แผนไหนคือที่สุด? ส่อง 6 ระบบการเล่นทรงอิทธิพลที่เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลโลก

แผนไหนคือที่สุด? ส่อง 6 ระบบการเล่นทรงอิทธิพลที่เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลโลก
โลกฟุตบอลเรื่องที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง “แผนการเล่น” ถ้าลองไปถามโค้ชสักสิบคนว่า ระบบไหนดีที่สุดก็มักจะได้คำตอบสิบแบบที่แตกต่างกัน โดยแต่ละคนก็จะมีปรัชญาและมุมมองต่อเกมฟุตบอลไม่เหมือนกัน

   ประวัติศาสตร์ของแผนการเล่นก็เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ของเกมลูกหนัง ตั้งแต่ระบบสุดโกลาหลแบบ 1-1-8 ในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึง “โททั่ล ฟุตบอล” ของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ “ติกิ-ตาก้า” ของ บาร์เซโลน่า ในยุค เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งแต่ละยุคก็มีระบบการเล่นที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง

    แน่นอนว่าในโลกฟุตบอลมีแผนการเล่นมากมาย แต่ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันน่าจะมีประมาณ 6 ระบบ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะอธิบายว่า “แผนไหนดีที่สุด” คงไม่มีวันได้ข้อสรุป แต่ถ้าใช้ระบบไหนทีมคว้าแชมป์นั่นถือว่ามีประสิทธิภาพสำหรับทีมๆ นั้น

1. ระบบ 4-4-2

    ระบบ 4-4-2 ถือเป็นหนึ่งในแผนการเล่นที่ถูกใช้งานมากที่สุด และยังคงถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะมันมีความสมดุล ใช้งานได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ พร้อมทั้งเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

    จำนวนผู้เล่นในแดนกลางและแนวรับทำให้ระบบ 4-4-2 เจาะได้ยาก แต่เมื่อครองบอล กองกลางทั้ง 4 คนสามารถสนับสนุนกองหน้าทั้งสองได้ และหากทีมมีฟูลแบ็กที่เติมเกมรุกได้ดี พวกเขาก็สามารถขึ้นมาช่วยเปิดบอลจากด้านข้าง สร้างโอกาสในการทำประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ข้อเสียของระบบ 4-4-2 คือกองกลางต้องใช้พละกำลังสูงมาก เพราะต้องช่วยทั้งเกมรุกและเกมรับตลอดเวลา อีกจุดอ่อนหนึ่งคือ เมื่อเจอกับทีมที่ใช้แผน 3-5-2 แผงมิดฟิลด์ในระบบ 4-4-2 อาจเสียเปรียบด้านจำนวนผู้เล่นได้ง่าย

    ส่วนระบบ 4-4-1-1 ถือเป็นการปรับเล็กน้อยจาก 4-4-2 โดยใช้กองหน้าตัวเป้าหลัก 1 คน และมีกองหน้าตัวที่สองยืนต่ำลงมาเล็กน้อย ทำหน้าที่กึ่งกองหน้าและกึ่งเพลย์เมกเกอร์ในบทบาทหมายเลข 10

2. ระบบ 4-3-3

    แผนการเล่น 4-3-3 จะเน้นการครองบอลและการต่อเกมมากกว่า หนึ่งในการใช้งานแผนนี้ในยุคแรก ๆ คือทีมชาติอังกฤษ ในฟุตบอลโลกปี 1966 ภายใต้การคุมทีมของ อัลฟ์ แรมซี่ย์ โดยเขาใช้ น็อบบีh สไตล์ส เป็นกองกลางตัวรับ เปิดทางให้ อลัน บอลล์ และบ็อบบี้ ชาร์ลตัน เชื่อมเกมและเติมเกมรุกอย่างอิสระ

    ด้าน อาแจ็กซ์ ภายใต้การคุมทีมของ ไรนุส มิเชลส์  ก็ใช้ระบบ 4-3-3 ได้อย่างยอดเยี่ยมในปี 1971 จนคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ขณะที่ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ก็ใช้รูปแบบที่ดัดแปลงจาก 4-3-3 ในฟุตบอลโลก 1974 และศึกยูโร 1988 ซึ่งทัพ "อัศวินสีส้ม" สามารถคว้าแชมป์ได้

