สกอร์ 0-2 ปกติแล้วควรเป็นสกอร์ที่พาไปสู่ความหดหู่ โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งคือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
มันควรเป็นคืนที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล เดินออกจากสนามพร้อมความรู้สึกว่า ช่องว่างระหว่างทีมของตัวเองกับยอดทีมยุโรปยังห่างไกลเหลือเกิน
แต่ความแปลกของเกมนี้คือ ลิเวอร์พูล แพ้โดยที่หลายคนกลับรู้สึกว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในฟอร์มที่น่าประทับใจที่สุดของทีมในฤดูกาลนี้เสียด้วยซ้ำ
มันฟังดูย้อนแย้ง แต่ก็เป็นความย้อนแย้งที่โลกฟุตบอลมันก็เป็นแบบนี้
เพราะหากดูจากรูปเกม ลิเวอร์พูลไม่ได้เป็นฝ่ายถูกบดขยี้
พวกเขายิงมากกว่า 21 ครั้ง ขณะที่ เปแอสเช ยิง 12 ครั้ง และค่า xG ของ ลิเวอร์พูล ก็สูงถึง 1.94 เหนือกว่า เปแอสเช ที่ 1.25 ด้วยซ้ำ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า ลิเวอร์พูล ควรชนะ แต่แปลว่าพวกเขาเล่นเกมที่มีโครงสร้างและมีพลังมากพอจะทำให้แชมป์ยุโรปต้องถอยไปตั้งรับหลายช่วง
นั่นต่างหากคือประเด็นสำคัญ
ลิเวอร์พูล ค่ำคืนที่แพ้ เปแอสเช ไม่ได้สมบูรณ์แบบ พวกเขายังขาดความคม ยังมีจังหวะสุดท้ายที่ไม่เฉียบพอ และยังไม่สามารถเปลี่ยนความเหนือกว่าเชิงโมเมนตัมให้เป็นสกอร์ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขามีคือบางอย่างที่แฟนบอลรอเห็นมานาน นั่นคือความเข้มข้นและเพรสซิงที่ทำงานจริง
ฤดูกาลนี้ หนึ่งในคำวิจารณ์ที่หนักที่สุดต่อทีมของ อาร์เน่อ คือดูเหมือนทีมที่กดดันคู่แข่งแบบไร้ระบบ
บางเกมเพรสไม่พร้อมกัน บางเกมถอยก็ไม่สุด จนภาพรวมดูเหมือนฟุตบอลที่ขาดการซ้อมอย่างชัดเจน
แต่เกมนี้ต่างออกไป ลิเวอร์พูล บีบสูง ไล่ปิดมุมจ่าย จน เปแอสเช เสียบอลตรงแดนตัวเองหลายครั้ง และต้องเล่นในจังหวะที่ไม่ถนัดอยู่นานพอสมควร
ยิ่งครึ่งหลัง ภาพมันยิ่งชัดขึ้นอีก ลิเวอร์พูล แทบปิดเกมของ เปแอสเช ได้อยู่หมัด ช่วงหนึ่งของเกม ทีมเยือนถึงกับหาบอลไม่เจอ และไม่สามารถเปลี่ยนเกมให้ไหลเข้าสู่จังหวะของตัวเองได้เลย
สิ่งที่ทำให้ เปแอสเช รอดออกไปพร้อมชัยชนะ คือคุณภาพจังหวะโต้กลับ และความเด็ดขาดในพื้นที่ที่ ลิเวอร์พูล ยังไม่มี
ไม่ใช่เพราะพวกเขาคุมเกมได้เหนือกว่าแบบเบ็ดเสร็จ
พูดอีกแบบคือ ลิเวอร์พูล แพ้ในเกมที่ตัวเองเล่นได้และนั่นคือเหตุผลที่เกมนี้ให้ความรู้สึกต่างจากความพ่ายแพ้นัดอื่น ๆ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาของ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่แพ้ แต่คือแพ้แบบไม่เห็นทิศทาง
แพ้แบบมาตรฐานขั้นต่ำตกลงไปต่ำจนน่าตกใจ
เกมกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน, สเปอร์ส หรือ ไบรท์ตัน ทำให้คนรู้สึกว่าแม้จะยอมรับว่านี่คือฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน แต่บางนัดทีมก็ย่ำแย่เกินกว่าจะใช้คำว่าทรานซิชั่นมาปลอบใจกันได้
ตรงนี้เองที่เกมกับ เปแอสเช มีความหมาย เพราะมันเหมือนเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่เราได้เห็นสัญญาณของการคลิกกันในทีมของ อาร์เน่อ
โดมินิก โซโบซไล คือภาพแทนของสิ่งนั้นได้ดีที่สุด
เขาชนะการดวล 11 จาก 13 ครั้ง จ่ายบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย 9 ครั้ง และเล่นด้วยพลังที่เหมือนกำลังพยายามลากทั้งทีมให้วิ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง
เกมแบบนี้ทำให้เห็นว่าเมื่อเขาอยู่ในจังหวะที่ใช่ เขาไม่ใช่แค่มิดฟิลด์ที่ขยัน แต่เป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างความเข้มข้นกับคุณภาพเกมรุก
อีกคนที่น่าสนใจคือ มิลอส เคอร์เคซ ซึ่งรับมือกับเกมริมเส้นของ เปแอสเช ได้ดี ชนะการดวล 6 จาก 8 ครั้ง และทำให้พื้นที่ด้านข้างที่เคยเป็นจุดอ่อนของ ลิเวอร์พูล หลาย ๆ เกม ดูมีเสถียรภาพมากขึ้นพอสมควร
ส่วนแนวรุกเอง แม้จะยังไม่เฉียบพอ แต่ก็มีสัญญาณว่าโครงสร้างการเข้าทำเริ่มสร้างภาระให้คู่แข่งได้จริง
โดยเฉพาะการที่ผู้เล่นบางรายสร้างโอกาสได้ถึง 4 ครั้งเท่ากับ โม ซาลาห์ ซึ่งสะท้อนว่าภาระเกมรุกไม่ได้ตกอยู่กับคนเดิมเพียงคนเดียวตลอดอีกต่อไป
แน่นอน นี่ไม่ใช่เวลาจะยกย่องกันเกินจริง เพราะสุดท้ายฟุตบอลวัดกันที่ประตู และ ลิเวอร์พูล ก็ยังแพ้อยู่ดี
จุดอ่อนเรื่องปีกยังเป็นปัญหาใหญ่ ซาลาห์ ไม่ได้อยู่ในระดับเดิม
ขณะที่ โคดี้ กัคโป ก็มีฤดูกาลที่น่าผิดหวัง ทำให้สโมสรจำเป็นต้องหาตัวรุกริมเส้นใหม่ในตลาดหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งการรักษาความเข้มข้นแบบนี้ให้ได้ทุกสัปดาห์ก็ยังเป็นคำถามสำคัญ เพราะ ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้มักมีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอ
พูดตรง ๆ ก็คือ เกมนี้ไม่ได้ลบคำถามเรื่องอนาคตของ อาร์เน่อ ออกไปทั้งหมด แต่มันเปลี่ยนน้ำเสียงของคำถาม
ว่าจากเดิมที่เป็นการจ้องจับผิดอย่างเดียว กลายเป็นการถามว่า ถ้าเขาพาทีมเล่นแบบนี้ต่อเนื่องได้ เขายังมีสิทธิ์เป็นคนที่ใช่สำหรับโปรเจกต์นี้หรือไม่
นั่นเป็นความต่างที่สำคัญมาก
ฝ่ายบริหาร ลิเวอร์พูล และ เอฟเอสจี รู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่า ฤดูกาลนี้จะเจ็บปวด
มันคือปีที่สโมสรต้องค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากแกนเก่าไปสู่โครงสร้างใหม่ และเมื่อทีมอยู่ในจุดที่กำลังจะเสียผู้เล่นระดับตำนานหลายราย พร้อมกับต้องผลักนักเตะอายุน้อยขึ้นมา ระบบการเล่นย่อมต้องใช้เวลาในการเข้ารูป
แต่สิ่งที่แฟนบอลรับไม่ได้ ไม่ใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเจ็บปวดที่ดูเหมือนไม่พาไปไหน
อย่างน้อยที่สุด เกมกับ เปแอสเช ก็ได้บอกว่า ความเจ็บปวดนี้อาจยังมีทิศทางอยู่
สิ่งที่ อาร์เน่อ ต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่การสร้างเกมดีเกมเดียว แต่เป็นการรักษาระดับแบบนี้ให้ได้จนจบฤดูกาล
เขาต้องพิสูจน์ว่าการเพรสซิงที่กลับมาทำงาน การเล่นด้วยความเข้มข้นสูง และการทำให้คู่แข่งระดับท็อปต้องลำบาก
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือแรงฮึดชั่วคราว เขาต้องทำให้สิ่งนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของทีม ไม่ใช่ค่ำคืนพิเศษแค่คืนเดียว
เพราะสิ่งที่ตัดสินอนาคตของโค้ชในฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือหลักฐานของทิศทาง
แฟนบอลยอมรับได้ถ้าทีมยังไม่สมบูรณ์
แฟนบอลให้อภัยได้ถ้ายังมีช่องโหว่บางจุด
แฟนบอลอดทนได้ถ้ารู้ว่าทีมกำลังสร้างอะไรบางอย่างที่ดีขึ้น
แต่สิ่งที่แฟนบอลทนไม่ได้ คือการไม่เห็นอะไรเลย
แม้ ลิเวอร์พูล ยังไม่ดีพอจะชนะ เปแอสเช แต่ในค่ำคืนที่ทั้งฤดูกาลเต็มไปด้วยความสับสน อย่างน้อยพวกเขาก็ทำให้เห็นว่า เมื่อความเข้มข้น กลับมา เมื่อเพรสซิงกลับมาทำงาน และเมื่อผู้เล่นหลายคนเริ่มเข้าใจจังหวะกันมากขึ้น ลิเวอร์พูล ก็ยังมีทางจะไปต่อได้จริง
ถึงกระนั้น ฟุตบอลไม่เคยให้รางวัลกับความหวังอย่างเดียว
มันต้องมีการเสริมปีก ต้องมีขุมกำลังที่ลึกขึ้น ต้องยกระดับมาตรฐานขั้นต่ำของทีม และต้องดึงฟอร์มที่ดีจากคนอย่าง อิบราฮิม่า โกนาเต้ หรือ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ให้ออกมาอย่างสม่ำเสมอกว่านี้
ถ้าจะถามว่าเกมกับ เปแอสเช ให้อะไรกับ ลิเวอร์พูล มากที่สุด
คำตอบอาจไม่ใช่แต้ม ไม่ใช่ชัยชนะ และไม่ใช่คำชื่นชมจากยุโรป
มันคือการคืนความรู้สึกว่า ทีมนี้อาจยังไม่หลงทางอย่างที่หลายคนกลัว
และในฤดูกาลที่ความพ่ายแพ้เคยทำให้ทุกอย่างดูมืดไปหมด บางที แค่นั้นก็มีค่ามากพอแล้ว
HOSSALONSO