เจาะลึกเบื้องหลัง หลุยส์ เดอ ลา ฟวนเต้ ปฏิวัติ 'ติกิ-ตาก้า' สู่ สเปนเวอร์ชัน 2.0 ที่ดุดัน รวดเร็ว และอันตรายในแนวลึก พร้อมถอดสูตรสร้างทีมและบทบาทของ โรดรี้ มิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในโลก
หากเราพูดถึง ทีมชาติสเปน ภาพจำที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจแฟนบอลคือความงดงามของ "ติกิ-ตาก้า" ในยุค 2008-2012 ที่ส่งให้พวกเขาเป็นราชาลูกหนังโลก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ "ลา โรฆา" ติดอยู่ในกรงขังของความพยายามครองบอลมากเกินไป จนไร้เขี้ยวเล็บในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ช่วงหลัง ๆ
จนกระทั่งการมาของ หลุยส์ เดอ ลา ฟวนเต้ ที่ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง พร้อมกับภารกิจ "รีบูต" อัตลักษณ์ฟุตบอลสเปนให้กลายเป็นเวอร์ชัน 2.0 ที่ดุดัน รวดเร็ว และอันตรายยิ่งกว่าเดิม
SIAMSPORT จะขออาสาพาทุกท่านไปเจาะลึกการสร้างทีมของบุรุษผู้เงียบขรึมคนนี้ ว่าเขาทำอย่างไรให้ สเปน กลับมาเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจอมากที่สุดในโลกอีกครั้ง? ติดตามพร้อมกันที่นี่
ครูผู้เติบโตมาพร้อมกับศิษย์
ความลับประการแรกของ สเปน ยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแท็กติกที่ซับซ้อน แต่คือ "ความสัมพันธ์"
เดอ ลา ฟวนเต้ ไม่ได้มีประวัติการคุมสโมสรยักษ์ใหญ่ที่โชกโชนเหมือน หลุยส์ เอ็นริเก้ หรือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่เขาคือ "ครู" ที่คลุกคลีอยู่ในระบบเยาวชนของสเปนมานานหลายปี
เขาเคยคุมทีมชุด U19, U21 และชุดโอลิมปิก จนกวาดแชมป์มานับไม่ถ้วน
ความพิเศษคือเขารู้จักนักเตะถึง 90% ในทีมชุดปัจจุบันมาตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็ก
"พวกเราเติบโตมาด้วยกัน และความสัมพันธ์นี้มันไปไกลกว่าคำว่าโค้ชกับนักเตะ มันคือความเชื่อมั่นที่ไม่มีใครสั่นคลอนได้" เดอ ลา ฟวนเต้ กล่าวถึงจุดแข็งที่สุดของทีม
เบื้องหลังความแข็งแกร่งนี้ยังมีความเป็นมนุษย์ที่ลึกซึ้ง เขาเป็นคนที่เคร่งครัดในความเชื่อและมักจะสวดมนต์ขอพรทุกวัน
โดยเฉพาะการระลึกถึง ออสการ์ พี่ชายผู้ล่วงลับที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เขาพาบทเพลงแห่งชัยชนะนี้ไปให้ไกลที่สุด
การผ่าตัดแท็กติก (ติกิ-ตาก้า)
สเปน 2.0 ของ เดอ ลา ฟวนเต้ ไม่ได้ทิ้งการครองบอล แต่พวกเขาเลือกที่จะ "ไม่ครอบครองบอลเพียงเพื่อการปรบมืออีกต่อไป"
ปรัชญาใหม่ของเขาคือการเพิ่มการโจมตีในแนวลึกมากขึ้น
เพราะหากคู่แข่งถอยไปตั้งรับลึก สเปน จะใช้การครองบอลที่แม่นยำดึงคู่แข่งให้ออกมา แล้วใช้ "อาวุธหนัก" ที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือปีกธรรมชาติที่มีความเร็วและเทคนิคสูง
ต่างจากยุคก่อนที่มักใช้กองกลางตัวทำเกมไปยืนริมเส้นเพื่อเน้นการต่อบอล
ในยูโร 2024 สเปน กลายเป็นทีมที่ทำสถิติยิงประตูได้มากที่สุดถึง 15 ประตู และชนะรวด 7 นัดโดยไม่ต้องพึ่งพาการดวลจุดโทษ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสไตล์ใหม่นี้มีประสิทธิภาพเพียงใด
ศูนย์กลางจักรวาลที่ชื่อ "โรดรี้"
ในขณะที่แดนหน้ามีเด็กวัยรุ่นคอยอาละวาด หัวใจสำคัญที่คอยคุมจังหวะของทั้งทีมยังคงเป็น "โรดรี้" มิดฟิลด์ตัวเก่งของ แมนซิตี้
เดอ ลา ฟวนเต้ ยกย่องว่า โรดรี้ คือผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมเสมอ
เขาคือผู้สืบทอดตำแหน่งของ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ แต่เพิ่มความดุดันและการทำประตูจากแถวสองเข้ามา ทำให้แดนกลางของ สเปน ดูแข็งแกร่งและครบเครื่องยิ่งกว่าเดิม
สเปนเวอร์ชัน 2.0 คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทคนิคที่สืบทอดมาจากรุ่นพี่ 2010 กับความกระหายและความดุดันของคนรุ่นใหม่
พวกเขาไม่กลัวที่จะเสียการครองบอลในบางจังหวะเพื่อแลกกับการเข้าทำที่เด็ดขาด
ภายใต้การนำของเดอ ลา ฟวนเต้ สเปน ไม่ได้แค่เล่นฟุตบอลที่สวยงาม แต่พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลที่ "คว้าชัยชนะ"
จึงไม่แปลกใจที่พวกเขาจะสามารถล้มทีมเต็งแชม์อย่าง ฝรั่งเศส ได้และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้
ตัน กวาร์ดิโอล่า