เรียบร้อยทีมงาน เมสซี่... อีกแล้วสิงโตคำราม โดนก่อนแล้วเอาคืนในช่วงท้ายเกม ส่ง อังกฤษ ไปชิงที่ 3 กับ ฝรั่งเศส อย่างเจ็บแสบ เสื้อสีน้ำเงินให้โชคยังคงความขลังอยู่ใช่มั้ย??
เปล่าหรอก... มันอยู่ที่หน้างานในสนาม อาร์เจนตินา มีคุณสมบัติที่จะชนะในเกม เช่นเดียวกันกับ อังกฤษ ก็มี เพียงแต่เลือกทางเดินที่เสี่ยงเกินไป สุดท้ายเลยต้องยอมรับสภาพผู้แพ้อีกครั้ง
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะมากถึงแท็กติกของทัพสิงโตคำราม:
ถ้า…
ถ้า…
โธมัส ทูเคิ่ล ไม่เล่นแบบนี้ น่าจะชนะได้ไปแล้ว
1. ครึ่งแรกของสิงโต
การจัดตัวส่ง มอร์แกน โรเจอร์ส ลงสนามถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่ดูจากเกมแพลนคือเน้นขึ้นเกมริมเส้นแล้วขยับเข้าใน เพื่อไปเล่นเป็นตัวรุกเบอร์ 10 คู่กับ จู๊ด เบลลิงแฮม
ครึ่งแรกชี้ชัดเจนว่า อังกฤษ สู้กับทัพฟ้าขาวได้ดีในเกมที่ยาก แม้ฝั่ง เมสซี่ จะเน้นเกมดุดัน มาใช้สไตล์บวกหนักทุกจังหวะ ไล่บี้ ถึงลูกถึงคน โดยเฉพาะลูกทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ (หรือสไตล์ดุดันตามแนวทาง)
รูปเกมสูสีและมีจังหวะขู่ได้ โดยเฉพาะ จู๊ด ที่เรียกฟาวล์ได้บ่อยครั้ง แต่เสียดายที่ลูกเซตพีซยังไม่ได้ผล ถือว่าอังกฤษทำได้ดีในเรื่องของเกมแพลน ที่สำคัญคือสามารถป้องกัน เมสซี่ และแผงเกมรุกเอาไว้ได้ ซึ่งจุดนี้คือสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้เลยในครึ่งหลัง นับตั้งแต่นาทีที่ 56 หลังจากพังประตูขึ้นนำ 1-0
2. รับได้แต่ต้องสวน
นาทีที่ 56-68: ก่อนช่วงไฮเดรชั่น เบรก (Hydration Break) อังกฤษเลือกที่จะรับล้วนๆ ทัพฟ้าขาวเปิดฉากโจมตีเข้าใส่ ส่วนสิงโตคำรามก็เชื้อเชิญให้บุก โดนกดหัวอยู่ฝ่ายเดียว และ เมสซี่ ก็เริ่มแผลงฤทธิ์ทันที ผมนั่งอ่านคอมเมนต์ของ เวย์น รูนีย์ เขาบอกเลยว่า “อย่าเล่นอย่างนี้“
นาทีที่ 72: หลังช่วงเบรกดื่มน้ำ ทูเคิ่ล ตัดสินใจถอดตัวรุกออกแล้วส่งตัวรับอย่าง เอซรี่ คอนซ่า ลงมาแทน แอนโทนี่ กอร์ดอน ปรับมาใช้ระบบหลัง 5 เล่นในแผน 5-3-2 แล้วหลังจากนั้นก็ตั้งรับแบบไม่มีพัก โงหัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว
นาทีที่ 82: ขยับเปลี่ยนตัวส่ง นิโก้ โอไรลี่ และ แดน เบิร์น ลงสนาม แต่ถัดมาแค่ 3 นาที อังกฤษก็โดนประตูตีเสมอ 1-1 จากมันสมองอันอัจฉริยะของ เมสซี่ ที่เล่นสั้น จี้เข้ามุมเขตโทษ ดึงเอา เอลเลียต แอนเดอร์สัน มารุมแบบ 2 ต่อ 1 ก่อนที่ เมสซี่ จะหลอกว่าจะครอสเข้าใน แต่กลับจ่ายบอลเรียดมาที่หน้าเขตโทษให้ เอนโซ่ เฟอร์นันเดซ ที่ยืนอยู่ว่างๆ แต่งบอลแล้วยิงซวบเข้าไป โมเมนตัมพลิกกลับไปทางฝั่งฟ้าขาวหมดสิ้น
นาทีที่ 90+2: สกอร์ไหลเป็น 2-1 จากจังหวะที่ เมสซี่ โยกออกทางขวาแล้วครอสบอล บอลลอยข้ามหัว จอห์น สโตนส์ ไปถึงหัวของ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ขยับโขกเต็มๆ หัว... จบข่าวทันที!
โคตรแม่นยำ... แม้จะเป็นการเปิดด้วยเท้าขวาของ เมสซี่ ก็ตาม
3. เมสซี่ “GOAT”
แม้ในช่วง 45 นาทีแรกจะไม่ได้มีบทบาทกับเกมมากนัก และเสียบอลไปถึง 15 ครั้ง แต่… เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาได้โอกาส เขาจะเปลี่ยนเป็นประตูลำค่าทันที
จาก 12 ประตู ที่อาร์เจนตินาทำได้ (หรือผลงานรวม) เป็นผลงานที่มาจาก เมสซี่ โดยตรงถึง 8 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์ ความแม่นยำในการจ่ายบอลของเขานั้นสุดยอด ทั้งลูกเตะมุม, การโยนจากด้านข้าง, การจ่ายบอลเรียด, การทำชิ่ง รวมถึงการเล่นหน้าไลน์ เลี้ยงบอลเพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้เพื่อนร่วมทีมและเรียกฟาวล์ เขาพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่ทีมได้ประโยชน์ตลอดเวลา ในวัย 39 ปี เขากลับเล่นได้อย่างสุดยอด ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากมันสมองและเทคนิคล้วนๆ
อังกฤษ จึงไม่ได้แพ้ อาร์เจนตินา
แต่ อังกฤษ แพ้ ลิโอเนล เมสซี่
มีคำถามเกิดขึ้นว่า… ถ้า โธมัส ทูเคิ่ล ไม่เลือกเกมแพลนแบบนี้ พวกเขาจะสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้หรือไม่?
คำตอบคือ… ไม่มีใครรู้ได้ครับ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้น เอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงหน้าดีกว่า ทัพฟ้าขาวมี เมสซี่ และพวกเขาเจ๋งกว่าอังกฤษในแมตช์นี้... นี่คือเรื่องจริงครับ
#JACKIE