    ระบบ 4-3-3 ถือเป็นจุดกำเนิดของแนวคิด “โททั่ล ฟุตบอล” ของ อาแจ็กซ์ ซึ่งเน้นการครองบอล การยืนตำแหน่งแบบโซน การเพรสซิ่งสูงเมื่อเสียบอล และการใช้ไลน์ล้ำหน้าที่เฉียบคม อีกทั้งยังเอื้อต่อการต่อบอลแบบสามเหลี่ยมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตาม แผน 4-3-3 ก็มีข้อเสียเช่นกัน ได้แก่

- อาจเปิดพื้นที่ว่างระหว่างฟูลแบ็กกับปีกมากเกินไป ทำให้คู่แข่งใช้ประโยชน์โจมตีได้

- มีโอกาสเสียพื้นที่แดนกลาง หากกองกลางเติมเกมรุกขึ้นไปแล้วเสียบอล ทำให้คู่แข่งสวนกลับได้ง่าย

- หากผู้เล่นรอบข้างไม่วิ่งสนับสนุน กองหน้าตัวเป้าจะโดดเดี่ยวและไม่สามารถสร้างอันตรายได้

3. ระบบ 4-3-2-1

     หนึ่งในแผนการเล่นที่ค่อนข้างแปลกคือ 4-3-2-1 ซึ่งโดดเด่นเมื่อทีมมีผู้เล่นกองกลางคุณภาพจำนวนมาก รูปทรงแคบแบบ “ต้นคริสต์มาส” ช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงจำนวนในพื้นที่ตรงกลางสนาม และเอื้อให้ทีมสามารถขึ้นเกมได้อย่างรวดเร็วด้วยการต่อบอลจังหวะสั้นแบบชิ่งหนึ่งสองและการเล่นเป็นสามเหลี่ยม

    ทีมที่ใช้แผนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือทีมชาติสเปน ซึ่งถึงขั้นพาพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ด้าน บาร์เซโลน่า ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ใช้แผนนี้ได้อย่างชาญฉลาด ด้วยการสลับตำแหน่งกันตลอดเวลาและครองบอลเหนือคู่แข่ง

    อย่างไรก็ตาม กุนซืออย่างโชเซ่ มูรินโญ่ ก็มีบทบาทสำคัญในการหาทางรับมือ “ติกิ-ตาก้า” ด้วยแท็กติกเกมรับที่รัดกุมและการสวนกลับที่รวดเร็ว จนทำให้สไตล์นี้ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง

4. ระบบ 3-5-2

     แผน 3-5-2 เริ่มได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษ 1980 และถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพเมื่อต้องรับมือกับทีมที่ใช้กองหน้าคู่

    มีการนำมาใช้ในระดับนานาชาติครั้งแรกในปี 1986 โดยทีมชาติอาร์เจนตินา ภายใต้การคุมทีมของคาร์ลอส บิลาร์โด้ ซึ่งมีกองหน้าอย่าง ฮอร์เก้ บัลดาโน่ และ ดีเอโก้ มาราโดน่า  พร้อมกับนำไปสู่การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1986  

    สี่ปีต่อมา เซบาสเตียน ลาซาโรนี่ ก็ใช้ระบบนี้กับทีมชาติบราซิล ในฟุตบอลโลก 1990  และอีก 6 ปีถัดมา เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ก็นำมาใช้กับทีมชาติ อังกฤษ ในศึกยูโร 1996

    อย่างไรก็ตาม แม้ระบบ 3-5-2 จะช่วยคุมเกมแดนกลาง และสนับสนุนกองหน้าได้ดี แต่ก็มีปัญหาเมื่อทีมเสียการครองบอล โดยเฉพาะพื้นที่ด้านข้างที่มักเปิดกว้างในเกมรับ และกองกลางริมเส้น (วิงแบ็ก) มักไม่ได้รับการซ้อนช่วยมากพอ ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งสามารถโจมตีได้

5. ระบบ  4-2-3-1

     ระบบ 4-2-3-1 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ช่วยสร้างความแข็งแกร่งในพื้นที่ตรงกลางสนาม และเมื่อผสมกับความยืดหยุ่นในแนวรุก ก็ทำให้ทีมสามารถบุกได้อย่างมั่นใจ โดยไม่เปิดช่องในเกมรับมากเกินไป

    หากมีขุมกำลังนักเตะคุณภาพที่เหมาะสม แผนนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างเกมได้ง่าย เช่น เปลี่ยนเป็น 4-3-3, 4-4-2 หรือ 4-5-1 ตามสถานการณ์ ถือเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นอย่างมาก

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ระบบ 4-2-3-1 ทำงานได้ดี จำเป็นต้องมีผู้เล่นแนวรุกที่มีความคิดสร้างสรรค์หลายคน และสามารถประสานงานกันได้ดีทั้งตอนมีบอลและไม่มีบอล รวมถึงต้องมีกองหน้าตัวเป้าชั้นยอดที่เปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้ เช่น เออร์ลิง ฮาลันด์ และ แฮร์รี่ เคน เป็นต้น  

    จุดอ่อนของระบบนี้คือ กองกลางต้องขยันลงมาช่วยเกมรับเมื่อคู่แข่งครองบอล และเมื่อทีมถูกกดดันอย่างหนัก กองหน้าตัวเดียวมักจะโดดเดี่ยวและเล่นได้ยาก ทำให้เกิดความอึดอัดในการทำเกมรุก

6. ระบบ  3-4-3

    ระบบ 3-4-3 ถือเป็นหนึ่งในแผนการเล่นที่ต้องใช้วินัยทางแท็กติกสูงมากในฟุตบอลสมัยใหม่ เพราะต้องอาศัยการร่วมมือกันของผู้เล่นทุกตำแหน่งอย่างสมบูรณ์ หากทำได้ดีจะสร้างความอันตรายอย่างมาก แต่ถ้าไม่ลงตัวก็สามารถเปิดช่องให้โดนโจมตีได้ทั้งสองฝั่งพร้อมกัน

    โครงสร้างของระบบนี้ประกอบด้วยกองหลังตัวกลาง 3 คน วิงแบ็ก 2 คนที่ต้องวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งสนาม มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน และกองหน้ารวม 3 คน ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด กองหน้าด้านข้างทั้งสองจะไม่ยืนริมเส้นแบบปีกทั่วไป แต่จะตัดเข้าในเพื่อยึดพื้นที่ตรงกลาง ขณะที่วิงแบ็กจะทำหน้าที่เติมเกมรุก 

    สำหรับเกมบุก ระบบนี้สามารถกลายเป็นแนวรุก 5 คนได้ทันที แต่เมื่อเสียบอล ทีมจะถอยกลับอย่างรวดเร็วกลายเป็นระบบรับ 5-4-1 ที่มีความรัดกุมและเป็นระเบียบมากขึ้น

    ชายผู้ทำให้แผนการเล่นนี้โด่งดังในพรีเมียร์ลีกคือ อันโตนิโอ คอนเต้ สมัยคุม เชลซี ในฤดูกาล 2016/17 ทีมของเขากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก โดยรั้งอันดับ 8 ของตาราง หลังพ่ายแพ้ อาร์เซน่อล ขาดลอยสกอร์ 0-3 ในช่วงพักครึ่งของเกมนั้นเอง คอนเต้ ได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบกองหลัง 3 คน และการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    เชลซีสามารถเก็บชัยชนะติดต่อกัน 13 นัดในศึกพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นสถิติเทียบเท่ากับสถิติระยะยาวของอาร์เซน่อล และสุดท้ายพวกเขาจบฤดูกาลด้วยชัยชนะ 30 นัด เก็บ 93 คะแนน คว้าแชมป์ลีกได้อย่างเหนือชั้น

 







ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport