เปิดแผนแม่บท! ญี่ปุ่นวางยุทธศาสตร์ล่าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2050

เปิดแผนแม่บท! ญี่ปุ่นวางยุทธศาสตร์ล่าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2050
เจาะลึกวิสัยทัศน์ 100 ปีของทัพซามูไรบลู จากทีมรองบ่อนสู่มหาอำนาจลูกหนังเอเชีย พร้อมเปิดกลยุทธ์สร้างระบบอะคาเดมี่และเจลีกให้แข็งแกร่ง เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการผงาดคว้าแชมป์โลกในอนาคต

ยินดีด้วยครับ ผมได้รับเนื้อหาเรียบร้อยแล้ว ในฐานะผู้ช่วยบรรณาธิการ ผมได้ทำการตรวจทานคำผิด เว้นวรรค ปรับปรุงโครงสร้าง (Formatting) ให้เป็นระเบียบ และคงเนื้อหาเดิมไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ท่านต้องการครับ

เป้าหมายแชมป์โลกปี 2050: ความพิเศษของระบบการพัฒนาวงการฟุตบอลญี่ปุ่น

แม้ว่า ญี่ปุ่น ต้องจอดป้ายแค่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก 2026 แต่ผลงานของพวกเขาถือว่าโดดเด่นมาก และน่าจะเรียกได้ว่าเป็นทีมระดับโลกไปแล้ว ซึ่งชาติจากยุโรป, อเมริกาใต้ และแอฟริกา หากไม่เจ๋งจริง ก็ยากที่จะปราบทัพ "ซามูไรบลู" ได้

ขุนพลเลือดบูชิโดผ่านรอบแบ่งกลุ่มแบบไร้พ่าย พร้อมทะลุเข้าสู่รอบน็อกเอาต์เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน แต่น่าเสียดายที่พวกเขาเจอด่านสุดหินในการดวลกับ บราซิล ซึ่งสู้ได้อย่างสูสีและพ่ายไปแบบเฉียดฉิว 2-1 ทำให้ภารกิจในการผ่านเข้าสู่รอบลึก ๆ ยังคงไม่สำเร็จ

แม้จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย แต่มันไม่ใช่จุดจบ เพราะจริง ๆ แล้ว ญี่ปุ่นมีการกำหนดเส้นทางเอาไว้อย่างชัดเจนมานานหลายปีแล้วว่า เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาก็คือ การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกภายในปี 2050!!!

แม้เป้าหมายดังกล่าวจะดูทะเยอทะยานอย่างยิ่ง แต่เบื้องหลังคือแผนพัฒนาฟุตบอลอย่างเป็นระบบ ซึ่งกำลังเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน

นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นก้าวจากชาติฟุตบอลนอกสายตาสู่การเป็นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังของเอเชีย และปัจจุบันกำลังตั้งเป้าขยับขึ้นไปสู่ระดับแนวหน้าของโลก

ทั้งหมดนี้เกิดจากยุทธศาสตร์ลูกหนังที่ญี่ปุ่นวางเอาไว้อย่างชัดเจน และแสดงให้เห็นผลแล้วตลอดช่วงกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

จากทีมรองบ่อนของเอเชีย สู่การปฏิวัติหลังฟุตบอลโลก 1998

ก่อนช่วงต้นทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นแทบไม่มีบทบาทในวงการฟุตบอล ไม่มีลีกอาชีพ ไม่มีระบบอะคาเดมี่ที่แข็งแกร่ง และทีมชาติก็เป็นเพียงหนึ่งในทีมรองบ่อนของเอเชีย โดยก่อนปี 1988 พวกเขาไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย (เอเชียน คัพ) เลย

การไปฟุตบอลโลกจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน แม้แต่ เกาหลีเหนือ ยังเคยสร้างประวัติศาสตร์ในฟุตบอลโลกปี 1966 ขณะที่ญี่ปุ่นทำได้เพียงเฝ้ามอง

อย่างไรก็ตาม การได้ไปเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1998 กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปลี่ยนทัศนคติของคนทั้งประเทศต่อกีฬาฟุตบอล และเป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่ให้วงการลูกหนังญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านั้น ทีมชาติญี่ปุ่นแทบเป็นทีมสมัครเล่น ความสำเร็จระดับนานาชาติมีเพียงเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 1968

กระทั่งช่วงต้นทศวรรษ 1990 สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (เจเอฟเอ) ตัดสินใจปฏิรูปวงการฟุตบอลครั้งใหญ่ ด้วยการยุบลีกกึ่งอาชีพเดิม และก่อตั้ง เจลีก ลีกฟุตบอลอาชีพขึ้น พร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ฟุตบอลได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนอย่างจริงจัง

ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อปี 1992 ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพเอเชียน คัพ และสร้างเซอร์ไพรส์คว้าแชมป์ได้ทันที ทั้งที่เพิ่งเข้าร่วมรายการนี้เป็นเพียงครั้งที่สอง

จากนั้นในปี 1998 ญี่ปุ่นก็สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก แม้ "ซามูไรบลู" จะพ่ายแพ้ทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ต่ออาร์เจนตินา 0-1, โครเอเชีย 0-1 และจาเมกา 1-2 แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการฟุตบอลญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นตระหนักว่า หากต้องการก้าวขึ้นไปแข่งขันกับทีมชั้นนำของโลก การมีเพียงลีกอาชีพหรือผู้เล่นฝีเท้าดีไม่กี่คนย่อมไม่เพียงพอ สิ่งที่ประเทศต้องการคือ ระบบพัฒนาฟุตบอลระยะยาว ที่สามารถผลิตนักเตะ โค้ช และยกระดับสโมสรได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ

นับจากนั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นจึงเริ่มวางแผนพัฒนาฟุตบอลในมุมมองระยะยาว และเปิดฉากยุคใหม่ของวงการลูกหนังที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

"วิสัยทัศน์ 100 ปี" เมื่อฟุตบอลถูกวางเป็นโครงการเพื่อคนหลายรุ่น

การถือกำเนิดของฟุตบอลอาชีพในญี่ปุ่นช่วงแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยฤดูกาลแรกของเจลีกมีผู้ชมเฉลี่ยมากกว่า 17,000 คนต่อเกม และการแจ้งเกิดของดาวดังอย่าง คาซูโยชิ มิอุระ ก็ช่วยให้ฟุตบอลได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว (มิอุระคือเจ้าของฉายา "คิงคาซู" ที่ยังคงค้าแข้งอาชีพแม้อายุเกือบ 60 ปี)

อย่างไรก็ตาม หลังจากเติบโตอย่างรวดเร็ว ฟุตบอลญี่ปุ่นกลับเผชิญภาวะถดถอยไม่แพ้กัน ตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา จำนวนผู้ชมลดลงอย่างมาก จากค่าเฉลี่ยกว่า 19,000 คนในปี 1994 เหลือเพียงราว 10,000 คนในปี 1997 ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจเอเชียยังส่งผลให้บริษัทผู้สนับสนุนอ่อนแอลง และบางสโมสรต้องยุบทีมไป

สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นจึงตระหนักว่า การขายความบันเทิงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาว พวกเขาจึงตัดสินใจวางแผน "มองไปอีก 100 ปีข้างหน้า"

ในปี 1996 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะได้ลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกเพียง 2 ปี สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นได้เปิดตัวโครงการ "วิสัยทัศน์ 100 ปี" (100-Year Vision) ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการฟุตบอลประเทศ

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ถือว่าล้ำหน้าสำหรับวงการฟุตบอลเอเชียในยุคนั้น โดยมองว่า สโมสรฟุตบอลไม่ควรเป็นเพียงธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ต้องเป็นศูนย์กลางของชุมชนเมือง:

  • หน้าที่ของสโมสรจึงไม่ใช่แค่สร้างนักฟุตบอล แต่ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการเล่นกีฬา

  • สร้างพื้นที่ให้ประชาชนออกกำลังกาย และเชื่อมโยงครอบครัว เด็ก เยาวชน และคนในท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

จากเดิมที่ฟุตบอลญี่ปุ่นคิดเป็นฤดูกาลต่อฤดูกาล พวกเขาเปลี่ยนมาคิดในระดับ "คนหลายรุ่น"

ในปี 1999 เจลีกดำเนินการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ด้วยการก่อตั้งลีกอาชีพระดับสอง เปิดทางให้ 10 สโมสรเข้าร่วม สร้างโครงสร้างลีกแบบพีระมิดอย่างสมบูรณ์ พร้อมใช้ระบบเลื่อนชั้น-ตกชั้นตามผลงานในสนาม

นอกจากนี้ สโมสรทุกแห่งยังได้รับการส่งเสริมให้สร้างอะคาเดมี่ของตัวเอง ทำงานร่วมกับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างพันธมิตรกับองค์กรท้องถิ่น แทนการพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

นับจากนั้น เจลีกไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการแข่งขันอีกต่อไป แต่กลายเป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานการพัฒนาสโมสร ขณะที่แต่ละเมืองก็กลายเป็นหัวใจของอัตลักษณ์ทีม ทุกสโมสรต้องมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชน และสร้างความร่วมมือระยะยาวกับองค์กรปกครองท้องถิ่น

ต่างจากหลายประเทศในยุโรปที่สโมสรฟุตบอลทำหน้าที่เป็นเพียงทีมกีฬา ญี่ปุ่นกลับมองให้กว้างกว่า โดยตั้งเป้าให้สโมสรเป็น "ศูนย์กลางด้านกีฬา" ของทั้งเมือง รองรับทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และกิจกรรมกีฬาหลากหลายประเภท ไม่ใช่เฉพาะฟุตบอลเท่านั้น

บททดสอบครั้งสำคัญของโมเดลนี้คือการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2002 (ร่วมกับเกาหลีใต้) ซึ่งนอกจากจะเร่งการก่อสร้างสนามกีฬาและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังทำให้ฟุตบอลได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่เด็กและเยาวชน

หลังจบทัวร์นาเมนต์ ญี่ปุ่นไม่ได้เพียงได้แฟนบอลเพิ่มขึ้น แต่ยังได้ทั้งนักเตะ โค้ช และบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่วงการจำนวนมาก ที่สำคัญที่สุด ฟุตบอลโลกครั้งนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า การลงทุนระยะยาวให้ผลลัพธ์จริง

ในช่วงเวลาเดียวกัน ฟุตบอลอาชีพก็ขยายตัวไปทั่วประเทศ จำนวนสโมสรอาชีพเพิ่มขึ้นเป็น 60 สโมสร และเมื่อมีการก่อตั้งลีกอาชีพระดับสามในปี 2014 ญี่ปุ่นก็มีระบบลีก 3 ระดับที่สมบูรณ์

สำหรับสโมสรสมัครเล่น ยังมีการจัดทำระบบ "Future Licence" หรือยุทธศาสตร์ระยะยาว เปิดโอกาสให้ทีมที่ผ่านเกณฑ์ด้านสนามแข่งขัน การเงิน การทำงานกับชุมชน และการพัฒนาเยาวชน สามารถค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสู่ฟุตบอลอาชีพได้

จากแนวคิดที่เริ่มต้นเพียงความฝัน "วิสัยทัศน์ 100 ปี" ได้พัฒนาจนกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนฟุตบอลญี่ปุ่น ผลลัพธ์คือญี่ปุ่นก้าวพ้นการเป็นเพียงชาติลูกหนังรองของเอเชีย กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางฟุตบอลสำคัญของทวีป และทำให้ฟุตบอลได้รับความนิยมทัดเทียมกับกีฬาประจำชาติอย่างซูโม่และเบสบอล

ญี่ปุ่นตั้งเป้าคว้าแชมป์โลกปี 2050 เป็นไปได้แค่ไหน?

ในปี 2005 ทั้งที่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มสร้างชื่อในวงการฟุตบอลโลกได้ไม่นาน องค์กรลูกหนังแดนปลาดิบกลับประกาศเป้าหมายอันทะเยอทะยานว่า ประเทศจะต้องคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ภายในปี 2050

ในเวลานั้น ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเพียง 2 ครั้ง และหนึ่งในนั้นเกิดขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพร่วมในปี 2002 ทำให้หลายคนมองว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเรื่องเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่คำประกาศ แต่ได้วางแผนการพัฒนาไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีลำดับเป้าหมายที่ชัดเจน คือ:

  • ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกอย่างต่อเนื่อง

  • ผ่านรอบแบ่งกลุ่มให้เป็นเรื่องปกติ

  • ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้การลุ้นแชมป์โลก

ขณะนั้น ผู้บริหารสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นประเมินว่า ภายในฟุตบอลโลกช่วงปี 2034-2038 ทัพ "ซามูไรสีน้ำเงิน" ควรจะกลายเป็นทีมที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นประจำ

ปัจจุบัน หลังความสำเร็จของโครงการ "วิสัยทัศน์ 100 ปี" เป้าหมายดังกล่าวเริ่มดูเป็นไปได้มากกว่าที่เคย แม้ในปี 2005 หลายฝ่ายจะมองด้วยความประหลาดใจก็ตาม นอกจากเป็นเป้าหมายเชิงกีฬาแล้ว การประกาศดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมทุกโครงการพัฒนาฟุตบอลของประเทศให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างวิสัยทัศน์ร่วมสำหรับทั้งระบบ

คุณภาพคนสร้างทุกอย่างให้แข็งแกร่ง

ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานี้คือ คุณภาพของนักเตะรุ่นปัจจุบัน หากในอดีตมีนักเตะเพียงไม่กี่คนที่ได้ค้าแข้งในยุโรป ปัจจุบันผู้เล่นทัพ "แดนอาทิตย์อุทัย" จำนวนมากต่างลงสนามในลีกชั้นนำหรือลีกที่แข็งแกร่งของยุโรป

ญี่ปุ่นจึงไม่ใช่ทีมเอเชียที่มีเพียงทักษะยอดเยี่ยมแต่ขาดประสบการณ์อีกต่อไป เพราะนักเตะของพวกเขาได้เผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับโลกทุกสัปดาห์ในเกมที่มีความเข้มข้นสูง นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังพิสูจน์แล้วว่าสามารถเอาชนะมหาอำนาจลูกหนังอย่าง สเปน และ เยอรมนี ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ พวกเขากลับมักประสบปัญหากับทีมที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน เช่น โครเอเชีย

ญี่ปุ่นคุ้นเคยกับบทบาทของทีมม้ามืดที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ แต่การจะก้าวไปถึงการเป็นแชมป์โลกนั้น จำเป็นต้องผ่านอีกขั้นหนึ่งของการพัฒนา เพราะทีมแชมป์โลกมักกลายเป็น "เป้าหมาย" ที่ทุกชาติเตรียมรับมืออย่างละเอียด คู่แข่งจะเล่นอย่างรัดกุม ศึกษาเกมมากขึ้น และไม่ประมาทอีกต่อไป

ดังนั้น ความท้าทายทางด้านจิตวิทยาของญี่ปุ่นคือ การเรียนรู้ที่จะคว้าชัยชนะ ไม่เพียงในฐานะทีมรองบ่อนที่อันตราย แต่ในฐานะทีมที่ทุกคนคาดหวังว่าจะเป็นฝ่ายชนะด้วย

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือคุณภาพของบุคลากรในสนาม แม้ญี่ปุ่นจะมีนักเตะฝีเท้าดีในลีกชั้นนำของยุโรปจำนวนมาก แต่เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการลุ้นแชมป์โลก

พวกเขาจำเป็นต้องมีนักเตะที่เป็นแกนหลักของสโมสรระดับที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศหรือรอบรองชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีกองหน้าที่ทำประตูได้อย่างต่อเนื่องในลีกระดับสูง รวมถึงเซนเตอร์แบ็กและผู้รักษาประตูที่ผ่านเกมระดับสูงมาอย่างโชกโชน

หากต้องการคว้าแชมป์โลก ญี่ปุ่นต้องมีผู้เล่นที่ไม่ใช่แค่ลงเล่นในฟุตบอลระดับสูง แต่เป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างและกำหนดทิศทางของเกมได้ อย่างไรก็ตาม หากมองทีมชาติญี่ปุ่นชุดปัจจุบัน ควบคู่กับเป้าหมาย "คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกภายในปี 2050" ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า "ทำไมจะเป็นไปไม่ได้?"

ระบบที่ชาติเอเชียต้องศึกษา

ภายในเวลานั้น นักเตะหลายรุ่นจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมา และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ญี่ปุ่นจะมีผู้เล่นที่ครบเครื่องตามคุณสมบัติที่กล่าวมา หากประเมินจากทิศทางการพัฒนาโดยรวม มากกว่ามองเพียงฟุตบอลโลกครั้งใดครั้งหนึ่ง เป้าหมายดังกล่าวก็ไม่ได้ดูเพ้อฝันเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ญี่ปุ่นเปลี่ยนตัวเองจากประเทศที่แทบไม่มีวัฒนธรรมฟุตบอลอาชีพ กลายเป็นทีมขาประจำฟุตบอลโลก เป็นผู้ส่งออกนักเตะสู่ลีกยุโรป และเป็นชาติที่สามารถล้มยักษ์ใหญ่ของโลกได้

ระบบพัฒนาฟุตบอลและการสร้างนักเตะของญี่ปุ่นยังกลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศศึกษา พร้อมพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของแนวทางดังกล่าว จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีชาติใดนอกทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลว่าทำไมญี่ปุ่นจะไม่สามารถเป็นชาติแรกที่เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกจากนอกสองทวีปมหาอำนาจลูกหนังได้



ที่มาของภาพ : reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport