เพรสซิ่งหนัก เกมรุกดุดัน และการคืนชีพเฮฟวี่เมทัลฟุตบอล ลิเวอร์พูลกำลังจะเปลี่ยนโฉมอีกครั้งภายใต้ อันโดนี่ อิราโอล่า แต่คำถามสำคัญคือเขาจะพา "หงส์แดง" กลับสู่ความยิ่งใหญ่ได้จริงหรือไม่
จาก "เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล" ไปจนถึงบทบาทของนักเตะคนสำคัญ นี่คือสิ่งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลสามารถคาดหวังได้จาก อันโดนี่ อิราโอล่า กุนซือคนใหม่สำหรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ผลงานของอิราโอล่าที่ทำไว้กับ บอร์นมัธ ทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจเลือกเข้ามาแทนที่ อาร์เน่อ สล็อต โดยเชื่อว่าเฮดโค้ชชาวสเปนรายนี้จะสามารถถ่ายทอดสไตล์การเล่นแบบเดียวกับที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยสร้างไว้ในถิ่นแอนฟิลด์
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ลิเวอร์พูล เลือกอิราโอล่าเข้ามาคุมทีมเพราะความสามารถด้านแท็กติกอันโดดเด่น หลังจากปิดฉากการคุมทัพ "เดอะ เชอร์รี่ส์" 3 ปี ด้วยสถิติไร้พ่าย 18 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก พร้อมพาทีมจบอันดับ 6 คว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 127 ปีของสโมสร
ก่อนหน้านั้น อิราโอล่าพา ราโย บาเยกาโน่ เลื่อนชั้นจากเซกุนด้า ดิวิชั่น สู่ลา ลีกา และช่วยให้ทีมยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดได้อย่างมั่นคง ด้วยการจบอันดับ 12 และ 11 ตามลำดับ ก่อนอำลาทีมมารับงานกับ บอร์นมัธ ในปี 2023
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลิเวอร์พูลมากที่สุดไม่ใช่แค่ผลงาน แต่เป็นรูปแบบการเล่นภายใต้การคุมทีมของเขา ซึ่งเน้นการเล่นเกมรุกอย่างตรงไปตรงมา การเพรสซิ่งสูงอย่างดุดัน และมีความเชื่อมั่นอย่างไม่สั่นคลอนในการเล่นแบบกล้าได้กล้าเสียทั้งยามมีบอลและไม่มีบอล
หากจะอธิบายด้วยคำที่แฟนลิเวอร์พูลคุ้นเคยเป็นอย่างดี อิราโอล่าได้รับความไว้วางใจเพราะเขาใช้สไตล์ "เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล" อันเข้มข้น ดุดัน และเร้าใจ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่เคยทำให้คล็อปป์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับ "หงส์แดง"
อิราโอล่าเป็นกุนซือที่ศรัทธาอย่างแรงกล้าในพลังของ "เกเก้นเพรสซิ่ง" และแนวคิดในการสร้างความป่วนให้คู่แข่ง เน้นการเพรสซิ่งแย่งบอลกลับคืนมาให้เร็วที่สุดหลังเสียบอล ตามด้วยการกดดันคู่แข่งใกล้กรอบเขตโทษ
กุนซือชาวสเปนได้รับอิทธิพลทางแท็กติกจาก มาร์เซโล่ บิเอลซ่า อดีตนายใหญ่ลีดส์ ยูไนเต็ด รวมถึง คล็อปป์ เจ้าของฉายา "บิดาแห่งเฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล" โดยเขาสั่งให้ลูกทีมไล่เพรสซิ่งสูงอย่างดุดันในจังหวะป้องกัน และบุกขึ้นหน้าอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเป็นฝ่ายครองบอล
ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีบอลหรือไม่มีบอล เป้าหมายของทีมอิราโอล่าเหมือนกันเสมอ คือการทำให้คู่แข่งเสียรูปทรงการเล่น เกิดความสับสนและรนราน ก่อนฉวยโอกาสจากความวุ่นวายนั้นด้วยการพาบอลเข้าสู่พื้นพื้นที่อันตรายอย่างรวดเร็ว
ในฤดูกาล 2022/23 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของอิราโอล่าในสเปน ราโย บาเยกาโน่ เป็นทีมที่สร้างการแย่งบอลคืนในพื้นที่สูงได้มากเป็นอันดับสองของยุโรป ด้วยจำนวน 73 ครั้ง โดยมีเพียง บาเยิร์น มิวนิค เท่านั้นที่ทำได้มากกว่า
แนวโน้มดังกล่าวยังคงต่อเนื่องตลอดสามฤดูกาลที่เขาคุมบอร์นมัธในพรีเมียร์ลีก โดย "เดอะ เชอร์รี่ส์" เป็นทีมที่สร้างโอกาสยิงประตูได้มากที่สุดจากการแย่งบอลคืนในพื้นที่สุดท้ายของสนาม ด้วยจำนวนถึง 147 ครั้ง
นอกจากนี้ บอร์นมัธในยุคอิราโอล่ายังมีค่าความเข้มข้นของการเพรสซิ่งสูง หรือ PPDA (Passes Per Defensive Action) เพียง 10.6 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการเพรสซิ่ง โดยยิ่งตัวเลขต่ำยิ่งแสดงว่าทีมสามารถจำกัดการต่อบอลของคู่แข่งได้ดี ซึ่งมีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้นที่ทำผลงานได้เหนือกว่า
ส่วนในเกมรุกตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา บอร์นมัธเป็นทีมที่พาบอลขึ้นหน้าได้เร็วที่สุดในลีก โดยเคลื่อนเกมรุกไปข้างหน้าเฉลี่ย 1.95 เมตรต่อวินาที ขณะที่ค่าเฉลี่ยการผ่านบอลต่อหนึ่งจังหวะการครองบอลอยู่ที่เพียง 2.98 ครั้ง ซึ่งน้อยเป็นอันดับสองของพรีเมียร์ลีก เป็นรองเพียง เอฟเวอร์ตัน เท่านั้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทีมของอิราโอล่าเน้นการเล่นที่รวดเร็ว ดุดัน และมุ่งโจมตีคู่แข่งให้เสียสมดุลอยู่ตลอดเวลา มากกว่าการครองบอลเพื่อสร้างเกมอย่างอดทนหรือเน้นการต่อบอลหลายจังหวะ
แม้จะเป็นฟุตบอลที่ใช้พลังงานสูงและเล่นด้วยความเข้มข้นตลอดเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฟุตบอลที่ไร้ระเบียบ
ทั้งในจังหวะเพรสซิ่งและการบุกขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว ทีมของอันโดนี่ อิราโอล่า มีโครงสร้างการเล่นที่ชัดเจนและเป็นระบบอย่างมาก เพราะหากขาดวินัยและรายละเอียดทางแท็กติกที่เข้มงวด รูปแบบการเล่นที่ดุดันเช่นนี้ย่อมพังทลายได้ง่าย
หัวใจสำคัญอยู่ที่การเพรสซิ่งเป็นทีม การรักษาระยะห่างระหว่างผู้เล่นให้กระชับแม้จะดันแนวรับขึ้นสูง รวมถึงการกำหนดตำแหน่งยืนและบทบาทของนักเตะแต่ละคนอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในหน้าที่ของตนเอง และสามารถตัดสินใจสร้างสรรค์เกมได้อย่างอิสระภายใต้กรอบของระบบ
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลายฝ่ายมองว่า ลิเวอร์พูลกำลังหวนกลับไปสู่แนวทางเดิม หลังจากตลอดสองฤดูกาลภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่อ สล็อต ทัพ "หงส์แดง" มีสไตล์การเล่นที่สุขุม เน้นการครองบอลมากขึ้น และลดความเร่งเร้าในเกมลงเมื่อเทียบกับยุคคล็อปป์
ตารางสถิติที่เกี่ยวข้องกับการเพรสซิ่งและการเล่นฟุตบอลแบบตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจน โดยค่าสถิติต่าง ๆ ลดลงจากยุคคล็อปป์มาสู่ยุคสล็อต ก่อนจะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในทีมของอิราโอล่า
| สถิติเฉลี่ย (ต่อเกม) | ยุค คล็อปป์ | ยุค สล็อต | ยุค อิราโอล่า |
| แย่งบอลกลับมาครองได้สำเร็จ | 57.7 | 40.4 | 48.8 |
| แย่งบอลกลับมาครองได้สำเร็จในพื้นที่สุดท้าย | 5.6 | 4.2 | 5.2 |
| สถิติการโจมตีคู่แข่งจากแดนบน | 9.6 | 7.8 | 8.6 |
| แท็กเกิ้ล | 16.6 | 14.9 | 17.9 |
| การทำประตูจากจังหวะโต้กลับเร็ว | 0.6 | 1.5 | 1.1 |
| ความเข้มข้นของการเพรสซิ่งสูง (PPDA) | 10.2 | 10.9 | 10.6 |
นั่นเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ลิเวอร์พูลภายใต้กุนซือชาวสเปนรายนี้ อาจกำลังเดินหน้ากลับไปสู่ฟุตบอลสไตล์ดุดัน เร้าใจ และกดดันคู่แข่งอย่างหนักหน่วง ซึ่งเคยเป็นเอกลักษณ์ของสโมสรในช่วงยุครุ่งเรือง
หากพิจารณาเฉพาะเรื่องการครองบอลแล้ว ฟุตบอลของอิราโอล่าแทบไม่เหมือนกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เลย
ในช่วงแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุมลิเวอร์พูล เขาใช้ฟุตบอลสไตล์เพรสซิ่งหนักและเร่งจังหวะเกมแบบ "เกเก้นเพรสซิ่ง" อย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่หลายคนอาจลืมไปคือ คล็อปป์ปรับตัวอย่างรวดเร็วให้เข้ากับความท้าทายของพรีเมียร์ลีก เมื่อเวลาผ่านไป เขาพัฒนาทีมให้มีความเป็นระบบมากขึ้น เน้นการครองบอลและการยืนตำแหน่งที่แม่นยำกว่าเดิม โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่น้อยไปกว่าปรัชญาดั้งเดิม
การผสมผสานดังกล่าวคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด โดยเก็บได้มากกว่า 90 คะแนนในพรีเมียร์ลีกถึง 3 ฤดูกาล (2018/19, 2019/20 และ 2021/22)
อิราโอล่าอาจจำเป็นต้องปรับตัวในลักษณะเดียวกัน เพราะการเล่นเกมโต้กลับ การโจมตีโดยตรงสู่ประตูด้วยการผ่านบอลเพียงไม่กี่จังหวะ และการใช้นักเตะแนวรุกที่เน้นการเลี้ยงกินตัว ซึ่งล้วนเป็นเอกลักษณ์ของทีมเขา อาจใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อคุมทีมที่ถูกมองว่าเป็นรองคู่แข่ง
ตอนอยู่กับบอร์นมัธ ทีมของอิราโอล่ามักมีพื้นที่ให้เล่นเกมสวนกลับ เพราะคู่แข่งเป็นฝ่ายครองบอลและเปิดพื้นที่ด้านหลังแนวรับให้โจมตี แต่สถานการณ์จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเข้ามาคุมสโมสรระดับซูเปอร์คลับอย่างลิเวอร์พูล
ในฐานะทีมลุ้นแชมป์ ลิเวอร์พูลมักเป็นฝ่ายครองเกมและบุกเข้าใส่คู่แข่ง ขณะที่คู่ต่อสู้ส่วนใหญ่เลือกถอยลงไปตั้งรับลึกและปิดพื้นที่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ทำให้โอกาสในการเล่นเกมโต้กลับหรือพาบอลทะลุพื้นที่ว่างลดลงอย่างมาก
นั่นจึงเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดสำหรับอิราโอล่า เพราะเขาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่คู่แข่งเน้นตั้งรับลึก ซึ่งเป็นสิ่งที่กุนซือชาวสเปนไม่เคยเจอมาก่อนเนื่องจากไม่เคยคุมทีมใหญ่
อิราโอล่าได้รับมรดกเป็นขุมกำลังที่พร้อมสำหรับการนำแนวคิดทางแท็กติกมาใช้ โดยเฉพาะในระบบ 4-2-3-1 ซึ่งเต็มไปด้วยผู้เล่นเชิงสร้างสรรค์ในหลายตำแหน่ง
แนวรับ: เจเรมี่ ฟริมปง และ มิลอส เคอร์เคซ (ซึ่งแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวภายใต้การคุมทีมของอิราโอล่าที่บอร์นมัธ) คือฟูลแบ็กเกมรุกในอุดมคติสำหรับฟุตบอลที่เน้นความเร็วสูงและความเสี่ยงสูง ทั้งคู่มีคุณสมบัติในการเติมเกมรุกอย่างต่อเนื่อง วิ่งขึ้นลงตลอดทั้งเกม และสามารถสร้างความได้เปรียบในพื้นที่ริมเส้น
เซนเตอร์แบ็ก: เฌเรมี่ ฌัคเก้ต์ แข้งใหม่ของทีม ถูกมองว่าจะเข้ามาเติมเต็มบทบาทเคียงข้าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ได้ได้อย่างลงตัว โดยช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความดุดันให้แนวรับ
แดนกลาง: จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการใช้งาน ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ แม้โดยทั่วไปจะถูกมองว่าเป็นเพลย์เมกเกอร์หรือมิดฟิลด์ตัวรุก แต่ภายใต้แนวคิดของอิราโอล่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีอาจถูกถอยลงมายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางมากขึ้น เพื่อลงมารับบอลจากแดนลึก ก่อนใช้วิสัยทัศน์และคุณภาพการจ่ายบอลสร้างสรรค์เกมรุกจากด้านหลัง คล้ายกับบทบาทที่ อเล็กซ์ สก็อตต์ เคยทำให้บอร์นมัธในตำแหน่งหมายเลข 8
หากอิราโอล่าเลือกใช้แนวทางนี้ ลิเวอร์พูลจะมีมิดฟิลด์ที่สามารถเชื่อมเกมจากแดนกลางสู่แนวรุกได้อย่างลื่นไหล พร้อมสร้างโอกาสด้วยการจ่ายบอลทะลุแนวรับจากพื้นที่ที่ลึกกว่าเดิม ทำให้เวียร์ตซ์กลายเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่สุดของทีมยุคใหม่
นอกจากนี้ โดมินิค โซโบซไล ที่โดดเด่นอย่างมากในเรื่องการเพรสซิ่ง จะเข้ากับระบบนี้ได้อย่างไร้รอยต่อ ขณะที่ อูโก้ เอกิติเก้ อาจกลายเป็นไพ่ลับสำคัญเมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ โดยอาจถูกปรับบทบาทไปเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 เพื่อแก้โจทย์ให้สามารถลงเล่นร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ อีซัค ได้อย่างลงตัว
หากเอกิติเก้เล่นอยู่ด้านหลังอีซัคแล้วได้ผลดี ลิเวอร์พูลจะก้าวหน้าไปอีกขั้นในการสร้างความสัมพันธ์ในเกมรุกแบบใหม่ ที่คล้ายกับการประสานงานอันโด่งดังระหว่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ในอดีต