ดื่มด่ำความทรงจำเหนือขอบสนาม อัซเตก้า สเตเดี้ยม สัญลักษณ์แห่งฟุตบอลโลก เจาะลึกความโรแมนติกจากยุค เปเล่-มาราโดน่า สู่เกมนัดเปิดสนามปี 2026 พร้อมบทวิเคราะห์ชวนคิด... หากวันนั้นมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
อัซเตก้าที่คิดถึง
อัซเตก้า สเตเดี้ยม..
มุมกล้อง บรรยากาศ อารมณ์ และ.. ผู้คน
มันคืออัซเตก้าที่หลายคนเคยหลงใหล โดยเฉพาะคนที่โตทันเวิลด์คัพ 1986
มันก็ว่ากันในหลัก 40 ปีที่แล้วนั่นล่ะนะ
กาลเวลาเปลี่ยนไป ความรู้สึกกับมันไม่เปลี่ยนแปลง
สำหรับผม อัซเตก้า แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของฟุตบอลโลก ภาพจำของมันโดดเด่นที่สุด อาจจะชัดกว่ามาราคาน่าหรือเวมบลีย์ด้วยซ้ำ
เมกกะลูกหนังอย่างเวมบลีย์ยิ่งใหญ่แน่ แต่เพิ่งจะจัดนัดชิงฟุตบอลโลกเพียงหนเดียวเมื่อปี 1966
มาราคาน่าจัดนัดชิงฟุตบอลโลก 2 ครั้ง มากที่สุดเท่าอัซเตก้า แต่ครั้งแรกได้ยินเพียงคำเล่าขาน ได้เพียงอ่านแล้วจินตนาการว่าความอึกทึกของกองเชียร์ 2 แสนชีวิตก่อนจะซึมกระทือที่ถูกอุรุกวัยเอาแชมป์โลกกลับบ้านเป็นอย่างไร
ส่วนนัดชิงหนที่สองเมื่อปี 2014 เป็นเกมที่จืดชืดกว่าเมื่อเทียบกับ 2 เกมนัดชิงแห่งอัซเตก้า
เปเล่และพลพรรคบราซิลกับการแย่งชิงแชมป์โลกสมัย 3 กับอิตาลีเมื่อปี 1970 ที่ยังมีกรรมสิทธิ์ในถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ เป็นเดิมพัน
ดีเอโก้ มาราโดน่ากับกองทัพอาร์เจนติน่าที่บดเยอรมันตะวันตกเถลิงบัลลังก์แชมป์โลกเมื่อปี 1986
แค่ 2 เกมนี้ กับ 4 ทีมนั้น (บราซิล-อิตาลี-อาร์เจนติน่า-เยอรมันตะวันตก) ก็เพียงพอที่จะจารึกชื่อ อัซเตก้า สเตเดี้ยม เป็นดั่งหลักศิลาแข็งแกร่งแห่งฟุตบอลโลกแบบสบาย ๆ
แน่นอนครับ ภาพจำของมาราโดน่ากับอัซเตก้าจะชัดหน่อย เพราะปี 1970 เปเล่เล่นที่นั่นเกมเดียว แต่ในปี 1986 อัซเตก้าคือเวทีของมาราโดน่าตลอดทางตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายยันนัดชิงชนะเลิศ
แฮนด์ออฟก๊อด กับ ประตูแห่งศตวรรษ ในเกมกับอังกฤษ เกิดขึ้นที่นั่น
ลูกดีดสวนผู้รักษาประตูอันชาญฉลาดกับประตูโซโล่ฝังเบลเยียม ก็เกิดขึ้นที่นั่น
และ.. ลูกจ่ายปลิดวิญญาณพาอาร์เจนติน่าเป็นแชมป์โลกในเกมหักปีกอินทรีเหล็ก ก็เกิดขึ้นที่นั่น
