"อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย... อยู่ไม่ไหว อ้าว! บ้านนี้มันน่ากลัว กลัวๆๆ อร๊าย!"
อุทานยาวๆ แบบนี้ ไม่ใช่เพราะเดินเข้าบ้านผีสิงที่ไหนหรอกครับ แต่เป็นความรู้สึกหลังสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาในแดนมังกร
ผลการแข่งขันบอกว่า ทีมชาติไทย บุกไปเสมอ จีน 0-0 ในเกมอุ่นเครื่อง ฟีฟ่า เดย์ ถ้าเรามองแค่สกอร์บอร์ด... โอเค การออกไปเยือนท่ามกลางแฟนบอลเจ้าถิ่นนับหมื่นแล้วได้ผลเสมอ กลับบ้านมาแบบไม่แพ้ มันก็พอจะถูไถให้ยิ้มได้แหละครับ
แต่ถ้าใครได้นั่งดูเกม 90 นาทีเต็มๆ แล้วมองลึกลงไปในเนื้อผ้า ต้องพูดกันตรงๆ แบบไม่เกรงใจว่า นี่คือเกมที่ไทยเน้นรับ 1,000 เปอร์เซ็นต์ เป็นการตั้งรับชนิดที่เรียกว่าโงหัวไม่ขึ้น รถบัสกี่คันก็เอามาจอดขวางไว้หมด จนแฟนบอลชาวไทยแทบจะขาดใจตายคาหน้าจอ
1.สถิติร่างทรงบอลโบราณ
เกมนี้ แอนโธนี่ ฮัดสัน จัด 11 ตัวจริงลงสนามมา ทำเอาแฟนบอลต้องขยี้ตา เพราะอายุอานามรวมกันทะลุไปถึง 344 ปี ค่าเฉลี่ยอายุล่อไป 31.27 ปีเข้าไปแล้ว แน่นอนว่าโค้ชอาจจะอยากใช้เก๋าบดเก๋า ขนทั้ง ธีรศิลป์ แดงดา, สารัช อยู่เย็น, ณัฐพงษ์ สายริยา, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และแกนหลักคนอื่นๆ ลงไปประคองเกม เพราะการเจอจีนในบ้านเขา มันคืองานยากอันดับต้นๆ อยู่แล้ว
แต่พอเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น สถิติหลังเกมมันตบหน้าเราฉาดใหญ่เลยนะครับ เปอร์เซ็นต์ครองบอล (จีน 63% vs ไทย 34%), โอกาสส่องประตู จีน 24 ครั้ง (เข้ากรอบ 6) vs ไทย 3 ครั้ง (ไม่ตรงกรอบเลยสักครั้ง), จำนวนการจ่ายบอล: จีน 498 ครั้ง vs ไทย 283 ครั้ง (ห่างกันถึง 215 ครั้ง)
ตัวเลขเหล่านี้มันไม่ได้บอกแค่ว่าเราสู้ไม่ได้ แต่มันฟ้องว่า เราไม่คิดจะสู้ ในเกมรุกเลยต่างหาก
2.กูรูระดับตำนานยังส่ายหัว
เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปเองคนเดียวนะครับ เพราะมีโอกาสได้ต่อสายตรงคุยกับกูรูฟุตบอลไทยที่คร่ำหวอดมาตั้งแต่ยุคดรีมทีมอย่าง "พี่นงค์" เจ้าของเพจ น้านงค์ ตรงข้าม แกใส่ยับแบบตรงประเด็นเลยว่า
"ถ้ามองแค่ผลแข่งขัน เออ... มันก็ดีที่ไม่แพ้ แต่ถ้ามองรูปเกม บอกเลยว่าไม่ไหว 90 นาทีไทยรับอย่างเดียว จีนบุกใส่อยู่ข้างเดียวเหมือนบอลวันเวย์ ทั้งที่อันดับฟีฟ่าก็ไม่ได้ห่างกันขนาดนั้น แต่ไม่รู้ ฮัดสัน แกกลัวอะไรนักหนา ถึงได้ปอดแหกจัดทัพเน้นรับขนาดนี้ แถมยังดึงดันใช้แต่นักเตะอายุเยอะ ส่วนดาวรุ่งพลังหนุ่มปล่อยให้นั่งตบยุงอยู่ข้างสนาม โต้กลับก็ไม่มี แพลนบีก็ไม่ได้เห็น เรียกว่าวางหมากมาแบบยอมจำนนตั้งแต่ในมุ้ง"
น้านงค์ แกยังทิ้งท้ายให้คิดด้วยว่า นี่มันคือเกมอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นโอกาสทองในการสร้างทีมสายเลือดใหม่เพื่ออนาคต แต่โค้ชกลับเลือกที่จะโยนโอกาสนั้นทิ้งไป นักเตะที่ดึงมาจากยุโรป จากญี่ปุ่น เอามานั่งดูเพื่อน ตัวไทยวัยรุ่นฟอร์มสดก็ไม่ยอมใช้ ทำทีมฟุตบอลแบบเพลย์เซฟ เอาแค่รอดตัวไปนัดๆ แบบนี้ แล้วอนาคตบอลไทยจะไปอยู่ตรงไหน?
3.ย้อนแย้งสิ้นดี... วิถีทวงแชมป์อาเซียน?
คำถามตัวโตๆ ที่เกิดขึ้นในใจแฟนบอลตอนนี้คือ อุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์รอบนี้ เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง? ได้ลองทีมตรงไหน? ได้ทดสอบตัวผู้เล่นจริงไหม?
อย่าลืมนะครับว่าอีกแค่เดือนเศษๆ เรามีภารกิจใหญ่ในศึก ชิงแชมป์อาเซียน 2026 (ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ที่สมาคมฯ ประกาศปาวๆ ว่าจะไปทวงบัลลังก์แชมป์คืนมาจากเวียดนาม แต่การกระทำของ ฮัดสัน มันช่างสวนทางกับเป้าหมายเหลือเกิน
รายการนั้นมันไม่ตรงกับปฏิทิน ฟีฟ่า เดย์ นะครับ! แปลว่าบรรดาแข้งต่างแดน ทั้ง ธีรภัทร ปรือทอง (ซัปโปโร), เอราวัณ การ์นิเยร์ (ล็องส์) หรือ จู๊ด เบลล์ ที่กำลังหาทีมใหม่ในอังกฤษ ไม่มีทางที่สโมสรจะปล่อยตัวมาช่วยแน่ๆ เพราะมันตรงกับช่วง พรี-ซีซั่น ของลีกทั่วโลกพอดี แล้วทำไมในเกมอุ่นเครื่องที่มีพวกเขาอยู่ โค้ชถึงไม่ยอมใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด?
4.ปริศนาแบ็กซ้ายที่หายไป
อีกหนึ่งเรื่องชวนเกาหัวคือ รายชื่อนักเตะชุดนี้ ไม่มีแบ็กซ้ายธรรมชาติเลยแม้แต่คนเดียว!
ผลลัพธ์คือทั้งเกมเสมอ คูเวต 2-2 และเกมเสมอ จีน 0-0 ฮัดสันแก้ปัญหาด้วยการส่ง "เจ้าเซฟ" ศุภนันท์ บุรีรัตน์ แบ็กขวาอาชีพ โยกไปเล่นแบ็กซ้ายจำเป็น คือต้องยอมรับว่า เจ้าเซฟเป็นนักเตะที่มีวินัยและเก่งมากคนหนึ่ง แต่การจับนักเตะไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด สุดท้ายผลงานมันก็ออกมาอย่างที่แฟนบอลเห็นทางหน้าจอนั่นแหละครับ ทุลักทุเลและเสียของสุดๆ
การลองทีมตามหลักสากลทั่วโลก เขาก็ต้องเรียกนักเตะมาให้ครบทุกตำแหน่งเพื่อหาเคมีที่ลงตัวไม่ใช่หรือ? แต่อันนี้ขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่ได้เก่งกว่าโค้ชหรือทีมงานสตาฟฟ์เบื้องหลัง แต่ในมุมของแฟนบอลและพี่ๆ สื่อมวลชนอีกหลายท่าน เราแค่มองด้วยความไม่เข้าใจว่า คิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนี้?
5.เอเชียน คัพ ที่ซาอุฯ (จะไหวไหม?)
เมื่อมองผลงานทัศนศึกษาของทัพช้างศึกในรอบนี้ แล้วหันไปมองอนาคตข้างหน้าในทัวร์นาเมนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง เอเชียน คัพ รอบสุดท้าย ที่ซาอุดีอาระเบีย ในช่วงต้นปีหน้า (7 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์) บอกได้คำเดียวเลยว่า มืดมนอนธการ อยู่เหมือนกันครับ
ลองดูเพื่อนร่วมกลุ่มเราสิครับ กาตาร์ (แชมป์เก่า), ญี่ปุ่น (เบอร์หนึ่งของเอเชีย) และ อินโดนีเซีย (เพื่อนบ้านที่นาทีนี้แกร่งทั่วแผ่น) ขนาดเจอจีนในเกมอุ่นเครื่องเรายังโดนพับสนามบุกขนาดนี้ แล้วถ้าไปเจอของจริงในเอเชียน คัพ สภาพเราจะดูจืดขนาดไหน?
สุดท้ายนี้ ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ตกลงทริปอุ่นเครื่องหนนี้ ทัพช้างศึกได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมาบ้าง? หรือจริงๆ แล้วผมเองที่คิดผิด และต้องรีเซ็ตสมองตัวเองใหม่ว่า เฮ้ย... ผลเสมอทั้งสองนัดน่ะดีแล้ว โค้ชฮัดสันเขามีตัวเลือกจำกัดจำเขี่ย เขาแค่อยากใช้เกมนี้เช็กฟอร์มตัวเก๋า ประคองตัวรอด และดูว่าใครจะไปต่อไหวในระบบอุดแหลกแบบนี้ ผมต้องสะกดจิตตัวเองให้คิดบวกแบบนี้ใช่ไหมครับ?
แต่วิถีฟุตบอลมันไม่เคยโกหกใคร บอลที่เล่นเพื่อไม่ให้แพ้ในเกมอุ่นเครื่อง แลกกับการฆ่าอนาคตเด็กดาวรุ่ง และไร้ซึ่งทรงบอลที่จับต้องได้ มันคือสิ่งที่แฟนบอลอยากเห็นจริงๆ หรือ?
แล้วแฟนๆ ฟุตบอลไทยล่ะครับ คิดเหมือนกัน หรือคิดต่างจากนี้? ลองคอมเมนต์มาคุยกันหน่อย เพราะสำหรับผม บอกได้คำเดียวว่า ทรงแบบนี้... ทวงแชมป์อาเซียนยังเหนื่อยเลยครับ!
#กอล์ฟเบนเทเก้