ฟุตบอลของคนตัวเล็ก : ปรัชญา "Tiki-Taka" ที่พาสเปนขึ้นครองบัลลังก์โลก

ฟุตบอลของคนตัวเล็ก : ปรัชญา "Tiki-Taka" ที่พาสเปนขึ้นครองบัลลังก์โลก
ย้อนรอยจุดจบยุคครองโลกของทีมชาติสเปน (2008-2012) ถอดรหัส 3 แท็กติกเด็ดที่คู่แข่งใช้ทำลายระบบ 'ติกิ-ตาก้า' พร้อมเปิดเบื้องหลังรอยร้าว เอล กลาซิโก้ ที่ตอกฝาโลงในฟุตบอลโลก 2014

“ฟุตบอลคือเกมที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง” 

วลีคลาสสิกนี้ยังคงเป็นจริงเสมอในโลกแห่งการฟาดแข้ง

ในช่วงปี 2008-2012 ไม่มีชาติใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่า สเปน พวกเขาเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม ให้กลายเป็นเจ้าจักรวาลด้วยการคว้าแชมป์เมเจอร์ 3 รายการติดต่อกัน (ยูโร 2008, บอลโลก 2010 และ ยูโร 2012)

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงจุดสูงสุด ประวัติศาสตร์มักจะขีดเขียนบทใหม่ให้เกิดการล่มสลายเสมอ 

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ยุคทองของสเปนสิ้นสุดลง? และคู่แข่งใช้ "กุญแจ" ดอกไหนไขประตูบุกทำลายระบบที่เคยถูกเรียกว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก?

ร่วมติดตามเรื่องราวพร้อมกันที่ SIAMSPORT

รากฐานจากคัมภีร์ "โททัล ฟุตบอล"

ก่อนจะเข้าใจจุดจบ เราต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นกันสะก่อน สไตล์ "ติ๊กกี้-ตาก้า" (Tiki-Taka) ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่มันคือวิวัฒนาการของ "โททัล ฟุตบอล" จากเนเธอร์แลนด์ที่ โยฮัน ครัฟฟ์ นำมาปลูกฝังไว้ที่ บาร์เซโลน่า

หัวใจของมันคือการครองบอล, การใช้ระยะรับ-ส่งบอลที่สั้นและแม่นยำ และการเคลื่อนที่หาพื้นที่ว่างอย่างต่อเนื่อง

สเปน ในยุคนั้นไม่ได้เน้นพละกำลัง แต่เน้น "มันสมอง" และ "เทคนิค" ของเหล่ามิดฟิลด์ร่างเล็กอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า ที่ทำให้คู่แข่งรู้สึกเหมือนกำลัง "วิ่งไล่จับวิญญาณ"

"รหัสลับ" ถูกถอด : 3 กลยุทธ์แก้ทางสเปน

ความพ่ายแพ้ต่อ สหรัฐอเมริกา ในคอนเฟเดอเรชันส์ คัพ 2009 คือสัญญาณเตือนครั้งแรก

และตามมาด้วยความปราชัยต่อ สวิตเซอร์แลนด์ ในนัดเปิดสนามบอลโลก 2010 แม้ สเปน จะกลับมาคว้าแชมป์ได้ แต่โลกได้เห็นแล้วว่า "ติ๊กกี้-ตาก้า" ไม่ใช่อาวุธที่ทำลายไม่ได้

เหล่ากุนซือคู่แข่งเริ่มใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้เพื่อสยบกระทิงดุ 

ยกตัวอย่างให้คุณเห็นภาพง่าย ๆ อย่าง บ็อบ แบรดลีย์ (สหรัฐฯ) และ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ (สวิตเซอร์แลนด์) ใช้การยืนตำแหน่งแบบ 4-4-2 ที่เน้นความแคบในแดนกลาง บังคับให้ สเปน ต้องถ่ายบอลออกริมเส้นซึ่งไม่ใช่จุดถนัด เมื่อพื้นที่ตรงกลางถูกปิด รัศมีการจ่ายบอลอันตรายของ ชาบี ก็ถูกจำกัดลง

ยังไม่รวม เนเธอร์แลนด์ ในนัดชิงปี 2010 ใช้การเล่นที่รุนแรงเข้าข่มขวัญ (เช่น ลูกเตะยอดอกของ ไนเจล เดอ ยอง) แม้จะดูไม่สวยงาม แต่แผนนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายจังหวะ และสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้เล่นสเปนที่มีสรีระเสียเปรียบ

ลามมาถึงในระดับสโมสรอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ของ จุ๊ปป์ ไฮน์เกส ที่โชว์ให้โลกดูว่าวิธี "ฆ่า" บาร์เซโลน่า เป็นอย่างไร (ซึ่งเป็นโมเดลทีมชาติ) ด้วยผลสกอร์ 4-0 ในปี 2013 โดยเน้นการบีบพื้นที่อย่างรวดเร็ว จนผู้เล่น สเปน ตั้งตัวไม่ติด และใช้การโจมตีแนวลึกที่รวดเร็วเมื่อแย่งบอลได้

ความเสื่อมถอยจากภายใน 

นอกเหนือจากแท็กติกคู่แข่ง ปัจจัยภายในก็สำคัญไม่แพ้กัน ความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่าง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้สร้างรอยร้าวในแคมป์ทีมชาติ

ความเป็นอริที่ถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติดเกือบจะทำลายสปิริตทีม ถ้าไม่ได้ลูกเก๋าของอิเกร์ กาซิยาส และชาบี ที่พยายามประสานรอยร้าวเพื่อชาติ

นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่ ฟุตบอลโลก 2014 ขุนพลชุดแชมป์เริ่มเข้าสู่ช่วงโรยรา การขาดหายไปของ ดาบิด บีย่า (ที่บาดเจ็บ) และฟอร์มที่ตกลงของ เฟร์นานโด ตอร์เรส ทำให้ สเปน ขาด "เขี้ยวเล็บ" ในการจบสกอร์

จนกระทั่งความพ่ายแพ้ต่อเนเธอร์แลนด์ 1-5 และชิลี 0-2 ในปี 2014 คือการตอกฝาโลงยุคทองอย่างเป็นทางการ

เกราร์ด ปิเก้ เคยยอมรับว่า ทีมชาติสเปน เริ่มตกเป็น "ทาสของระบบ" จนขาดความหลากหลาย

อย่างไรก็ตาม ปรัชญานี้ไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกปรับปรุงให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ที่เน้นพละกำลังและความเร็วมากขึ้น สังเกตได้จาก แมนซิตี้ ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มีทั้งการครองบอลและการเล่นที่หลากหลาย

สุดท้ายแล้ว เรื่องราวยุคทองสเปน ความสำเร็จไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อคุณหยุดนิ่ง โลกจะหาทางแซงหน้าคุณเสมอนั่นเอง

ตัน กวาร์ดิโอล่า 



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport