ของแท้หาย แต่ยังมีอะไหล่ให้เปลี่ยนเสมอ

ของแท้หาย แต่ยังมีอะไหล่ให้เปลี่ยนเสมอ
จากกระแสข่าวที่ทำเอาแฟนบอลเอเชียต้องสะดุ้ง เมื่อทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย 🇯🇵⚽ ต้องเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ด้วยการไร้ชื่อ 3 สตาร์ระดับคีย์แมนอย่าง คาโอรุ มิโตมะ, ทาคูมิ มินามิโนะ และ วาตารุ เอ็นโด

ภายใต้การนำทัพของ "ฮาจิเมะ โมริยาสุ" หลายคนเริ่มตั้งคำถามและแสดงความกังวลว่า ทัพ "ซามูไรบลูส์" จะรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดนี้อย่างไร เมื่อกระดูกสันหลังของทีมพากันเจ็บจนต้องถอนตัว? แต่ถ้าเรามองลึกลงไปในโครงสร้างของฟุตบอลญี่ปุ่น เราจะรู้ทันทีว่าคำว่า แผนสองของทีมนับเบอร์วันแห่งเอเชีย ไม่เคยเป็นแค่กระดาษเปล่า

1. วิสัยทัศน์ที่ไม่ได้สร้างในวันเดียว

การประกาศกร้าวว่าจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ภายในปี 2050 มันไม่ใช่แค่ราคาคุยหรือเป้าหมายที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ แบบขอไปทีหรอกครับ แต่มันคือเข็มทิศที่ชัดเจน ทั้งในแง่แนวทาง ระบบการเล่น และปรัชญาเลือดนักสู้ซามูไร ที่ถูกฝังอยู่ใน ดีเอ็นเอ ของนักเตะทุกคน

หัวใจของนักเตะญี่ปุ่นยุคนี้ใหญ่เกินกว่าจะสั่นคลอนด้วยระบบซูเปอร์สตาร์ พวกเขาขับเคลื่อนด้วยระเบียบวินัย ความฟิต และฝีเท้าที่ผ่านการเจียระไนในลีกยุโรปจนนับนิ้วไม่ถ้วน การขาดหายไปของแกนหลัก 3 คน แน่นอนว่าส่งผลกระทบ แต่ในทางกลับกัน มันคือเวทีที่คนที่เหลืออยู่พร้อมจะก้าวขึ้นมาสู้แทนเพื่อนร่วมชาติอย่างไม่มีข้อแม้

2. ดีเอ็นเอแห่งความสม่ำเสมอ

หากลองย้อนมองหน้าประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ปี 1998 ที่ฝรั่งเศส เป็นต้นมา ทีมชาติญี่ปุ่นตีตั๋วเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรวมหนนี้เป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกันเข้าไปแล้วนะครับ และมีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่พวกเขาต้องจอดป้ายในรอบแบ่งกลุ่ม (ปี 1998, ปี 2006 ที่เยอรมนี และปี 2014 ที่บราซิล)

ส่วนอีก 4 ครั้งที่เหลือ ทัพซามูไรบลูส์หักปากกาเซียนทะลุเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ปี 2002 ในฐานะเจ้าภาพร่วม, ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้, ปี 2018 ที่รัสเซียที่เกือบหักด่านเบลเยียม และปี 2022 ที่กาตาร์ที่ล้มยักษ์ใหญ่มาได้ สิ่งนี้พิสูจน์ว่าพวกเขามีมาตรฐานที่สูงและคงเส้นคงวาในระดับสากล ไม่ว่าขุมกำลังจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม

3. เส้นทางปี 2026 และโจทย์ที่ต้องตีให้แตก

ในทัวร์นาเมนต์นี้ ญี่ปุ่น ที่ตอนนี้รั้งอันดับ 18 ของโลก ถูกจับติ้วให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องเจอกับ เนเธอร์แลนด์ ทีมอันดับ 8 ของโลก, ตูนิเซีย ทีมอันดับ 45 ของโลก และปิดท้ายด้วย สวีเดน ทีมอันดับ 38 ของโลก ซึ่งความน่าสนใจของฟุตบอลโลกครั้งนี้คือระบบใหม่ ที่นอกจากแชมป์และรองแชมป์กลุ่มจะเข้ารอบแล้ว ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอีก 8 ทีม จาก 12 กลุ่ม ก็ยังได้สิทธิ์ตบเท้าเข้ารอบน็อกเอาต์ 32 ทีมสุดท้ายด้วย

จริงอยู่ครับว่า เกมแรกกับพลพรรค "อัศวินสีส้ม" อดีตรองแชมป์โลก 3 สมัย อาจเป็นงานหินระดับห้าดาว แต่กับอีก 2 เกมที่เหลือเมื่อวัดกันด้วยแท็กติกและความเคี่ยว ผมยังเชื่อว่าญี่ปุ่นมีดีพอที่จะเก็บชัยชนะและกรุยทางสู่รอบต่อไปได้อย่างไม่ยากเย็น

4. อะไหล่เกรดเอที่พร้อมเสียบแทน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมญี่ปุ่นถึงไม่กลัวการขาดซูเปอร์สตาร์ เพราะฟุตบอลของพวกเขาไม่ได้พึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ขับเคลื่อนด้วยระบบที่ไร้รอยต่อ กุนซืออย่างโมริยาสุสร้างทีมในลักษณะที่ว่า ใครลงมาก็เล่นแทนกันได้ทันทีเหมือนอะไหล่แท้จากโรงงาน

เมื่อไม่มี มิโตมะ ขวา-ซ้ายยังมีตัวจี๊ดในยุโรปที่พร้อมกระชากลากเลื้อย เมื่อไร้ เอ็นโด แดนกลางตัวผึ้งงานจากลีกชั้นนำก็พร้อมเข้าบดบี้ ขุมกำลังเชิงลึกของญี่ปุ่นในปัจจุบันยังน่ากลัวเกินกว่าที่เราจะสบประมาท ญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่ทีมเอหรือทีมบี เพราะนักเตะแต่ละคนถูกเตรียมพร้อมให้ขึ้นมาทดแทนกันได้ตลอดเวลา

5. โอกาสของเพื่อนร่วมชาติที่รอวันเฉิดฉาย

จากประสบการณ์ของผม ที่ได้บรรยายเกมในฟุตบอลเจลีก ของญี่ปุ่น และคลุกคลีมาถึง 7 ปีเต็มๆ ผมยังเชื่อว่าในวิกฤตมักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอครับ การบาดเจ็บของ 3 แกนหลักในครั้งนี้ อาจเป็นตั๋วใบสำคัญที่เปิดทางให้ดาวรุ่งพุ่งแรงดวงใหม่ได้ก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดในเวทีระดับโลก เหมือนที่รุ่นพี่เคยทำไว้ในอดีต

แรงกระหายของแข้งสายเลือดใหม่ที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองในฟุตบอลโลก คืออาวุธลับที่คู่แข่งคาดเดาได้ยาก พวกเขาไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ความสดและความกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นว่า ฟุตบอลญี่ปุ่นยังผลิตนักเตะคุณภาพออกมาได้ไม่รู้จบ

สุดท้ายแล้ว... สำหรับผม ผมมองว่าฟุตบอลโลกอาจเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ตัดสินกันด้วยความเฉียบคมของซูเปอร์สตาร์ในบางจังหวะ แต่สำหรับทีมชาติญี่ปุ่น พวกเขาแสดงให้เห็นเสมอว่า ฟุตบอลไม่ได้เล่นกันแค่นักเตะ 11 คนแรก

จริงอยู่ ที่ของแท้ระดับไอคอนอาจจะหายไปจากทีมชุดนี้ แต่มันไม่ได้แปลว่าจิตวิญญาณของพวกเขาจะสูญสิ้น เพราะซามูไรบลูส์ไม่ใช่ทีมที่ฝากความหวังไว้กับฮีโร่เพียงไม่กี่คน แต่พวกเขาคือกองทัพที่ขับเคลื่อนด้วยระบบและความเป็นหนึ่งเดียว

เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น เราคงได้เห็นคำตอบกันเองว่า อะไหล่ที่ถูกส่งลงสนามในวันนี้ จะดีพอสำหรับการพาญี่ปุ่นไปได้ไกลแค่ไหนในฟุตบอลโลกครั้งนี้!

#กอล์ฟเบนเทเก้



ที่มาของภาพ : Reuters
BY : Quarterback
"กอล์ฟ เบนเทเก้" ปิยะพงษ์ โพธินาค
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport