โรนัลโด้เป็นอะไร? ปริศนาสะเทือนโลกก่อนนัดชิงบอลโลก 1998

โรนัลโด้เป็นอะไร? ปริศนาสะเทือนโลกก่อนนัดชิงบอลโลก 1998
จากซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของโลก สู่ชายที่นอนชักน้ำลายฟูมปากไม่กี่ชั่วโมงก่อนนัดชิงฟุตบอลโลก โรนัลโด้ ฝืนลงสนามทั้งที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ก่อนบราซิลพังยับต่อหน้าฝรั่งเศส และทิ้งคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้จนถึงวันนี้... ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ช่วงระหว่างปี 1994 ถึง 2002 ทีมชาติบราซิลสร้างสถิติด้วยการผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 3 สมัยติดต่อกัน เทียบเท่าความสำเร็จอันโดดเด่นของเยอรมนี (1982, 1986, 1990)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างจากทัพ "อินทรีเหล็ก" ก็คือ บราซิล คว้าแชมป์ได้ 2 จาก 3 ครั้ง โดยความพ่ายแพ้เพียงหนเดียวเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ถึงขั้นถูกนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลบราซิล

ศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดคือ โรนัลโด้ ยอดกองหน้าซูเปอร์สตาร์แห่งยุค ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส เขาได้สร้างสถิติค่าตัวสูงสุดของโลกมาแล้วถึงสองครั้ง

อย่างไรก็ตาม "โล้นทองคำ" เกือบพลาดการลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ หลังเผชิญกับอาการป่วยปริศนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกม จนกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ลึกลับและถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เวิลด์ คัพ

เกิดอะไรขึ้นก่อนนัดชิงชนะเลิศ ?

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1998 ณ กรุงปารีส เวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้บรรยายและสื่อมวลชนได้รับรายชื่อ 11 ตัวจริงที่โค้ชของทั้งสองทีมส่งให้ฝ่ายจัดการแข่งขันเพียง 12 นาทีก่อนหน้านั้น

ฝรั่งเศส เจ้าภาพ ไม่มีชื่อ โลร็องต์ บล็องก์ ปราการหลังคนสำคัญ แต่ไม่มีใครแปลกใจ เพราะเขาติดโทษแบนจากการโดนใบแดงโดยตรงในรอบรองชนะเลิศ อย่างไรก็ตาม รายชื่อของ บราซิล กลับสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน เมื่อ มาริโอ ซากัลโล่ กุนซือจอมเก๋า ไม่ได้ใส่ชื่อ โรนัลโด้ อยู่ในทีมตัวจริง

ความโกลาหลจึงเกิดขึ้นทันที ผู้คนต่างพยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่: เป็นความผิดพลาดในการส่งรายชื่อหรือไม่?, พิมพ์ชื่อผิดหรือเปล่า?, เขาได้รับบาดเจ็บหรือไม่? หรือมีปัญหาขัดแย้งภายในทีม?

ขณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในสนามก็สังเกตเห็นว่า ต่างจากฝรั่งเศส ทัพแซมบ้าไม่ได้ลงอบอุ่นร่างกายตามเวลาที่กำหนดตามปกติ ทำให้แฟนบอลในสนามเกิดอาการสับสนว่ามีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะหากเทียบกับยุคปัจจุบัน ถ้า ลิโอเนล เมสซี่ ไม่มีชื่อลงเป็นตัวจริงให้กับ อาร์เจนติน่า ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ แฟนบอลทั้งในและนอกสนามคงตั้งคำถามมากมาย

ก่อนเดินทางมาถึงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 โรนัลโด้ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการยิง 4 ประตู และทำอีก 3 แอสซิสต์ โดยมีส่วนร่วมกับ 5 ประตูในรอบน็อกเอาต์ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นความหวังสูงสุดของ บราซิล ในการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ในเวลานั้น

เบื้องลึกหลังจบนัดชิงชนะเลิศ

สิ่งที่เพิ่งถูกเปิดเผยหลังจบเกมก็คือ ในวันแข่งขันนัดชิงชนะเลิศนั้น โรนัลโด้ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเขาจะสามารถลงสนามได้หรือไม่ โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นเพียง 42 นาทีก่อนเริ่มการแข่งขัน

นั่นหมายความว่า หลังจากเกิดความโกลาหลในศูนย์สื่อมวลชนเพียง 18 นาที เจ้าหน้าที่ได้นำใบรายชื่อผู้เล่นฉบับใหม่จากทีมงานของกุนซือมาริโอ ซากัลโล่ มาแจก ซึ่งคราวนี้มีชื่อ โรนัลโด้ กลับมาอยู่ในทีมตัวจริงอีกครั้ง

แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยคลายความกังวลของสาธารณชนลงได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนหมดข้อสงสัย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากท่าทีของนักเตะบราซิลหลายคนก่อนเกม สภาพจิตใจของทีมในสนาม ผลการแข่งขัน และฟอร์มการเล่นของดาวยิงเจ้าของฉายา "เฟโนเมโน่" เอง

สุดท้าย ฝรั่งเศส ชนะ บราซิล ไปอย่างขาดลอย 3-0 จากการโหม่งทำสองประตูของ ซีเนดีน ซีดาน ซึ่งทั้งสองลูกมาจากการลูกเตะมุม และอีกหนึ่งประตูเป็นผลงานของ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ ขณะที่ โรนัลโด้ แทบไม่มีบทบาทในเกมเลย

หลายปีต่อมา แพลตฟอร์มวิเคราะห์สถิติฟุตบอลได้นำเกมดังกล่าวกลับมาประเมินใหม่ด้วยมาตรฐานสมัยใหม่ โดย SofaScore ระบุว่า โรนัลโด้ มีโอกาสยิงเพียง 1 ครั้ง (ตรงกรอบ), จ่ายบอลแม่นยำ 7 จาก 10 ครั้ง, เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ 1 จาก 4 ครั้ง, เสียการครองบอล 8 ครั้ง และชนะการดวลเพียง 3 จาก 7 ครั้ง

ตัวเลขเหล่านี้แทบไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย หากพิจารณาจากข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมา ซึ่งระบุว่า ตำนานดาวยิงเรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า มีอาการชักจากการเกร็งของร่างกายเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 จะเริ่มต้นขึ้น

สาเหตุที่แท้จริงยังคงเป็นปริศนา แม้แต่ โรนัลโด้ ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แม้เวลาจะผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว แต่สาเหตุที่แท้จริงของอาการชักปริศนาของ โรนัลโด้ ก่อนนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 ยังคงไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน โดยตัวนักเตะเองก็ยอมรับว่าไม่รู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ

อย่างไรก็ตาม ลำดับเหตุการณ์ในวันดังกล่าวได้รับการเปิดเผยผ่านคำบอกเล่าของ โรนัลโด้ ที่เล่าย้อนอดีตในสารคดีสั้นเรื่องหนึ่งว่า "ทุกอย่างเป็นปกติดีจนถึงช่วงรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้นพวกเรากลับไปที่ห้องพักเพื่อพักผ่อน"

"ผมพักห้องเดียวกับ โรแบร์โต้ คาร์ลอส เสมอ ผมแปรงฟัน และตามปกติก็ตั้งใจจะงีบหลับช่วงบ่ายสักหน่อย จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนและหลับไป พอตื่นขึ้นมา ผมเห็นคุณหมอและเพื่อนร่วมทีมหลายคนยืนอยู่ข้างเตียง พวกเขาบอกว่าผมมีอาการชัก และทุกคนเห็นตรงกันว่าผมไม่ควรลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ"

โรนัลโด้ ยอมรับว่าตัวเองตกใจอย่างมากกับสิ่งที่ได้ยิน "พวกคุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า? ผมจะไม่ได้เล่นนัดชิงฟุตบอลโลกได้อย่างไร? พวกเขาไม่พบอะไรเลย ราวกับว่าผมไม่เคยมีอาการชักมาก่อนด้วยซ้ำ สภาพร่างกายของผมรู้สึกปกติดี และผมก็ต้องการลงสนาม"

พยานที่เห็นเหตุการณ์ทำให้ภาพชัดยิ่งขึ้น

คำบอกเล่าจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วยให้เห็นภาพของเหตุการณ์วันนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ตามรายงานระบุว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ซึ่งกลับเข้ามายังห้องพัก ได้พบเพื่อนร่วมทีมนอนอยู่บนพื้นห้องพร้อมน้ำลายฟูมปาก เขาจึงรีบร้องขอความช่วยเหลือในทันที

แพทย์ประจำทีมและ เอ็ดมุนโด้ เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่เดินทางมาถึง โดย เอ็ดมุนโด้ ได้ช่วยดูแล โรนัลโด้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปอุดทางเดินหายใจระหว่างที่มีอาการชัก ภายหลัง ในการประชุมที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลบราซิล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนเหตุการณ์หลังฟุตบอลโลก 1998 คาร์ลอส ได้ย้อนเล่าถึงภาพที่เห็นในวันนั้นว่าเป็น "เหตุการณ์ที่น่าตกใจมาก"

เรื่องราวดังกล่าวช่วยอธิบายได้ในระดับหนึ่งว่าทำไมนักเตะบราซิลทั้งทีมจึงดูหมดแรงและไร้ชีวิตชีวาในนัดชิงชนะเลิศวันนั้น โดย ดีด้า นายทวารจอมหนึบ กล่าวถึงบรรยากาศก่อนเกมว่า "มีคนบอกว่า โรนัลโด้ไม่สบาย พวกเขาพาเขาไปโรงพยาบาลแล้ว"

"จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอนที่ผมกำลังเดินทางไปสนาม เขายังอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เลย พวกเราทุกคนเป็นห่วงเขามาก และรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเราเดินทางไปสนามแข่งขันโดยไม่มีการเปิดเพลงบนรถบัสเลย"

แล้วทำไมต้องฝืนส่ง โรนัลโด้ ลงสนาม

เมื่อย้อนกลับไปยังคำให้สัมภาษณ์ของ โรนัลโด้ เกี่ยวกับผลการตรวจร่างกาย ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดข้อหนึ่งจากการสอบสวนครั้งนั้นมาจากคำกล่าวของแพทย์ประจำทีมชาติบราซิล

เขายอมรับว่า แม้จะยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับสภาพร่างกายของ "อาร์ 9" แต่ก็ไม่กล้าตัดสินใจห้ามนักเตะลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ เพราะไม่ต้องการแบกรับความรับผิดชอบจากการตัดชื่อซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของทีมออกจากเกมที่สำคัญที่สุดของฟุตบอลโลก โดยเฉพาะเมื่อผลการตรวจทางการแพทย์ทั้งหมดออกมาปกติ

ขณะเดียวกัน ซากัลโล่ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน จากการตัดสินใจส่ง โรนัลโด้ ลงสนามทั้งที่อาจยังไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งในทางทฤษฎีอาจทำให้ศักยภาพของทีมลดลง

อย่างไรก็ตาม ซากัลโล่ ยืนยันว่าหากเขาเลือกดร็อปกองหน้าคนสำคัญออกจากทีมตัวจริง เขาก็คงถูกโจมตีไม่ต่างกัน โดยโค้ชชาวบราซิลให้เหตุผลว่า การไม่ส่งผู้นำทีมและนักเตะที่ดีที่สุดของโลกในเวลานั้นลงเล่นนัดชิงฟุตบอลโลก ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ยากจะอธิบายต่อสาธารณชนเช่นกัน

เมื่อมองจากบริบทในเวลานั้น เหตุผลดังกล่าวก็ฟังขึ้นไม่น้อย เพราะไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า โรนัลโด้ ยังไม่พร้อมลงสนาม ขณะที่ตัวนักเตะเองก็ยืนกรานอย่างหนักว่าต้องการลงเล่น แม้เพิ่งผ่านเหตุการณ์ช็อกที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการแข่งขันก็ตาม




ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport