จากทีมที่ตกเป็นรองในครึ่งแรก สู่การพลิกเกมด้วยการเปลี่ยนแท็กติกของ คาร์โล อันเชลอตติ จนบราซิลกลับมาคุมเกม และตอกย้ำว่าทำไมเขาคือคนที่เหมาะสมกับทัพแซมบ้า
ชัยชนะของ ทีมชาติบราซิล เหนือ ญี่ปุ่น ในศึกฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เกิดจากเพียงคุณภาพของนักเตะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุใด สมาพันธ์ฟุตบอลบราซิล (CBF) จึงเลือก คาร์โล อันเชลอตติ เข้ามารับตำแหน่งกุนซือทีมชาติ
แม้แรงกดดันในการคุมทัพ "เซเลเซา" จะมหาศาล แต่ อันเชลอตติ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสุขุมและการตัดสินใจที่เด็ดขาด โดยตลอดครึ่งแรก บราซิลตกเป็นรองในแดนกลางและถูกญี่ปุ่นใช้เกมเพรสซิ่งเล่นงานจนแทบสร้างเกมรุกไม่ได้
เมื่อเห็นว่าทีมเสียเปรียบ กุนซือชาวอิตาเลียนตัดสินใจปรับหมากครั้งสำคัญในช่วงพักครึ่ง ด้วยการส่ง เอ็นดริค ลงสนามแทน ลูคัส ปาเกต้า พร้อมเปลี่ยนระบบมาเป็น 4-2-4 แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นแผนที่เสี่ยงต่อการเสียสมดุลของทีม
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม
นอกจากนี้ อันเชลอตติ ยังสั่งให้ วินิซิอุส จูเนียร์ และ รายาน ยืนกว้างเกือบชิดเส้นข้างทั้งสองฝั่ง แม้ว่าทั้งคู่จะถนัดการตัดเข้าในก็ตาม แต่การยืนตำแหน่งลักษณะนี้ช่วยดึงแนวรับญี่ปุ่นให้ออกห่าง ลดประสิทธิภาพการเพรสซิ่ง และเปิดพื้นที่สำหรับการโจมตีจากด้านข้างมากขึ้น
บราซิลเริ่มสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง ก่อนมาตีเสมอจากจังหวะเปิดบอลของ กาเบรียล มากัลเญส ให้ คาเซมิโร โหม่งเข้าไปอย่างเฉียบขาด จากนั้นอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของ วินิซิอุส จูเนียร์ พลิกกลับมาควบคุมเกม และแซงคว้าชัยได้สำเร็จ
รูปแบบดังกล่าวถือเป็นภาพที่แฟนบอลคุ้นตาในยุคที่ อันเชลอตติ คุม เรอัล มาดริด เพราะแม้ทีมอาจไม่ได้เล่นเหนือกว่าคู่แข่งตลอดทั้งเกม แต่เขามักเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับแท็กติก และดึงศักยภาพของนักเตะตัวหลักออกมาเปลี่ยนผลการแข่งขันได้เสมอ
เกมนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ คาร์โล อันเชลอตติ นำมาสู่ทีมชาติบราซิล ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ แต่คือความสามารถในการอ่านเกม แก้เกม และตัดสินใจในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ CBF เลือกมอบภารกิจพาทัพ "เซเลเซา" ไล่ล่าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ให้กับเขา