ถ้าฟุตบอลโลก 1986 เป็นของเขา อัซเตก้า สเตเดี้ยม ก็คือเวทีแสดงของเขา
40 ปีผ่านไป ได้นั่งดูฟุตบอลโลกที่เตะกันในอัซเตก้าอีกครั้ง มันได้ความรู้สึกที่ดีมากจริง ๆ นะครับ
ฟีลลิ่ง 'อมยิ้มกับอดีต' เกิดขึ้นจริง ๆ เพียงได้เห็นภาพจากการถ่ายทอดสด มุมกล้องของมัน อัฒจันทร์ของมัน และแฟนบอลที่นั่น
อาจขาดไปเพียงแสงแดดที่ไม่ได้จัดจ้านเหมือนวันนั้น และเงารูปแมงมุมตรงกลางสนามที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน
สามยุคแห่งอัซเตก้า วัตถุที่ห้อยแขวนอยู่เหนือสนามเปลี่ยนแปลงไปตามกาล
จากลำโพงธรรมดา ๆ ในปี 1970 ทอดเงาเป็นวงกลมเล็ก ๆ บนพื้นสนาม สู่ชุดลำโพงไฮเทครูปทรงประหลาดคล้ายดีเอ็นเอของคน เมื่อกระทบแสงอาทิตย์เจิดจ้าแห่งกรุงเม็กซิโก ซิตี้ มันจึงทอดเงาลงมาเป็นรูปแฉกยึกยือคล้ายแมงมุม
เป็นภาพจำแห่งอัซเตก้าปีนั้น.. ฟุตบอลโลก 1986 โคตรจะลิมิเต็ด อิดิชั่นเลย
เหนือสนามอัซเตก้าเมื่อวานนี้ เป็นคำภาษาอังกฤษตัวใหญ่ว่า FIFA
ไม่มีอีกแล้วเงาแมงมุมยักษ์ อยากเห็นเหมือนกันว่าในวันแดดแรง ๆ พื้นสนามจะทอดเงา FIFA ออกมาเป็นอย่างไร
(แดดไม่แรงมาก มาดุดันหน่อยก็ช่วงท้ายเกมแล้ว แต่นัดเปิดสนามร้อนไม่เบาเพราะมีใบแดงตั้ง 3 ใบ)
ระหว่างดูการถ่ายทอดสดเกมระหว่าง เม็กซิโก กับ แอฟริกาใต้ ผมก็ได้แต่นึกตามไปด้วย
ถ้าฟุตบอลโลก 1986 จะมีมุมกล้องจากผู้ตัดสินเหมือนวันนี้ เราคงจะได้เห็นเหตุการณ์ประตู "เทวา กับ ซาตาน" ของมาราโดน่าจากมุมมองของ อาลี บิน นาสเซอร์ ผู้ตัดสินชาวตูนิเซียที่ทำหน้าที่ในวันนั้น
เหมือนที่ได้เห็นประตูจาก ฮูเลียน กีโยเนส กับลูกโหม่งของ ราอูล ฮิเมเนซ จากมุมมองระดับสายตาของ วิลตัน ซามไปโญ่ เชิ้ตดำชาวบราซิลเมื่อคืนนี้
นั่นคือความเสียดายแรก อยากเห็นเหมือนกันว่าในเหตุการณ์จริงของ บิน นาสเซอร์ ภาพที่เขาเห็นเป็นอย่างไร
จังหวะแฮนด์ออฟก๊อดมองยากแค่ไหน หรือเวลา 10 วินาทีที่มาราโดน่าดึงบอล แตะหนี แล้วกระชากจากกลางสนามหลบผู้เล่นอังกฤษคนแล้วคนเล่าไปจนส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายนั้น เขาเห็นภาพอะไร แล้วในระหว่างที่วิ่งตาม "เสือเตี้ย" ไปนั้น เขาจะรู้ตัวไหมว่าตนเองกำลังเป็นพยานประตูประวัติศาสตร์ของโลกลูกหนังอยู่นะ
เสียดายที่สอง..
ถ้าในวันนั้นมีกล้องจากผู้ตัดสินจริง ๆ มันจะไม่เพียงไม่มี "แฮนด์ออฟก๊อด" แต่อาจพานไปถึงไม่มี "ประตูแห่งศตวรรษ" ด้วย
Hand of god จะไม่มีวันขึ้นหิ้งเป็นมรดกสีหม่น ๆ แห่งฟุตบอลโลกมาจนถึงวันนี้ มันจะถูกลบลืมไปอย่างรวดเร็วด้วยเป็นเพียงแค่การใช้มือปัดบอลเข้าประตูธรรมดา ๆ ลูกหนึ่ง
มาราโดน่าจะได้รับใบเหลือง และประวัติศาสตร์อาจเปลี่ยนไป ณ วินาทีนั้น เพราะ Goal of the century ในอีก 4 นาทีให้หลังอาจจะไม่ตามมา
ในยุคสมัยหนึ่ง เรื่องราวล้วนเกิดขึ้นตามครรลองแห่งวิถียุคนั้น บางเรื่องเป็นตำนานอมตะอยู่เหนือกาลเวลา บางเรื่องตั้งอยู่บนคำถาม แต่ก็ยังคงเป็นตำนาน
หากเรื่องราวเดียวกันไปเกิดขึ้นในยุคสมัยอื่น มันอาจไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้
สำหรับผม มันดำเนินมาอย่างนี้สวยงามดีแล้ว คล้ายคำพูดที่ว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วนั้นดีเสมอ
แน่นอนมันน่าเจ็บปวดสำหรับอังกฤษ แต่ทุกก้าวทุกเกมของฟุตบอลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะต่อไปยังอนาคต ล้วนเกิดขึ้นเพื่อมีความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ทั้งสิ้น
ถ้าประตูผีของเจฟฟ์ เฮิร์สท์ ในปี 1966 กับประตูโชคร้ายของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ในปี 2010 มีเทคโนโลยีโกลไลน์
ถ้าความอัปยศแห่งกิฆอนระหว่างเยอรมันตะวันตกกับออสเตรีย เมื่อปี 1982 กับเกมที่อาร์เจนติน่าถล่มเปรูครึ่งโหล 4 ปีก่อนหน้านั้น ทุกทีมได้ลงเตะพร้อมกันในเกมสุดท้ายของกลุ่ม
ถ้าการโดนไล่เตะอย่างไม่ปราณีของเปเล่เมื่อปี 1966 หรือการเข้าชาร์จอำมหิตของ โทนี่ ชูมัคเกอร์ ใส่ พาทริค บาติสตง ปี 1982 มีกฎคุ้มครองผู้เล่นอย่างวันนี้
ประวัติศาสตร์ก็มีโอกาสเปลี่ยนไปอีกแบบ
ทุกอย่างนั่นล่ะครับ มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องยอมรับและเรียนรู้มัน
เปลี่ยนเรื่องที่ผิดให้เป็นเรื่องถูกได้มันก็ดี แต่ถ้าย้อนกลับไปเปลี่ยนมันไม่ได้ด้วยวิถีเก่ากับใหม่ไม่เหมือนกัน มันก็อยู่ที่ว่าเราพัฒนาตัวเองจากเรื่องผิดนั้นได้แค่ไหน
และเราก็ได้เห็นว่า กฎใหม่ ๆ กติกาใหม่ ๆ การตัดสินใหม่ ๆ เกิดขึ้น ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่มันก็มีขึ้นเพื่อพัฒนาไม่ให้ฟุตบอลหยุดอยู่กับที่
ในวันที่ได้นั่งยิ้มไปกับอัซเตก้าอีกครั้ง ดื่มด่ำความทรงจำที่มีต่อสนามแห่งนี้มากกว่าสนใจเกมในสนาม เม็กซิกันเวฟที่นี่แหละออริจินอล
ทุกอย่างดำเนินมาอย่างนี้ จึงยังคงสวยงามดีแล้ว.. สวัสดี ขอบใจ และคิดถึงนายนะ อัซเตก้า สเตเดี้ยม
-ตังกุย-