ลิเวอร์พูล จ่อการันตีการติดเป็น 8 ทีมนำของตารางรอบ ลีก เฟส ถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ค่อนข้างแน่หลังโชว์ความเด็ดขาดที่เหนือกว่าบุกไปยำใหญ่ โอลิมปิก มาร์กเซย ได้อย่างยอดเยี่ยม 3-0 ในการฟาดแข้งนัดก่อนรองสุดท้ายที่ สต๊าด เวโลโดรม เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค.สานต่อผลงานไร้พ่าย 13 นัดติดต่อกันพร้อมลดแรงกดดันให้กับ อาร์เน่อ สล็อต ไปในตัวกับการพาทีมเรียกฟอร์มฉกาจอย่างที่แฟนบอลต้องการเห็นกลับคืนมาได้สำเร็จ
1. กรีนวู้ด ตัวจริงเด็ดปีกหงส์
โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ โค้ชทีม โอลิมปิก มาร์กเซย์ วางใจให้ เมสัน กรีนวู้ด อดีตกองหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด รับบทหัวหอกสอยตาข่าย ลิเวอร์พูล โดยซีซั่นนี้สตาร์เลือดผู้ดีวัย 24 ปีตะบันไปแล้วมากถึง 20 ประตูในทุกรายการ
กระนั้นก็ดี กุนซือทีมเจ้าบ้านสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการส่ง อาเหม็ด จูเนียร์ ตราโอเร่ กองกลางทีมชาติ ไอวอรี่ โคสต์ ที่ยืมมาจากสโมสร บอร์นมัธ ลงเล่นเกมหูใหญ่เป็นนัดแรกทดแทนการปราศจาก เอเมอร์สัน
ขณะเดียวกัน นายใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนใส่ชื่อ ปิแอร์ เอเมริค โอบาเมย็อง และ อิกอร์ ไพเซา สองกองหน้าที่ไม่ฟิตเต็มร้อยเป็นตัวสำรองทั้งคู่
สำหรับแผงหลัง ทีมดังของ ลีก เอิง ใช้บริการ ไมเคิ่ล อามีร์ มูริลโล่ และ แบงฌาแม็ง ปาวาร์ รับมือกับเกมรุกของแชมป์ พรีเมียร์ลีก
2. ซาลาห์ สตาร์ต-ไร้ โกนาเต้
อาร์เน่อ สล็อต กุนซือ ลิเวอร์พูล เลือกส่ง โม ซาลาห์ ลงเล่นเป็นตัวจริงทันทีหลังกองหน้าทีมชาติ อียิปต์ กลับมาจากการรับใช้ชาติในศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์
บังโม ได้ออกสตาร์ตให้ต้นสังกัดเป็นเกมแรกในรอบเกือบสองเดือนนับตั้งแต่แมตช์แพ้ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น คารัง 4-1 ในรายการนี้เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ขณะที่ โคดี้ กัคโป ถูกดร็อปไปนั่งข้างสนาม
อย่างไรก็ดี หงส์แดง ปราศจาก อิบราฮิม่า โกนาเต้ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติ ฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางกลับมาจัดการธุระส่วนตัวในบ้านเกิด และทำให้ โจ โกเมซ ได้เสียบแทนเป็นคู่ขาของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ซึ่งลงเล่นให้กับสโมสรครบ 350 นัดพอดี
นอกจากนี้ เคอร์ติส โจนส์ เสียตำแหน่งตัวจริงเช่นกันให้กับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ รวมเป็นสามตำแหน่งที่ทีมจากเมืองผู้ดีปรับทัพหลังทำได้แค่เสมอกับ เบิร์นลีย์ 1-1 ในเกม พรีเมียร์ลีก ที่สนาม แอนฟิลด์
3. โซโบซไล แก้ตัวแจ่ม
หลังเริ่มเขี่ยบอล ชัดเจนว่า เด แซร์บี้ อดีตกุนซือทีม ไบรท์ตัน เน้นการเล่นแบบรัดกุมสุดขีดด้วยการวางแผงหลังมากถึงห้าชีวิตในสไตล์มีวิงแบ็คสองฝั่งเพื่อรับมือกับเกมรุกของ หงส์แดง อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน หากตัดเกมบุกของทีมเยือนได้ นายใหญ่เจ้าบ้านกำชับให้ทีมโต้กลับอย่างระมัดระวังโดยไม่เสี่ยงปล่อยบอลให้หลุดไปตกอยู่กับทีมเยือนเพื่อป้องกันการถูกโต้กลับ
ด้วยแผนการเล่นดังกล่าว มาร์กเซย์ จึงได้ครองบอลมากกว่า แต่แทบไม่มีจังหวะทำเสียวให้แฟนบอลได้ลุ้นเลยเนื่องจากพวกเขาไม่คิดเสี่ยงปล่อยบอลแบบวัดดวงหากโอกาสไม่เปิดกว้างให้มากพอ และเน้นส่งบอลถอยหลังเก็บเอาไว้กับตัวเองเป็นหลักหากมองดูแล้วว่าไม่น่าจะสร้างโอกาสพังประตูได้
จนในที่สุด โอกาสก็เปิดกว้างให้กับ ลิเวอร์พูล จากจังหวะได้ลูกฟรีคิกระยะ 22 หลาโดย โดมินิค โซโบซไล แก้ตัวได้สำเร็จหลังเล่นพลาดในสองเกมก่อนหน้านี้กับการเลือกยิงเรียดระดับหน้าแข้งวัดดวงว่ากำแพงของ มาร์กเซย์ จะกระโดดบล็อกซึ่งได้ผลทันตาเห็นเนื่องจากบอลพุ่งต่ำหลุดปลายนิ้วของนายทวาร เกร์โรนิโม่ รุลลี่ ปะทะตาข่ายพา เร้ด แมชีน บุกมานำ 1-0 ในช่วงทดเวลาของครึ่งแรก
จากประตูดังกล่าวทำให้กองกลางทีมชาติ ฮังการี ยิงประตูในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เพิ่่มเป็นสี่เม็ดแล้วจากห้าเกมหลัง อีกทั้งสร้างชื่อเป็นดาวเตะแม็กยาร์รายแรกด้วยที่เข่นประตูในถ้วยหูใหญ่ได้สามนัดติดต่อกัน
สำหรับสถิติใน 45 นาทีแรก อย่างที่บอกว่า มาร์กเซย์ เน้นครองบอลเป็นสำคัญ และเหนือกว่า ลิเวอร์พูล ในอัตรา 55.20%:44.80% หากแต่ด้วยเหตุที่พวกเขาเลือกเล่นแบบไม่คิดเสี่ยงจึงทำให้มีโอกาสยิงประตูแค่หนเดียวและเข้ากรอบ ขณะที่ เร้ด แมชีน ได้ยิง 5 ครั้ง เข้ากรอบ 1 ครั้ง
4. เปิดเกมรุกได้ปูดเพิ่ม
ออกสตาร์ตครึ่งหลัง เด แซร์บี้ สั่งลูกทีมบุกแหลกตามคาดเนื่องจากไม่มีอะไรให้เสีย และทำให้สาวกเจ้าบ้านได้ลุ้นเป็นระยะเนื่องจากเกมรุกของ โอแอ็ม สร้างปัญหาให้แผงหลังของ หงส์แดง ได้ไม่เลวโดยเฉพาะ กรีนวู้ด ได้โชว์ชั้นเชิงหลายหน
อย่างไรก็ดี การเล่นเกมบุกแบบเต็มตัวของทีมเจ้าบ้านกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำร้ายพวกเขาเช่นกันเนื่องจากมันเปิดโอกาสให้ เร้ด แมชีน ได้ตอบโต้ในจังหวะตัดบอลได้จนในที่สุด เจเรมี่ ฟริมปง ซึ่งเกมนี้เติมเกมรุกได้อย่างร้ายกาจหลายหนสลัดหลุดจาก ฟากุนโด้ เมดิน่า ไปผ่านบอลมุมแคบแฉลบขานายทวาร รุลลี่ เข้าประตูให้ทีมเยือนนำเพิ่ม 2-0 จนได้ในนาที่่ 72
เท่านั้นไม่พอ แม้ โอแอ็ม น่าจะได้ประตูตีไข่แตกเป็นอย่างน้อยจาก โอบาเมยอง ตัวสำรองในช่วงทดเวลา แต่ อลิสซง โชว์ความหนึบในเกมนี้ปัดได้อย่างเหลือเชื่ออีกหนก่อนที่พริบตาต่อมา กัคโป จะยิงลูกปิดกล่องให้ เร้ด แมชีน คว้าชัยได้อย่างงดงาม 3-0 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความคมในการจบสกอร์ที่แตกต่างกันของสองทีม
จบเกม 90 นาที มาร์กเซย์ เหนือกว่าในด้านการครองบอล 58.0%:42.0% และได้ยิง 15 ครั้งเข้ากรอบ 4 ครั้งซึ่งถูก อลิสซง เซฟเรียบวุธ ขณะที่ ลิเวอร์พูล ได้ยิง 11 ครั้งเข้ากรอบ 3 ครั้ง
5. ข่ม มาร์กเซย์ สี่นัดรวดไร้พ่ายเพิ่ม 13 นัด
หลังบุกไปสยบ โอแอ็ม ได้ถึงรัง ลิเวอร์พูล สานต่อผลงานไร้พ่ายเพิ่มเป็น 13 นัด แต่ที่ทำให้กองเชียร์แฮปปี้คือ สล็อต พาทีมคว้าผลลัพธ์ได้สำเร็จซึ่งจะช่วยให้กุนซือดัตช์ลดความกดดันไปในตัวหลังโดนโห่ใส่ในหลายเกมหลัง
นอกจากนี้ ลิเวอร์พูล ชนะ มาร์กเซย์ ตลอดสี่เกมหลังในทุกสนามของเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมทั้งหมดเจ็ดเกมของทุกรายการในถ้วยยุโรปที่ทั้งสองทีมต่อกรกัน เครื่องจักรสีแดง คว้าชัยได้สี่นัด เสมอหนึ่งนัด และแพ้สองนัด
และที่สำคัญ ทีมจาก แอนฟิลด์ ยุติผลงานนัดบุกมาเยือนทีมลูกหนังของเมืองน้ำหอมที่ย่ำแย่ได้สำเร็จเนื่องจากก่อนหน้านี้หกนัดในการบู๊กับทุกทีมจาก ลีก เอิง ในฝรั่งเศส เร้ด แมชีน ชนะแค่เกมเดียวเท่านั้นในทุกรายการ (เสมอ 2 แพ้ 3) โดยพวกเขาบุกมาคว่ำ เปแอสเช ได้ 1-0 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เดือนมี.ค.2025