ไร้ความลงตัว ขาดความทุ่มเท จบสกอร์สิ้นเปลือง! 6 เหตุผลที่ แมนยู ผลงานย่ำแย่เกินห้ามใจ

ไร้ความลงตัว ขาดความทุ่มเท จบสกอร์สิ้นเปลือง! 6 เหตุผลที่ แมนยู ผลงานย่ำแย่เกินห้ามใจ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาตกอยู่ในสภาพย่ำแย่อีกครั้ง และสถานการณ์นี้จะทำให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค มีโอกาสสูงมากๆ ที่จะโดนบอร์ดบริหารสั่งปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในเร็วๆ นี้

ไร้ความลงตัว ขาดความทุ่มเท จบสกอร์สิ้นเปลือง! 6 เหตุผลที่ แมนยู ผลงานย่ำแย่เกินห้ามใจ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาตกอยู่ในสภาพย่ำแย่อีกครั้ง และสถานการณ์นี้จะทำให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค มีโอกาสสูงมากๆ ที่จะโดนบอร์ดบริหารสั่งปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในเร็วๆ นี้

ความพ่ายแพ้ยับเยิน 0-3 ต่อ บอร์นมัธ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตอกฝาโลงเส้นทางของ คาร์ริค หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งโชว์ฟอร์มได้เลวร้ายยิ่งกว่าในเกมโดน โคโม่ ถล่ม 4-1

ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 16 ในพรีเมียร์ลีก พวกเขาออกสตาร์ตฤดูกาลลีกได้ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1986/87 และคว้าชัยชนะได้เพียง 2 จาก 12 นัด ในทุกรายการซีซั่นนี้ โดยชัยชนะทั้งสองเกมเกิดขึ้นเหนือ อิปสวิช และ ซาบาห์

หลังจากเคยปลุกความหวังให้ทีมกลับมาฟื้นตัวได้ ภายหลัง รูเบน อโมริม ถูกปลดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว คาร์ริค กลับต้องเผชิญกับความล้มเหลวทันที นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมถาวร

แล้วเหตุใด แมนฯ ยูฯ ถึงมีผลงานได้ย่ำแย่ขนาดนี้ในฤดูกาลนี้? งานนี้คงต้องไปวิเคราะห์หลายๆ สิ่ง เพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางที่ผ่านมา

1. ละเลยการเสริมทัพในตำแหน่งสำคัญ

ปัญหาต่างๆ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มต้นเสียอีก แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจทุ่มเทความสนใจไปที่การเสริมมิดฟิลด์ตัวกลางในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ โดยใช้เงินมหาศาลถึง 155 ล้านปอนด์ (ราว 6,820 ล้านบาท) คว้าตัว ยูริ ตีเลอมันส์, อันเดรย์ ซานโตส และ คาร์ลอส บาเลบา จนละเลยการเสริมทัพในตำแหน่งอื่นๆ

ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดคือการไม่สามารถคว้าแบ็กซ้ายเข้ามาเป็นตัวสำรองและเพิ่มการแข่งขันแย่งตำแหน่งกับ ลุค ชอว์ ทุกคนต่างรู้ดีถึงปัญหานี้ รวมถึง คาร์ริค เองด้วย ซึ่งต้องใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังเมื่อถูกถามถึงเรื่องดังกล่าวนับตั้งแต่นั้น

เมื่อเห็นได้ชัดว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่สามารถคว้าตัว ลูอิส ฮอลล์ จากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ได้ สโมสรควรมองหาตัวเลือกอื่นแทน เกมเมื่อวันอาทิตย์ยิ่งตอกย้ำปัญหานี้ เมื่อจบการแข่งขัน ดีโอโก้ ดาโลต์ ดูสับสนและไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรกับการเล่นในฝั่งซ้ายของสนาม

ในทำนองเดียวกัน การขาดกองหน้าตัวเป้าที่สามารถลงเล่นแทน เบนยามิน เชชโก้ ซึ่งได้รับบาดเจ็บ กลายเป็นปัญหาร้ายแรง โดย แมนฯ ยูฯ ขาดผู้เล่นที่สามารถเป็นจุดศูนย์กลางในเกมรุกได้อย่างชัดเจน

2. ขาดความทุ่มเท

แกรี่ เนวิลล์ ถึงกับเดือดจัดหลัง แมนฯ ยูฯ เสมอกับ ฟูแล่ม 1-1 เมื่อเดือนที่แล้ว โดยตำหนินักเตะว่าเป็นความอัปยศอย่างแท้จริง จากการเดินเอื่อยเฉื่อยในสนาม และขาดความทุ่มเท

ตัวเลขสถิติสะท้อนให้เห็นถึงข้อกล่าวหาเรื่องการขาดความทุ่มเทดังกล่าว โดย แมนฯ ยูไนเต็ด วิ่งรวมระยะทางน้อยกว่าคู่แข่งถึง 7 จาก 8 นัด ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ มีเพียงเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้นที่พวกเขาวิ่งได้ระยะทางมากกว่า ซึ่งในเกมนั้นคู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 คน เป็นเวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมง หลัง ฟิล โฟเด้น ถูกไล่ออก

ปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 18 ของพรีเมียร์ลีกในสถิติระยะทางวิ่งรวมของทีมฤดูกาลนี้

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการวิ่งน้อยและขาดความทุ่มเทก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา, โชเซ่ มูรินโญ่, เอริค เทน ฮาก และ รูเบน อโมริม ต่างเคยต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะเกี่ยวกับปัญหานี้มาแล้ว

แต่สิ่งที่เห็นในสนามย่อมสะท้อนความจริงได้ดีที่สุด และในเวลานี้ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังวิ่งสู้เพื่อกุนซือคนล่าสุดได้ไม่ดีพอ

3. แนวรับอายุมากขึ้น แถมฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน

มีสโมสรชั้นนำดั้งเดิมทีมไหนบ้างที่จะพอใจกับการฝากความหวังไว้กับกองหลังมากประสบการณ์ แต่เลยจุดพีคไปแล้วอย่าง ลุค ชอว์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ มาตไตส์ เดอ ลิกต์ มากขนาดนี้?

ชอว์ สามารถลงเล่นตลอดฤดูกาลที่แล้วโดยไม่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บได้สำเร็จ แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าสถานการณ์เช่นนั้นจะยืนยาวต่อไปได้ ภาพที่เขาถูก อับดุล ฟาตาวู เลี้ยงบอลผ่านอย่างง่ายดาย ก่อนที่ อิปสวิช จะทำประตูขึ้นนำในเดือนสิงหาคม สะท้อนปัญหาได้เป็นอย่างดี โดยตอนนี้เขากำลังเข้าสู่ฤดูกาลที่ 13 กับแมนฯ ยูไนเต็ดแล้ว

ส่วน แม็กไกวร์ อยู่กับทีมเข้าสู่ปีที่ 7 และผ่านช่วงพีคของอาชีพไปแล้วเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการที่ โธมัส ทูเคิ่ล ไม่เลือกเขาติดทีมชาติอังกฤษ ลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ความไม่เฉียบคมของ แม็กไกวร์ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน และยังถือว่าน้อยกว่า เดอ ลิกต์ ซึ่งเพิ่งกลับมาลงสนามหลังพักรักษาอาการบาดเจ็บที่หลังนานถึง 11 เดือน แต่กลับถูกแนวรุกดาวรุ่งของโคโม่เล่นงานจนเสียฟอร์มอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

4. พึ่งพา บรูโน่ แฟร์นันด์ส มากเกินไป

นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่แต่อย่างใด เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด พึ่งพาความสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจจากเพลย์เมกเกอร์ชาวโปรตุกีสรายนี้อย่างหนักแทบจะนับตั้งแต่เขาย้ายมาร่วมทีมในปี 2020 และโดยทั่วไปแล้วเจ้าตัวก็มักตอบสนองความคาดหวังได้เป็นอย่างดี

แฟร์นันด์ส ทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมออย่างน่าทึ่งให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาแทบไม่เคยหายไปจากทีม และเป็นแหล่งความสุขให้แฟนบอลมาโดยตลอด ด้วยผลงาน 111 ประตู กับ 109 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 338 นัด ให้สโมสร นอกจากนี้ เขายังทำลายสถิติแอสซิสต์มากที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับไว้บนบ่าของกัปตันบรูโน่ ย่อมมีโอกาสกลายเป็นปัญหาในที่สุด และซีซั่นนี้ผลกระทบดังกล่าวก็ย้อนกลับมาทำร้ายทัพ "ปีศาจแดง" อย่างชัดเจน โดยทั้ง 4 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ของ แฟร์นันด์ส เกิดขึ้นในเกมที่ทีมเอาชนะ อิปสวิช และ ซาบาห์ เท่านั้น ส่วนอีก 9 นัด ที่เหลือในฤดูกาลนี้ เขาไม่มีส่วนร่วมกับประตูเลย

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ แฟร์นันด์ส ตัดสินใจแสดงความเห็นขัดแย้งกับแนวทางของทีม ด้วยการวิจารณ์ผู้จัดการทีมอย่างเปิดเผยในเกมแพ้ยับ โคโม่ ซึ่งนำไปสู่การถูกดร็อปเป็นตัวสำรองในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากนั้นยังแสดงท่าทีราวกับวัยรุ่นอารมณ์เสีย ด้วยการกดถูกใจโพสต์ยั่วยุชิ้นหนึ่งบนอินสตาแกรมอีกด้วย

5. จบสกอร์ไม่เฉียบคม ใช้โอกาสเปลือง

แมนฯ ยูฯ เป็นทีมที่มีโอกาสยิงประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยมีจำนวนถึง 155 ครั้ง หรือเฉลี่ย 19 ครั้งต่อเกม แต่กลับทำได้เพียง 10 ประตูเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการยิงถึง 5 ประตูในเกมถล่มอิปสวิช 5-2 เมื่อเดือนสิงหาคม

ขณะที่สถิติประตูที่คาดว่าจะทำได้ หรือค่า xG ของพวกเขาอยู่ที่ 12.79 ประตู รั้งอันดับ 7 ของพรีเมียร์ลีก แต่ผลงานจริงกลับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้ชัด โดยผลต่างระหว่างจำนวนประตูที่ทำได้กับค่า xG อยู่ที่ -2.79 ประตู ทำให้พวกเขารั้งอันดับ 4 จากท้ายตาราง มีเพียง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์, ซันเดอร์แลนด์ และ ฟูแล่ม ที่มีตัวเลขแย่กว่า

นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเปลี่ยนโอกาสยิงให้เป็นประตูได้เพียง 6.45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราความแม่นยำในการจบสกอร์ที่แย่เป็นอันดับ 18 ของพรีเมียร์ลีก เมื่อเทียบกันแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่ทำได้ดีที่สุดในลีก ด้วยอัตราเปลี่ยนโอกาสเป็นประตู 17.09 เปอร์เซ็นต์

แม้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ จะเป็นดาวซัลโวสูงสุดของแมนฯ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ด้วยผลงาน 4 ประตู แต่เขาก็มีส่วนต้องรับผิดชอบกับการพลาดโอกาสเช่นกัน โดยอัตราเปลี่ยนโอกาสยิงเป็นประตูของเขาอยู่ที่ 15.38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดา 9 นักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดของพรีเมียร์ลีก

อย่างไรก็ตาม เอ็มเบอโม่ ไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ เพราะ มาร์คัส แรชฟอร์ด พยายามยิงไปแล้ว 13 ครั้ง แต่ยังทำประตูไม่ได้ ขณะที่ ตีเลอมันส์ ก็ยิงไป 8 ครั้ง โดยยังส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายไม่สำเร็จเช่นกัน

6. แดนกลางไร้ความลงตัว

แมนฯ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการเสริมทัพแดนกลางในช่วงซัมเมอร์ โดยคว้าตัว ตีเลอมันส์, ซานโตส และ บาเลบา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องแผงมิดฟิลด์ครั้งใหญ่ แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การเดิมพันครั้งนี้ก็ยังไม่ให้ผลตอบแทนอย่างที่คาดหวัง

ทั้งสามคนลงสนามเป็นตัวจริงร่วมกันมาแล้ว 3 นัด ได้แก่เกมพบ แอตเลติโก มาดริด, ลีดส์ ยูไนเต็ด และ บอร์นมัธ ซึ่งผลการแข่งขันคือแพ้ 2 นัด และเสมอ 1 นัด โดยจนถึงตอนนี้แดนกลางยังขาดความสมดุลอย่างชัดเจน

บาเลบา และ ซานโตส เป็นกองกลางตัวรับที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างหลังการย้ายออกไปของ กาเซมีโร่ ขณะที่ ตีเลอมันส์ ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มิดฟิลด์หมายเลข 8 ที่ขับเคลื่อนเกมได้ทั่วสนาม ตั้งแต่กรอบเขตโทษฝั่งตัวเองไปจนถึงกรอบเขตโทษคู่แข่ง แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครทำหน้าที่ตามที่วางแผนไว้ได้อย่างแท้จริง

การไม่ทุ่มเงินเสริมทัพในแดนกลางที่เหมาะสมเป็นความผิดพลาดของ แมนฯ ยูฯ อย่างมาก โดยเฉพาะการไม่ยอมควักกระเป๋าซื้อตัว อายูบ บูอัดดี้ กองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปี จาก ลีลล์ ซึ่งย้ายไปเล่นกับ แมนฯ ซิตี้ ถึงเป็นการพลาดโอกาสสำคัญของสโมสรในช่วงตลาดพ่อค้าแข้งช่วงซัมเมอร์

หากจะหาคำพูดที่สรุปสถานการณ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า "น่าผิดหวังอย่างมาก"




ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport