ไม่มีใครคาดคิดว่า สโมสรที่มีสนามเหย้าอันโมเดิร์นและยิ่งใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก มีฐานแฟนบอลหนาแน่น และเพิ่งได้รับเงินรางวัลกว่า 74 ล้านปอนด์จากการไปเล่นแชมเปียนส์ลีก (ผ่านโควตาแชมป์ยูโรปาลีกเมื่อปีก่อน) จะต้องมาดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างน่าอนาถใจในฤดูกาล 2025-26
สถานการณ์ของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ก่อนหน้านี้เข้าขั้น "หมดสภาพ" พวกเขาไม่ชนะใครในบ้านเกือบครึ่งฤดูกาล บอร์ดบริหารล้มเหลวซ้ำซากในการเลือกผู้จัดการทีม ตั้งแต่การปลด อันเก้ ปอสเตโคกลู ตามด้วยการตะเพิด โธมัส แฟรงค์ ที่อยู่ได้เพียง 8 เดือน และความผิดพลาดครั้งใหญ่กับการตั้ง อิกอร์ ทูดอร์ ที่พาทีมแพ้ 5 จาก 7 นัดจนโดนไล่ออกในเวลาเพียง 44 วัน สเปอร์ส จมดิ่งจนแฟนบอลทนไม่ไหวต้องชูป้ายประท้วง "ENIC out"
แต่สิ่งเดียวที่บอร์ดบริหาร "ไก่เดือยทอง" ทำถูกต้องในฤดูกาลนี้ คือการยอมทุ่มปรับหลังบ้าน ดึงตัว โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กุนซือชาวอิตาเลียนเข้ามาคุมบังเหียนในฐานะ "ผู้จัดการทีมกู้ชีพ" ในช่วง 7 นัดสุดท้ายของฤดูกาล
เด แซร์บี้ เข้ามาเป็นฮีโร่พาทีมเก็บ 11 แต้มสำคัญ ส่งอีกหนึ่งทีมเพื่อนร่วมกรุงลอนดอนอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ตกชั้นไปแทน พร้อมจุดประกายความหวังใหม่ในถิ่น ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม
เรามาเจาะลึก 3 เรื่องราวสำคัญที่กุนซือชาวอิตาเลียนรายนี้ใช้พลิกฟื้นชีพ "ไก่เดือยทอง" จากปากเหวกัน
เมื่อ เด แซร์บี้ ก้าวเท้าเข้าสู่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าแทกติก "เซ็ตบอลจากแดนหลัง" อันซับซ้อนและบ้าคลั่งของเขา จะสามารถช่วยทีมที่กำลังเสียขวัญได้ทันเวลาหรือไม่ ลูอิส ดังค์ อดีตลูกทีมที่ไบรท์ตันเคยเตือนว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรกของ เด แซร์บี้ คือ "ความโกลาหล" ที่นักเตะต้องปรับตัวจนฟอร์มดิ่งเหว
แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เด แซร์บี้ เลือกที่จะพับเก็บอุดมคติอันสวยหรู แล้วเปลี่ยนมาใช้ "ความเรียบง่ายและเกมรับที่ชาญฉลาด" แทน
1.ปรับแท็กติกสู่ความจริง: เพรสซิ่งฉลาด ไม่วิ่งควาย
เดอ แซร์บี ยอมพับเก็บ "ปรัชญาจ๋าๆ" ของตัวเองไว้ชั่วคราว แล้วหันมาใช้ความรัดกุม สเปอร์สยุคเขากลายเป็นทีมที่ แย่งบอลคืนในแดนคู่ต่อสู้ได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยเฉลี่ยสูงถึง 5.1 ครั้งต่อเกม (เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 40%)
ที่น่าสนใจคือ สถิติการวิ่งสปรินต์ของนักเตะลดลงไปเกือบ 10% แปลว่าพวกเขาวิ่งน้อยลงแต่ "วิ่งอย่างฉลาดและมีระบบ" ส่งผลให้สถิติตัวเลขคาดการณ์การเสียประตู หรือ xG ของคู่แข่งลดลงมาเหลือเพียง 0.79 ต่อเกม (ลดลงจากเดิมที่เคยเสียสูงถึง 1.51 ต่อเกมเกือบครึ่งหนึ่ง) ช่วยลดภาระและป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้เข้ามากดดันในแดนตัวเองได้เป็นอย่างดี
2.แดนกลางสายกรรมกร: พลพรรคพลังเทอร์โบ
