ด้วยวัยเพียง 19 ปี แต่ เทรย์ นีโอนี่ กำลังเป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ อันโดนี่ อิราโอล่า
และการแจ้งเกิดของเขาก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของ โดมินิก โซโบซไล และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก
ก่อนเปิดฤดูกาล แฟนบอล ลิเวอร์พูล จำนวนไม่น้อยกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของแผงกองกลางและแนวรับ
แต่เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ปัญหาในแนวรับกลับคลี่คลายไปพอสมควร
เฌเรมี่ ฌักเกต์ ทำผลงานได้เกินความคาดหมาย แม้จะมีประสบการณ์ไม่มาก ขณะที่ โรนัลด์ อเราโฮ ซึ่งย้ายมาด้วยสัญญายืมตัวและเคยถูกตั้งคำถาม กลับช่วยยกระดับทีมได้ทั้งตำแหน่งแบ็กขวาและเซ็นเตอร์แบ็ก
ผลงานเกมรับใน พรีเมียร์ลีก จึงเริ่มดีขึ้น แม้บอลยุโรปยังมีปัญหาเสียประตูง่าย แต่มันก็เพราะด้วยการหมุนเวียนผู้เล่นหลายตำแหน่ง
ขณะที่ แดนกลางกลับมีคำถามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อิราโอล่า เริ่มมีแนวโน้มว่าจะเลือกใช้คู่มิดฟิลด์ตัวกลางที่ชัดเจนมากขึ้นในระบบ Double Pivot (กองกลางสองคนยืนคุมพื้นที่หน้าแนวรับ)
คนแรกคือ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง
ส่วนอีกคนคือ นีโอนี่
ย้อนกลับไปช่วงซัมเมอร์ ลิเวอร์พูล ตั้งใจเปิดโอกาสให้ นีโอนี่ ได้ลงสนามแทน เคอร์ติส โจนส์ ที่ย้ายออกจากทีม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญเร็วกว่าที่หลายคนคิด
และตัวเลขของ นีโอนี่ ก็อธิบายได้ว่าทำไม อิราโอล่า ถึงเริ่มไว้วางใจเด็กคนนี้
ในลีกฤดูกาลนี้ เขามีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมเกมรับสูงถึง 13.3 ครั้งต่อ 90 นาที มากที่สุดในบรรดานักเตะ ลิเวอร์พูล ทุกตำแหน่ง
ทั้งที่เพิ่งอายุ 19 ปี แต่เขาอ่านเกมและรับมือกับสถานการณ์ตอนไม่มีบอลได้ดี
ถึงกระนั้น จุดเด่นสำคัญที่สุดของ นีโอนี่ คือคการจ่ายบอลขึ้นหน้า
เขามีค่าเฉลี่ย Line-breaking Passes หรือการจ่ายบอลทะลุแนวฝั่งฝ่ายตรงข้ามถึง 18.2 ครั้งต่อ 90 นาที ซึ่งสูงที่สุดในทีม
นี่เป็นคุณสมบัติที่ ลิเวอร์พูล ขาดหายไปหลังการย้ายออกของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
การมีมิดฟิลด์ที่ช่วยเกมรับได้ดีและสามารถจ่ายบอลผ่านแนวเพรสซิ่งของคู่แข่ง ทำให้ นีโอนี่ เหมาะกับระบบกองกลางคู่ของ อิราโอล่า
แล้วปัญหาของ โซโบซไล กับ กราเฟนแบร์ก อยู่ตรงไหน?
ทั้งสองคนเพิ่งเซ็นสัญญาฉบับใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยสโมสรคาดหวังว่าพวกเขาจะมีบทบาทสำคัญกับทีมระยะยาว
แต่หลังการเปลี่ยนเฮดโค้ช ทั้งคู่กลับยังไม่แสดงให้เห็นว่าตัวเองเหมาะกับระบบกองกลางคู่ของ อิราโอล่า ได้มากเท่า นีโอนี่
ขณะที่การกลับมาทำผลงานได้ดีของ แม็ค อัลลิสเตอร์ ก็ทำให้การแข่งขันในแดนกลางเข้มข้นขึ้น
สถานการณ์นี้ยังเกี่ยวข้องกับแผนเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล ด้วย
เพราะฝ่ายสรรหานักเตะต้องการเพิ่มมิดฟิลด์คนใหม่ภายในตลาดซื้อขายสองรอบข้างหน้า โดยมีชื่อของ ลามีน กามาร่า เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับความสนใจ
หาก ลิเวอร์พูล เดินหน้าเสริมกองกลางจริง ก็จะเกิดคำถามว่าผู้เล่นคนไหนต้องเสียตำแหน่ง
แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่กำลังกลับมาทำผลงานดีควรถูกถอดออกจากทีมเพื่อเปิดทางให้ผู้เล่นใหม่หรือไม่?
หรือสโมสรควรพิจารณาอนาคตของ โซโบสไล และ กราเฟนแบร์ก ซึ่งยังหาบทบาทที่ลงตัวกับระบบนี้ไม่ได้?
เรื่องนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เพราะฤดูกาลยังเหลือการแข่งขันอีกมาก และ อิราโอล่า เคยแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปรับบทบาทนักเตะได้
สมัยคุม บอร์นมัธ เขาเคยเปลี่ยน ไรอัน คริสตี้ จากมิดฟิลด์หมายเลข 10 ให้กลายเป็นกองกลางตัวรับที่ทำหน้าที่ได้ดี
มันจึงยังมีโอกาสที่ โซโบซไล หรือ กราเฟนแบร์ก จะปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ได้เช่นกัน
แต่หากทั้งคู่ยังไม่สามารถกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงได้ ลิเวอร์พูล อาจต้องพิจารณาว่าจะจัดการกับอนาคตของพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะสัญญาฉบับใหม่ที่เพิ่งเซ็นกันไป
สัญญาระยะยาวอาจช่วยรักษามูลค่าของนักเตะในตลาดซื้อขาย แต่ค่าเหนื่อยและเงื่อนไขทางการเงินก็อาจทำให้การขายนักเตะเป็นเรื่องยากขึ้นเช่นกัน
สำหรับ อิราโอล่า สิ่งที่ต้องทำเวลานี้คือหาวิธีใช้งานนักเตะที่มีอยู่ให้เกิดความต่อเนื่องมากที่สุด เพื่อพา ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะ
ส่วนการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของแต่ละคนอาจต้องรอดูผลงานตลอดฤดูกาล
จากเดิมที่ ลิเวอร์พูล กังวลว่าจะมีมิดฟิลด์คุณภาพเพียงพอหรือไม่ ตอนนี้ อิราโอล่า ต้องหาคำตอบว่าจะจัดวางผู้เล่นที่มีอยู่อย่างไรให้เหมาะกับระบบของเขา
และคำตอบเรื่องนี้อาจเป็นตัวกำหนดทั้งผลงานในฤดูกาลแรกของ อิราโอล่า รวมถึงทิศทางการเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล ในตลาดซื้อขายครั้งต่อ ๆ ไป
ฮอส อลอนโซ่