จริงๆ แล้ว อังกฤษ VS อาร์เจนตินา ไม่ใช่คู่ดวลคลาสสิกโดยตรงในโลกฟุตบอลเหมือนอย่าง อังกฤษ-เยอรมนี หรือ อังกฤษ-ฝรั่งเศส.... กระนั้นคู่นี้กลับมีสตอรี่ให้พูดถึงกันเยอะมาก นับตั้งแต่ปี 1982 ในประเด็นเรื่องเกาะฟอล์กแลนด์ จนกระทั่งมาพบกันในฟุตบอลโลกปี 1986 และ 1998 มันเลยกลายเป็นประเด็นเดือดในโลกฟุตบอลมาโดยตลอด
โดยเฉพาะในปี 1986 กับตำนาน "หัตถ์แห่งพระเจ้า" (Hand of God) ที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า กระโดดชกบอลข้ามหัว ปีเตอร์ ชิลตัน ก่อนจะโชว์โซโล่เดี่ยวจากแดนตัวเองหลบผู้เล่นอังกฤษไป 5 คน แล้วจิ้มผ่าน ชิลตัน เข้าไปให้ทีมนำ 2-0 แม้ อังกฤษ จะไล่มาเป็น 2-1 แต่ก็ไม่ทัน... ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปในที่สุด และปีนั้นทัพ "ฟ้าขาว" ก็ก้าวไปคว้าแชมป์โลก 1986 ซึ่งเป็นสมัยที่ 2 ของสโมสร
ต่อมาในปี 1998 ทั้งคู่โคจรมาเจอกันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย... นัดนี้ อังกฤษ แพ้จุดโทษ ซึ่งเป็นนัดแจ้งเกิดของ ไมเคิ่ล โอเว่น ที่กระชากบอลจากครึ่งสนามก่อนหลุดเข้าไปยิงประตูสุดสวย.... แต่เกมนั้น เดวิด เบ็คแฮม โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม จากจังหวะที่เขานอนอยู่บนพื้นแล้วเอาเท้าไปตวัดโดนขาของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ซึ่งจังหวะนั้นไม่ได้หนักหนาอะไรเลย.... เหมือนเป็นการกวนประสาทเล่นๆ ปรากฏว่าผู้ตัดสิน คิม มิลตัน นีลเซ่น แกไม่เล่นด้วย ชูใบแดงไล่ขวัญใจมหาชนออกจากสนามทันที
แม้ในเกมอังกฤษจะไม่แพ้ แต่สื่ออังกฤษมองว่าถ้าตัวผู้เล่นเท่ากัน 11 ต่อ 11 คงไม่ต้องไปลุ้นถึงขั้นยิงจุดโทษ และอังกฤษน่าจะมีโอกาสชนะที่ดีกว่า เดวิด เบ็คแฮม จึงกลายเป็นแพะรับบาปในเกมนั้น จากการพาดหัวข่าวอันโด่งดังของ เดลี่ มิร์เรอร์ (Daily Mirror) ว่า: "10 Heroic Lions, One Stupid Boy"
ส่วนในปี 2002 รอบแบ่งกลุ่มนั้นไม่มีอะไรฝังใจมากนัก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ไปทำฟาวล์ ไมเคิ่ล โอเว่น ก่อนหมดครึ่งแรก และเป็น เบ็คแฮม ที่รับหน้าที่สังหารจุดโทษช่วยให้ อังกฤษ ชนะไป 1-0 เที่ยวเหนือทัพฟ้าขาวเสียรังวัดตกรอบแรกไปอย่างช็อกโลก
ปมประวัติศาสตร์ เกาะฟอล์กแลนด์
มาถึงเที่ยวล่าสุดนี้... ฝั่งฟ้าขาวยังคงมีเรื่องติดค้างในใจ โดยเฉพาะเรื่องเกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่ในปี 1982 รัฐบาลทหารของอาร์เจนตินาได้ส่งกองทัพบุกยึดเกาะ เนื่องจากตอนนั้นคะแนนนิยมของรัฐบาลกำลังตกต่ำ เลยต้องการหาเรื่องปลุกกระแสรักชาติขึ้นมา โดยคิดว่าอังกฤษคงจะไม่ตอบโต้อะไร
ปรากฏว่านายกรัฐมนตรี มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ไม่ยอม สั่งการให้กองทัพเรือเดินหน้าเดินทางไกลกว่าหมื่นกิโลเมตร รวมทั้งระดมกองกำลังในทะเลแถวๆ นั้น จัดการปราบกองทัพอาร์เจนตินาได้สำเร็จภายในเวลา 74 วัน ยึดเกาะฟอล์กแลนด์คืนกลับมาได้สำเร็จ
หนนั้น แธตเชอร์ ได้รับเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ (ยกเว้นพวกสเก๊าเซอร์) ว่าคือนางสิงห์เหล็กที่แข็งแกร่งเกินชาย ช่วงนั้นนักเตะอาร์เจนตินาที่มาค้าแข้งในอังกฤษอย่าง ออสซี อาร์ดิเลส และ ริคกี้ บีย่า สองดาวเตะทีมชาติที่อยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต่างก็โดนแรงกดดันอย่างหนักหน่วงไปด้วย
หลังปฏิบัติการยึดเกาะฟอล์กแลนด์จบลง คนอาร์เจนตินายังคงค้างคาใจและคิดว่าเกาะฟอล์กแลนด์เป็นของพวกเขาเสมอ ที่นั่นถูกเรียกในภาษาสแปนิชว่า Malvinas (มัลบีนาส)
เสียงเพลงปลุกใจบนสเตเดี้ยม
เรามักจะได้ยินเสียงตะโกนร้องเพลงปลุกใจของหมู่แฟนบอลอาร์เจนตินา และเหล่านักเตะก็เอาร่วมร้องด้วยเพื่อยืนยันสิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งได้ยินกันบ่อยๆ ล่าสุดในฟุตบอลโลกหนนี้นี่แหละ:
"For the Malvinas, for Diego, for Leo's last one,"
อันนี้คือเนื้อเพลงล่าสุดหลังจบเกมที่เอาชนะสวิตเซอร์แลนด์มาได้ แฟนๆ บนอัฒจันทร์ต่างร่วมใจกันร้องดังลั่นสนาม และไม่ต้องห่วงเลยว่าคืนนี้ในแมตช์สำคัญจะมีเสียงเพลงนี้อีกแน่... เผลอๆ อาจจะมีป้ายผ้าแสดงความรู้สึกเรื่องนี้ออกมาให้เห็นด้วย
ถ้าแฟนๆ ฟ้าขาวอยากชำระแค้นเรื่องฟอล์กแลนด์ แฟนบอลอังกฤษก็คงคิดไม่ต่างกันในเรื่อง "หัตถ์แห่งพระเจ้าของมาราโดน่า" มันถึงเวลาที่จะต้องชำระบัญชีแค้นกันแล้วหรือยัง?
บังเอิญเหลือเกินที่คู่นี้โคจรมาเจอกันในรอบใหญ่ยักษ์ โดยผู้ชนะจะได้ตั๋วผ่านเข้าไปชิงถ้วยชนะเลิศกับ สเปน ทั้งสองทีมต่างก้าวผ่านทางมาด้วยฟอร์มที่กระท่อนกระแท่นคนละแบบ ฝั่งฟ้าขาวมี ลิโอเนล เมสซี่ ผู้บันลัยชัยและบันดาลชัยชนะให้ทีมได้เสมอ ส่วนฝั่งอังกฤษเล่นเพื่อผลลัพธ์ในการชนะ สามารถยิงประตูได้โดยที่ทีมไม่ต้องเล่นดี จู่ๆ ก็ยิงประตูได้ขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
อังกฤษ VS อาร์เจนตินา ในฟุตบอลโลก 2026 หนนี้ ถือเป็นการรวมสตอรี่ตลอด 44 ปีที่ผ่านมา พอฟัดพอเหวี่ยงที่จะเป็นบิ๊กแมตช์ที่คนทั้งโลกต้องเฝ้าจับตาดู ทีมไหนกันแน่ที่จะได้เข้าไปลุ้นแชมป์ฟุตบอลโลก... อังกฤษ หรือ อาร์เจนตินา? แฟนๆ คิดว่าทีมไหนจะได้ไปเจอสเปนครับ
#JACKIE