บทเรียนราคาแพงจากนัดแรกที่เดอ แซร์บี คุมทีมแพ้ซันเดอร์แลนด์ 1-0 เพราะใช้ดาวรุ่งอย่าง อาร์ชี เกรย์ และ ลูคัส เบิร์กวัลล์ จนโดนกูรูวิจารณ์ยับ ทำให้เขาเปลี่ยนแผนทันที โดยหันมาใช้ 3 ประสานแดนกลางสายบดสายบี้อย่าง คอเนอร์ กัลลาเกอร์, โรดริโก้ เบนตานกูร์ และ ชูเอา ปาลินญ่า
แม้แดนกลางชุดนี้จะขาดความหวือหวา แต่สิ่งที่พวกเขามีทดแทนคือ "พละกำลังและหัวจิตหัวใจในการเข้าปะทะ" พวกเขาเดินหน้าถล่มแดนกลางของแอสตัน วิลลา และคุมจังหวะเกมจนทำให้สปิริตทีมกลับมา และเป็นปาลินญานี่เองที่ยิงประตูชัยในนัดสุดท้ายตอกย้ำความถูกต้องในการเลือกใช้นักเตะของเด แซร์บี
3.จิตวิทยาขั้นเทพ และบารมีที่นักเตะพร้อมถวายหัว
นอกจากเรื่องในสนามแล้ว "เด แซร์บี แฟกเตอร์" คือสิ่งสำคัญที่สุด เขาซื้อใจลูกทีมตั้งแต่วันแรกด้วยการบอกว่า ไม่ว่าทีมจะตกชั้นหรือไม่ เขาจะอยู่คุมทีมต่อในฤดูกาลหน้า สิ่งนี้สร้างความมั่นคงทางจิตใจให้แก่นักเตะที่กำลังเสียขวัญ
เขาดึงศักยภาพสูงสุดของ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ออกมาจนกลับมาฟอร์มพีคอีกครั้ง รวมถึงรู้วิธีการใช้งาน ร็องดาล โกโล่ มูอานี่ โดยเปิดยูทูปศึกษาฟอร์มเก่าๆ แม้กระทั่งในนัดสุดท้าย เขายังแสดงความแพสชันจัดเต็มจนมีปากเสียงกับ เซมัส โคลแมน สำรองเอฟเวอร์ตัน ก่อนจะโดน กูเยลโม่ วิคาริโอ วิ่งมารวบตึงแบบรักบี้ฉลองประตูอย่างสุดเหวี่ยง ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องที่ไม่ได้ยินมานานตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว
สิ่งเหล่านี้ทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวที่เคยเป็น "ทีมที่ไร้แรงจูงใจ" กลับมารวมใจเป็นหนึ่งเดียวได้อีกครั้ง
อนาคตใหม่ หรือแค่การต่อเวลาหายใจ?
แม้แฟนบอลจะร่วมร้องเพลง "Glory, Glory Tottenham Hotspur" และนักเตะเดินขอบคุณแฟนบอลรอบสนาม แต่ลึกลงไปแล้ว มันคือความสำเร็จที่ปนเปื้อนด้วยความอับอาย การที่แฟนบบอลต้องมาตะโกนร้องว่า "We Are Staying Up" (พวกเราอยู่รอดแล้ว) สำหรับทีมที่เคยอยู่ระดับท็อปซิกซ์ ถือเป็นเรื่องตลกร้าย
บนอัฒจันทร์ แฟนบอลกลุ่มใหญ่ทนไม่ไหว ปล่อยป้ายแบนเนอร์ยักษ์ด่าทอบอร์ดบริหารใจความว่า "Promised Success. Delivering Failure. ENIC out" (สัญญาว่าจะสำเร็จ แต่ส่งมอบความล้มเหลว ออกไปซะ ENIC) ท่ามกลางสายตาของบอร์ดบริหารระดับสูงที่นั่งหน้าเครียดอยู่บนบ็อกซ์วีไอพี
มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน ปราการหลังตัวเก่งเปิดใจหลังรอดตายว่า "การจบอันดับ 17 สองปีซ้อนเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับสโมสรนี้ แต่ตอนนี้เรามีผู้จัดการทีมที่ใช่แล้ว ผมมั่นใจ"
ตัวของ เด แซร์บี้ เองไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า หลังจบเกมเขาให้สัมภาษณ์ทันทีว่า"ตอนนี้เวลาทุ่มนึง เดี๋ยวสองทุ่มหรือสามทุ่ม พวกเราจะเริ่มวางแผนสำหรับฤดูกาลหน้าทันที เราต้องสร้างทีมระดับท็อป ท็อป ท็อป! เราไม่ต้องเปลี่ยนนักเตะเยอะ แต่เราต้องเอาผู้เล่นระดับโลกเข้ามาสู่ทีม"
สเปอร์ส รอดพ้นจากโศกนาฏกรรมฟุตบอลมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยฝีมือของยอดกุนซือชาวอิตาเลียน แต่หลังจากค่ำคืนแห่งการฉลองนี้สิ้นสุดลง บอร์ดบริหารและสโมสรต้องตอบคำถามแฟนบอลให้ได้ว่า พวกเขาจะทำอย่างไรไม่ให้สโมสรสีขาวแห่งนี้ ต้องกลับไป "ดิ้นรน" อีกครั้งในฤดูกาลหน้า!