแชมป์ลีกกลายเป็นทีมฟอร์มตก โดย อาร์เน่ สล็อต จากฮีโร่กลายเป็นคนที่โดนรังเกียจภายในช่วงเวลาเพียง 12 เดือนเท่านั้น ผลงานนำ "หงส์แดง" แพ้รวมถึง 19 นัดในทุกรายการ โดยทีมเต็มไปด้วยปัญหา ฟอร์มการเล่นที่เคยเป็นเอกลักษณ์ก็กลายเป็นทีมไร้ทิศทาง เอาแน่เอานอนไม่ได้ การทุ่มเงินเสริมทัพอย่าง อเล็กซานเดอร์ อีซัค และ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ก็ไม่ตอบโจทย์ โชคดีที่ได้ตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นการปลอบใจเล็กๆ ก่อนเข้าสู่การสร้างทีมใหม่

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : B+

การได้สองแชมป์เป็นการปิดฉากยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ค่อนข้างน่าพอใจ โดยการคว้าแชมป์คาราบาว คัพและเอฟเอ คัพ ทำให้เขาเก็บถ้วยรางวัลใหญ่รวมเป็น 20 รายการตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่คุมทีม แต่การพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นปีที่สองติดต่อกัน ก็ถือว่าเป็นความล้มเหลวเมื่อเทียบกับมาตรฐานของสโมสรระดับนี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : B+

ฤดูกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน ช่วงแรกภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม นั้นย่ำแย่อย่างมาก โดยความพ่ายแพ้ต่อ กริมสบี้ ในศึกคาราบาว คัพ ถือเป็นจุดต่ำสุดของทีม

การเข้ามาของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ในเดือนมกราคมได้เปลี่ยนทิศทางของทีมอย่างสิ้นเชิง และการจบฤดูกาลได้อย่างแข็งแกร่ง (ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลจากการไม่มีโปรแกรมบอลถ้วยให้เล่นแล้ว) ทำให้พวกเขาจบอันดับ 3 ในฐานะหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของลีก

ความแตกต่างของคะแนนที่เพิ่มขึ้นถึง +29 เมื่อเทียบกับฤดูกาล 2024/25 ถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในลีก และสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าทีมอยู่ในจุดที่ต่ำมากก่อนที่ คาร์ริค จะเข้ามาคุมทีม ที่สำคัญแข้งใหม่อย่าง เอ็มเบอโม่, มาเตอุส คุนญ่า, เซอเน่อ ลัมเมนส์ และ เบนยามิน เชชโก้ ปรับตัวและทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับทีม นี่คือสัญญาณเชิงบวกของ "ผีแดง" อย่างแท้จริง

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด : D

“สาลิกาดง” มีปัญหาเรื่องขุมกำลังเชิงลึกไม่มากพอ ทำให้ทีมต้องเจอกับความยากลำบากเมื่อมีโปรแกรมลงสนามในหลายรายการ แม้ทีมจะทะลุถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็โดน บาร์เซโลน่า ไล่ถล่มจนตกรอบ ขณะที่ฟอร์มในพรีเมียร์ลีกก็ย่ำแย่ โดยแพ้ถึง 9 จาก 12 นัด ระหว่างวันที่ 25 มกราคมถึง 25 เมษายน ส่งผลให้ซีซั่นนี้เละไม่เป็นท่า ตอนนี้สโมสรกำลังเตรียมแผนยกเครื่องขุมกำลังครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ : C

พวกเขาจบฤดูกาลในอันดับ 16 ห่างจากโซนตกชั้น 5 คะแนน อย่างไรก็ตาม ทัพ "เจ้าป่า" ยังมีช่วงเวลาที่ดีจากการทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศ ศึกยูโรปา ลีก

ซันเดอร์แลนด์ : A+

พวกเขากระโดดจากอันดับ 10 ขึ้นมาจบที่อันดับ 7 ในวันสุดท้ายของฤดูกาล หลังเอาชนะ เชลซี 2-1 คว้าตั๋วไปเล่นยูโรปา ลีกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษของสโมสร ทั้งที่เป็นเพียงฤดูกาลแรกหลังกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก งานนี้ต้องยกเครดิตให้กับ เรจิส เลอ บริส กุนซือที่สามารถสร้างทีมได้อย่างลงตัว แม้พวกเขาจะไม่มีซูเปอร์สตาร์ก็ตาม

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ : E

"ไก่เดือยทอง" ได้ฉลองในวันสุดท้ายหลังจากหนีตกชั้นได้สำเร็จ แต่ในภาพรวมแล้ว สเปอร์ส ถือว่าสร้างความน่าผิดหวังอย่างมากเกือบตลอดทั้งฤดูกาล

การจบอันดับ 17 เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกันแทบไม่มีอะไรให้ภูมิใจ ผลงานการคุมทีมของ แฟร้งก์ และ อิกอร์ ทูดอร์ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ส่วน โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ นำทีมเก็บได้ 11 คะแนนจาก 7 นัดสุดท้ายช่วยพยุงทีมไม่ให้ดำดิ่งไปมากกว่า แต่ก็ยังชัดเจนว่าต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงผลงานซ้ำรอยเดิม

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด : F

ผลงานน่าผิดหวังมากๆ แม้ว่าทีมจะเร่งเครื่องนัดสุดท้ายชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด แต่การได้ 39 คะแนนไม่เพียงพอที่จะอยู่รอดในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี โดยตอนนี้สาวก "เดอะ แฮมเมอร์ส" ต้องเตรียมทำใจกับการเชียร์ทีมในซีซั่นใหม่ในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ

วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส : F

ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล พวกเขาดูเหมือนจะเป็นทีมที่แย่ที่สุดในลีก และสุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น การชนะเพียง 3 นัด และมี 20 คะแนน ถือว่าดีกว่า เซาแธมป์ตัน ในฤดูกาลก่อนที่จบอันดับบ๊วยลีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่สำคัญผลงานยิงรวมเพียง 27 ประตูจาก 38 นัดถือว่าน่าอับอายอย่างยิ่ง แต่หนึ่งในสิ่งที่น่าจดจำก็คือการชนะ ลิเวอร์พูล และเสมอ แมนฯ ยูฯ




ที่มาของภาพ : gettyimages. reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport