การยอมรับในคาราบาว คัพ

การยอมรับในคาราบาว คัพ
เกมในรอบที่ 4 ของฟุตบอลคาราบาว คัพฤดูกาลนี้จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนหน้า

นั่นคือเรื่องของอนาคต แต่ถ้าพูดถึงถ้วยนี้รายการนี้ มันก็เป็นโอกาสพิเศษที่เราจะได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง

การจัดตัวของผู้จัดการทีมส่วนใหญ่จะใช้รายการนี้เป็นเวทีสำคัญสำหรับการตระเตรียมความพร้อมให้กับทีม

ความพร้อมด้านไหนบ้างก็แล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละทีมว่า ณ เวลานั้นมีเงื่อนไขอย่างไร

แน่นอนถ้าว่ากันในแง่ความใหญ่ของรายการ ฟุตบอลถ้วยลีกคัพย่อมเป็นรองทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ

แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่สำคัญ และถ้าเราดูจากความเข้มข้นตลอดหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าสุดท้ายแล้วทุกทีมก็ยังอยากพิชิตมันถ้ามีโอกาส

ไม่ได้มองว่าถ้วยนี้เป็นส่วนเกินหรือเป็นรายการที่น่ารำคาญจนคิดจะจัดตัวส่งเดชอย่างไรก็ได้

กับความรู้สึกของแฟนบอล แน่นอนครับมันคือรายการที่เราคงไม่ได้เห็นกุนซือส่งผู้เล่นชุดใหญ่เต็มทัพแบบ 100 เปอร์เซนต์ เว้นแต่จะตะลุยเข้าไปถึงนัดชิงที่เวมบลีย์นั่นอีกเรื่อง

แต่ในความที่ไม่ใช่การจัดทัพแบบเต็มสูบ มันก็เป็นโอกาสให้เราได้เห็นทีมของตัวเองในอีกภาพหนึ่ง

นักเตะสำรองหรือกระทั่งบรรดาเด็ก ๆ ที่อยู่ในสายตาโค้ชนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง มีแววแค่ไหนกันบ้าง

มันคือรายการที่เตะกันในปัจจุบัน แต่ทำให้เราพอจะมองเห็นภาพอนาคต

ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง หรือเถลไถลออกนอกทางบ้าง นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ที่แน่ ๆ มันก็เป็นความสนุกตื่นเต้นอีกแบบหนึ่งกับการได้เห็นอนาคตของทีมวิ่งไล่บอลอยู่ตรงหน้า

ลีกคัพ หรือ คาราบาว คัพ จึงเป็นโอกาสอันล้ำค่าสำหรับพวกเขา ในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และกระดูกเพื่อเติบโตขึ้นไป

แฟนบอลเองก็เช่นกัน

กับความรู้สึกที่เคยไม่อีนังขังขอบอะไรกับรายการนี้ จะตกรอบก็ไม่แคร์ จะเข้ารอบก็แค่อือฮึ ดีใจด้วย มันกลับค่อย ๆ กลายมาเป็นอยากเห็นทีมผ่านเข้ารอบไปเรื่อย ๆ ยิ่งลึกก็ยิ่งดี เพราะแต่ละรอบล้วนเป็นประสบการณ์ให้กับอนาคตของทีมเหล่านั้นทั้งสิ้น

และมันยังรวมถึงนักเตะชุดใหญ่คนอื่น ๆ ที่ต้องการเกมด้วยเช่นกัน บางคนเป็นตัวสำรอง บางคนเพิ่งหายเจ็บกลับมา

แฟนบอลคิดถึง และแน่นอน โค้ชที่ต้องรับผิดชอบผลงานของทีมโดยตรงย่อมยิ่งคิดถึง

ผมคิดว่าฟุตบอลคาราบาว คัพทุกวันนี้ได้รับความสนใจจากทีมต่าง ๆ และแฟนบอลมากขึ้น แต่ละทีมส่งผู้เล่นลงสนามในแต่ละรอบแบบเน้น ๆ กว่าเดิม

ประเภทที่ทิ้งรายการส่งเด็กเต็มเกือบทุกตำแหน่งไม่มีให้เห็นแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นนักเตะตัวจริงกับตัวสำรองจากทีมชุดใหญ่ผสมกัน บวกกับดาวรุ่งอีกจำนวนหนึ่ง 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง 4 คนบ้าง แต่หลาย ๆ คนเป็นดาวรุ่งที่ขึ้นชุดใหญ่แล้วอีกต่างหาก

ไม่ได้เห็นแล้วการส่งเด็กลงสนามเกือบยกทีม เว้นแต่คุณจะมีโปรแกรมเตะสโมสรโลกชนกันจนหลบไม่ได้จริง ๆ

13 ปีหลังสุดของรายการ คู่ชิงคือทีมจากพรีเมียร์ลีกผ่านเข้ามาห้ำหั่นกันเองทั้งสิ้น แบร๊ดฟอร์ด ซิตี้ จากลีกทูเมื่อปี 2013 คือทีมล่าสุดที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดแต่ฝ่าด่านเข้าไปถึงนัดชิง (แพ้ สวอนซี ซิตี้ ของ ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป 0-5)

20 จาก 21 ฤดูกาลหลังสุด คู่ชิงจะต้องมีทีมจากกลุ่ม Big 6 ทีมใดทีมหนึ่งเสมอ โดย 12 ครั้งในจำนวนนั้นเป็นการชิงกันเองระหว่าง ลิเวอร์พูล อาร์เซน่อล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ด้วย

และเพียงครั้งเดียวจาก 13 สมัยหลังสุดที่แชมป์ตกเป็นของทีมนอกกลุ่ม Big 6 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดทำได้เมื่อปี 2025

12 ครั้งที่เหลือแมนเชสเตอร์ ซิตี้กดไป 7 สมัย ลิเวอร์พูล 2 สมัย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2 สมัย และเชลซี 1 สมัย ส่วน สเปอร์ส กับ อาร์เซน่อล เข้าชิงแล้วแพ้ทีมละ 2 ครั้ง

จากเดิมที่ทีมลีกล่างค่อย ๆ ถูกริดทิ้งจากนัดชิงก่อน จากที่เคยเข้าชิงถึง 4 จาก 7 ฤดูกาลช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 (โบลตัน วันเดอเรอร์ส ปี 1995, มิดเดิลสโบรช์ ปี 1998, ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ปี 2000 และเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ปี 2001) เหลือแค่ได้ชิงเพียง 2 ครั้งจาก 25 ปีหลังสุด (คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ปี 2012 กับ แบร๊ดฟอร์ด ซิตี้ ปี 2013)

มันเริ่มขยายวงไปสู่ทีมนอกกลุ่ม Big 6 ของประเทศเริ่มถูกกีดกันจากความสำเร็จในรายการนี้บ้าง

นิวคาสเซิ่ลคือทีมนอกกลุ่ม Big 6 ทีมเดียวที่ได้แชมป์ลีก คัพในรอบ 13 ปีหลังสุด ขณะที่นับย้อนขึ้นไปในช่วงเวลา 13 ปีเท่ากัน เราได้เห็นทีมอย่าง สวอนซี ซิตี้ (2013) เบอร์มิงแฮม ซิตี้ (2011) มิดเดิลสโบรช์ (2004) แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (2002) และเลสเตอร์ ซิตี้ (2000) ได้ชูโทรฟี่

ไม่เพียงเท่านั้น ทีมนอกกลุ่ม Big 6 ที่เข้าไปถึงนัดชิงยังลดน้อยลงด้วย จาก 12 ทีมในรอบ 13 ปี (2000-2013) เหลือเพียงแค่ 5 ทีมเท่านั้นในรอบ 12 ปีต่อมา (2014-2026)

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาบอกกับเราว่า ทีมใหญ่เน้นกับรายการนี้มากขึ้น ด้วยคุณภาพองค์รวมที่ดีขึ้น ขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้น และการมองเห็นประโยชน์จากการประสบความสำเร็จในถ้วยนี้ชัดขึ้น

ยิ่งผ่านเข้ารอบลึกยิ่งขึ้น ยิ่งมีเกมเตะมากขึ้น นักฟุตบอลชุดสองหรือเด็กดาวรุ่งที่ต้องการเกม ต้องการประสบการณ์ ก็ยิ่งได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น

ชุดสองต่อชุดสองด้วยกัน หรือดาวรุ่งชนดาวรุ่งด้วยกัน ทีมใหญ่ย่อมได้เปรียบ จากคุณภาพนักเตะที่เหนือกว่าและขุมกำลังที่ใหญ่กว่า

กำลังจ่าย แรงดึงดูดเรื่องชื่อเสียง และเครือข่ายคอนเนกชั่นสำหรับการเสาะหานักฟุตบอลอายุน้อยฝีเท้าดี ทำให้ทีมใหญ่มีโอกาสกวาดนักเตะเก่ง ๆ เข้าทีมหรืออะคาเดมี่ของทีมได้มากกว่า

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2025 อาจจะบอกกับเราว่าไม่เสมอไปหรอก แต่ประวัติของรายการในภาพกว้างยืนยันว่ามันเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ

อาจจะไม่มีอีกแล้วก็ได้นะครับ วันวานที่เคยได้เห็นทีมอย่าง นอริช ซิตี้, อ๊อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด, ลูตัน ทาวน์ หรือ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ เป็นแชมป์เหมือนยุคทศวรรษ 1980 เข้าสู่ 1990

มิพักต้องพูดถึงทีมกลาง ๆ เล็ก ๆ อีกมากมายที่ผลัดกันได้เชยชมถ้วยแชมป์รายการนี้ย้อนขึ้นไปในยุคทศวรรษ 1970 หรือ 1960

สิ่งที่กำลังดำเนินไปอาจไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง "ทีมในกลุ่ม Big 6" vs "ทีมนอกกลุ่ม Big 6" ด้วยซ้ำ

มันเป็นการแข่งขันระหว่าง "ทีมในกลุ่ม Big 6" vs "ทีมในกลุ่ม Big 6" ด้วยกันเองมากกว่า

ฤดูกาลนี้ Big 6 ร่วงไปแล้ว 2

เหลืออีก 4.. กับอีก 3 ด่านสู่นัดชิงที่เวมบลีย์ 21 มีนาคม ปีหน้า

มาลุ้นกันครับว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาร์เซน่อล ลิเวอร์พูล และเชลซี จะไปได้ถึงไหนในการมะรุมมะตุ้มกับ 12 ทีมที่กำลังกลุ้มรุมพวกเขาในรายการฤดูกาลนี้

จะพ่ายแพ้ในที่สุด หรือเข้าอีหรอบเดิม อีกสักรอบสองรอบก็จะเห็นภาพชัดขึ้นล่ะครับ

#ตังกุย



ที่มาของภาพ : Gettyimages
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport