ลบคำสบประมาท! 'หลุยส์ เอ็นรีเก้' ร่ายมนต์ 'เปแอสเช ' เถลิงแชมป์ยุโรป 2 สมัยซ้อนก้าวสู่ยอดทีมยุโรป

ลบคำสบประมาท! 'หลุยส์ เอ็นรีเก้' ร่ายมนต์  'เปแอสเช ' เถลิงแชมป์ยุโรป 2 สมัยซ้อนก้าวสู่ยอดทีมยุโรป
ค่ำคืนที่บูดาเปสต์กลายเป็นสักขีพยานครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ ปารีส แซงต์-แชร์แมง สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปอย่างแท้จริง หลังดวลจุดโทษเอาชนะ อาร์เซนอล ไปได้อย่างสุดระทึก 4-3 (เสมอในเวลา 1-1) ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

นี่ไม่ใช่แค่การรักษาแชมป์ธรรมดา แต่เป็นความสำเร็จที่ลบภาพจำเดิม ๆ ของ "ทีมมหาเศรษฐีไร้ระบบ" ให้กลายเป็น "เครื่องจักรสีน้ำเงิน" ที่ขับเคลื่อนด้วยทีมเวิร์กอย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้กุนซือสมองเพชรที่ชื่อ หลุยส์ เอ็นรีเก้

เขย่าบัลลังก์ยุโรป

การป้องกันแชมป์ในยุคโมเดิร์นฟุตบอล (ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา) ถือเป็นภารกิจที่ยากระดับเป็นไปไม่ได้ มีเพียง เรอัล มาดริด (ชุดแชมป์ 3 สมัยซ้อน ปี 2016-2018) เท่านั้นที่เคยทำได้ จนกระทั่งเปแอสเชยุคเอ็นรีเก้ก้าวเข้ามาทำลายกำแพงนี้ และกลายเป็นสโมสรที่ 10 ในประวัติศาสตร์ 71 ปีของถ้วยบิ๊กเอียร์ที่ทำสถิติคว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกันได้สำเร็จ

หากนับในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เปแอสเชยุคใหม่กวาดแชมป์ไปถึง 8 จาก 10 รายการที่ลงแข่งขัน พลาดไปเพียงแค่สโมสรโลกและเฟร้นช์ คัพ เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในฤดูกาลนี้ พวกเขายังโชว์เกมรุกดุดันน่ากลัว สังหารประตูไปถึง 45 ลูก (ทาบสถิติตลอดกาลของบาร์เซโลน่าปี 1999-2000) และครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 60.5% มากที่สุดในทัวร์นาเมนต์

"ความรู้สึกมันปนเปกันไปหมด ทั้งตื่นเต้น ทั้งเหนื่อยล้า แต่นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฤดูกาล เรายังคงเป็นแชมป์ แชมป์สองสมัยติด มันน่าทึ่งมาก" หลุยส์ เอ็นรีเก้ เปิดใจหลังเกม

ความสำเร็จครั้งนี้ยังส่งให้เปแอสเชขึ้นแท่นเป็นสโมสรฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในถ้วยยุโรป แซงหน้าคู่ปรับตลอดกาลอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ที่เคยทำได้เพียงสมัยเดียว (ปี 1993) ไปเรียบร้อยแล้ว

เจาะลึกสูตรสำเร็จ: เมื่อ 'ทีมเวิร์ก' ทรงพลังกว่า 'ซูเปอร์สตาร์'

ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2023 กิลเลม บาลาเก้ ผู้สื่อข่าวฟุตบอลชื่อดังเปิดเผยว่า จริงๆ แล้ว หลุยส์ เอ็นรีเก้ ปฏิเสธที่จะรับงานนี้ในตอนแรก โดยให้เหตุผลว่า "ทีมคุณมีแต่พวกซูปเปอร์สตาร์เต็มไปหมด ผมไม่สนใจหรอก"

บอร์ดบริหารของเปแอสเชต้องยอมถอยและให้สัญญาว่าจะอนุญาตให้เขาล้างบางและ "เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร" ใหม่ทั้งหมด โจทย์ของสโมสรไม่ได้ถูกตั้งว่า "เราจะชนะแชมเปียนส์ลีกอย่างไร?" อีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็น "เราอยากเล่นฟุตบอลแบบไหน?" และคำตอบคือ ฟุตบอลเกมรุกที่สวยงามและดุดัน ซึ่งเอ็นรีเก้คือจิ๊กซอว์ที่ใช่ที่สุด

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในหน้าร้อนปี 2024 เมื่อทีมต้องเสีย คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสรไปให้เรอัล มาดริด แบบไม่มีค่าตัว หลายฝ่ายตราหน้าว่าเปแอสเชจะลดความน่ากลัวลง แต่เอ็นรีเก้กลับพิสูจน์ให้เห็นว่า "ฟุตบอลเล่นกัน 11 คน"

ในฤดูกาลแรกที่ไม่มีเอ็มบัปเป้ (2024-25) เปแอสเชกลับยิงประตูรวมทุกรายการได้มากกว่าปีสุดท้ายของเอ็มบัปเป้ถึง 44 ประตู! เอ็นรีเก้เคยลั่นวาจาไว้ว่า "ผมชอบให้ผู้เล่น 5 คนยิงคนละ 10 ประตู มากกว่าให้คนๆ เดียวยิง 50 ประตู" และเขาก็ทำได้จริง เมื่อฤดูกาลนี้เปแอสเชมีผู้เล่นที่หมุนเวียนกันทำประตูถึง 20 คน!

นอกจากนี้ ทีมยังกลายเป็นสโมสรที่โดนใบเหลืองน้อยที่สุดในลีกใหญ่ยุโรป ซึ่งสะท้อนถึง "การควบคุมอารมณ์" และความสามัคคีที่ทุกคนยอมสละสปอตไลท์เพื่อเล่นเพื่อทีมอย่างแท้จริง

ขุมกำลังชุดเดิม...แต่ยกระดับสู่ความไร้เทียมทาน

ความน่าทึ่งอีกประการของเปแอสเชชุดนี้คือ "เสถียรภาพ" ผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ 10 คนที่ลงสนามเป็นตัวจริงในนัดชิงกับอาร์เซนอล คือผู้เล่นชุดเดียวกันกับที่ถล่ม อินเตอร์ มิลาน 5-0 เมื่อ 12 เดือนก่อนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเพียงตำแหน่งผู้รักษาประตูคนเดียวที่เปลี่ยนไปคือ มัตเวย์ ซาโฟนอฟ ที่ลงทำหน้าที่แทน จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ที่ย้ายไปแมนฯ ซิตี้

จุดนี้แสดงให้เห็นว่า เอ็นรีเก้ไม่ได้ใช้เงินแก้ปัญหา แต่เขาใช้ "ระบบและการพัฒนาผู้เล่นเดิม" จนเคมีเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ 

ก้าวสู่ทำเนียบกุนซือระดับ 'อีลีท' ของโลก

ความสำเร็จครั้งนี้ส่งให้ หลุยส์ เอ็นรีเก้ จารึกชื่อเป็นผู้จัดการทีมคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรปที่คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก/ยูโรเปียนคัพ มาครองได้ถึง 3 สมัย (บาร์เซโลน่า 2015, เปแอสเช 2025, 2026) ร่วมกับบรมครูอย่าง 

  • บ็อบ เพสลีย์ (ลิเวอร์พูล 1977,1978,1981)
  • คาร์โล อันเชล็อตติ (เอซี มิลาน2003, 2007; เรอัล มาดริด 2014, 2022, 2024)
  • เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (บาร์เซโลน่า 2009, 2011; แมนฯ ซิตี้ 2023)
  • ซีเนดีน ซีดาน (เรอัล มาดริด 2016,2017,2018)

ที่น่าสนใจคือ แม้กระทั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอดกุนซือแมนฯ ซิตี้ ก็ยังไม่เคยพาทีมไหนป้องกันแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปได้สำเร็จเลย ไม่ว่าจะยุคบาร์ซ่าที่มีลิโอเนล เมสซี่ หรือกับแมนฯ ซิตี้ แต่เอ็นรีเก้ทำได้ ทำให้เปแอสเชในชั่วโมงนี้ถูกยกไปเปรียบเทียบกับทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอย่าง อาแจ็กซ์ ยุค 70 หรือ เอซี มิลาน ยุคปลาย 80 เป็นที่เรียบร้อย

ยิ่งไปกว่านั้น เอ็นรีเก้ ยังได้ใจแฟนบอลปารีเซียงไปเต็ม ๆ ความสัมพันธ์ของเขากับแฟนบอลหยั่งรากลึกเกินกว่าเรื่องฟุตบอล ในเกมรอบชิงที่บูดาเปสต์ แฟนบอลปารีสได้กางป้ายแบนเนอร์ขนาดยักษ์เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาและ "ซาน่า" ลูกสาวผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นภาพจำที่สะเทือนใจและเปี่ยมด้วยพลังใจที่ทำให้เอ็นรีเก้เต้นรำฉลองแชมป์ร่วมกับประธานสโมสร นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ อย่างสุดเหวี่ยง

เป้าหมายต่อไปของ เปแอสเช และ เอ็นรีเก้ คือการเดินหน้าล่าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 3 ติดต่อกันในฤดูกาลหน้า ซึ่งหากทำได้ พวกเขาจะกลายเป็นทีมที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่ทำ "ทรี-พีท" (Three-peat) ได้สำเร็จ และลบล้างคำสบประมาทในอดีตไปอย่างถาวร!



ที่มาของภาพ : Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport