กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงทันที หลังมีกระแสข่าวว่า จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า อาจพิจารณาเพิ่มจำนวนทีมในฟุตบอลโลก 2030 จาก 48 ทีมเป็น 64 ทีม
เหตุผลหลักก็คือ ฟีฟ่าอยากให้หลายชาติได้มีโอกาสไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากขึ้น
คำถามคือ โอกาสที่เพิ่มขึ้นนี้ มันรวมถึงทีมชาติไทยของเราด้วยจริงไหม?
1. มุมมองคนใน โอกาสใหม่ที่น่าลงทุน
เมื่อไมค์ถูกจ่อไปที่ แอนโธนี่ ฮัดสัน กุนซือทัพช้างศึกชาวอังกฤษ เขามองเรื่องนี้ในแง่บวกตามสไตล์โค้ชอาชีพที่มีประสบการณ์ผ่านงานสมาคมฟุตบอลมาหลากหลายประเทศ
ฮัดสันบอกว่า "ในมุมของทีมชาติระดับเรา การเพิ่มทีมคือข้อดีครับ มันสร้างมูลค่าและโอกาสในเชิงบวกอย่างมาก ทั้งในแง่การลงทุน ภาพรวมของประเทศที่มีต่อทัวร์นาเมนต์ และที่สำคัญมันคือแรงกระตุ้นชั้นดีสำหรับชาติที่อันดับโลกไม่ได้สูงนัก ให้หันกลับมาพัฒนาลีกลูกหนังและระบบเยาวชนอย่างจริงจัง"
ฟังแล้วก็พอมีความหวังว่า โอกาสของทีมชาติไทยอาจจะเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม
2. เอเชียยังห่างจากระดับโลกแค่ไหน?
แต่ก้าวข้ามจากห้องแถลงข่าวแล้วลองหันมามองโลกความเป็นจริงกันนิดนึงครับ ฟุตบอลโลก 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม) โซนเอเชียได้โควตามากถึง 8 ทีมครึ่ง ชาติมหาอำนาจหน้าเดิมๆ อย่าง ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และอิหร่าน กอดคอกันเข้ารอบสุดท้ายแบบชิลๆ
แถมยังมี จอร์แดน, อุซเบกิสถาน และ อิรัก ที่ฟอร์มดุถึงขั้นไปเพลย์ออฟชนะโบลิเวียจากอเมริกาใต้คว้าตั๋วมาได้
ทว่า... ผลลัพธ์ในรอบสุดท้าย? ชาติจากเอเชียไปไกลที่สุดเพียงแค่รอบ 32 ทีมเท่านั้น ก่อนจะกอดคอตกรอบกันเรียบวุธ มันสะท้อนให้เห็นว่า ขนาดเราคัดหัวกะทิที่ดีที่สุดของทวีปไปชนกับระดับโลก มาตรฐานก็ยังห่างกันอยู่หนึ่งช่วงตัว
3. ต่อให้เพิ่ม ไทยก็ไม่ได้ยืนอยู่หน้าสุด
สมมติว่าปี 2030 ฟีฟ่าใจดีปัดเศษเพิ่มโควตาให้เอเชียอีกในระบบ 64 ทีม คำถามคือ เราพร้อมจะแซงคิวคนอื่นแล้วหรือยัง?
ลองกวาดสายตามองเพื่อนร่วมทวีปที่พลาดตั๋วในครั้งที่ผ่านมาดูครับ โอมาน, ยูเออี, จีน, คูเวต, บาห์เรน, ปาเลสไตน์, เกาหลีเหนือ หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ที่ยกระดับทีมจนทะลุเข้าถึงรอบที่ 4 ในการคัดเลือกครั้งล่าสุด ทีมเหล่านี้คือกระดูกชิ้นโตที่ขวางหน้าเราอยู่ทั้งสิ้น
ในขณะที่ช้างศึกของเรา ตกรอบไปตั้งแต่ไก่โห่ในรอบสอง นี่ยังไม่นับ เวียดนาม คู่ปรับตลอดกาลที่พร้อมจะกลับมาทวงแค้นทุกเมื่อ
4. อีก 4 ปีข้างหน้า ใครเป็นแกนหลัก?
มาดูขุมกำลังในอีก 4 ปีข้างหน้ากันบ้าง ในปี 2030 กลุ่มนักเตะสายเลือดใหม่และกลุ่มที่ค้าแข้งต่างแดนจะกลายเป็นแกนหลักเต็มตัว ลองคำนวณอายุดูก็จะเห็นภาพชัดขึ้น
ในทางกลับกัน ยุคทองของ 4 ทหารเสืออย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ (37 ปี), สารัช อยู่เย็น (38 ปี), ธีราทร บุญมาทัน (40 ปี) และ ธีรศิลป์ แดงดา (42 ปี) คงถึงเวลาบั้นปลายหรือแขวนสตั๊ดไปเรียบร้อยแล้ว โจทย์ยากคือ เด็กๆ เจนใหม่จะสามารถแบกรับความกดดันและยกระดับมาตรฐานทดแทนรุ่นพี่ได้ทันเวลาหรือไม่
5. โควตาเพิ่ม ไม่ได้แปลว่าทางสะดวก
กระแสในโซเชียลตอนนี้แตกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่า โอกาสทองมาถึงแล้ว ไม่ต้องฝันค้างอีกต่อไป
ส่วนอีกฝ่ายมองโลกตามจริงว่า ต่อให้เพิ่มเป็น 64 ทีม ด้วยโครงสร้างและปัจจัยที่เป็นอยู่ เราก็ยังดีไม่พอ
สำหรับผม โอกาสที่ฟีฟ่าหยิบยื่นให้น่ะมันของจริงครับ ไม่เถียงเลย เราสามารถตั้งเป้าหมาย วางแผนโรดแมป หรือจัดทัพนักเตะรอกันตั้งแต่เนิ่นๆ ได้เลย
แต่โปรดอย่าลืมว่า ชาติอื่นๆ เขาก็ไม่ได้นั่งรอความหวังอยู่เฉยๆ
หลายชาติในตะวันออกกลาง รวมถึงทีมใหญ่ที่พลาดตั๋วรอบนี้ คงเริ่มวางแผนสำหรับปี 2030 กันไปแล้ว
การมีความฝันเป็นเรื่องที่ดีครับ เชียร์ให้สุดใจ อวยให้เต็มที่ แต่อยากให้เผื่อใจไว้บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วย
แน่นอนว่าถ้าวันนั้นมาถึง วันที่ไทยได้ไปยืนบนเวทีโลกจริงๆ ผมคนหนึ่งล่ะที่จะตะโกนให้สุดเสียงว่า "บอลไทยไปบอลโลกได้แล้วโว้ยยยยยย!"
ทว่า... ก่อนจะไปถึงคำว่า "โว้ย" วันนี้เราเริ่มลงมือทำอะไรที่มันจับต้องได้แล้วหรือยัง? นั่นแหละครับท่านผู้อ่าน!
#กอล์ฟเบนเทเก้