สถานการณ์ในวงการฟุตบอลประเทศอังกฤษกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะประสบวิกฤตการเงินอย่างหนัก โดยสโมสรส่วนใหญ่ในดินแดนลูกหนังเมืองผู้ดีมีปัญหาเรื่องการเงินจนอาจส่งผลเสียอย่างรุนแรงในอนาคต
จากรายงานของหน่วยงานกำกับดูแลฟุตบอลอิสระของอังกฤษ เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบอย่างเร่งด่วน พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า สโมสรถึง 94 เปอร์เซ็นต์กำลังประสบภาวะขาดทุน ขณะที่สโมสรถึงสองในสามจากฟุตบอลลีกอังกฤษ (อีเอฟแอล) และเนชั่นแนล ลีก อยู่ในสถานะที่กำลังเผชิญภาวะล้มละลาย
รายงานระบุว่า ความพยายามอย่างหนักในการไล่ตามคู่แข่ง ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเหนื่อยนักเตะที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างส่วนผสมอันตรายระหว่างหนี้สินที่เพิ่มขึ้นกับการพึ่งพาเงินทุนจากเจ้าของสโมสรเกินควร ซึ่งทำให้ทั้งสโมสรและแฟนบอลต้องเผชิญความเสี่ยง
นอกจากนี้ ช่องว่างทางการเงินระหว่าง พรีเมียร์ลีก กับ ลีกระดับรอง ยังกว้างมากขึ้น โดยรายงานเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเป็น "หน้าผาทางการเงิน" เนื่องจากสโมสรพรีเมียร์ลีกมีรายได้เฉลี่ยมากกว่าสโมสรในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ กว่า 8 เท่า
ระบบเงินช่วยเหลือแก่สโมสรที่ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากเงินก้อนดังกล่าวที่จ่ายให้ตามช่วงเวลาที่กำหนด ถูกมองว่าเป็นแรงจูงใจให้สโมสรในลีกรองใช้จ่ายเกินตัว และยอมเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อไล่ล่าความฝันในการเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด ซึ่งเปรียบเสมือนดินแดนแห่งความมั่งคั่ง
ขณะที่สโมสรในระดับล่างของระบบฟุตบอลอังกฤษต้องเผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีสโมสรจากอีเอฟแอล และเนชั่นแนล ลีก จำนวน 17 แห่ง ที่มีต้นทุนสูงกว่ารายได้ ซึ่งหมายความว่า สโมสรกลุ่มนี้จะยังคงขาดทุนแม้ไม่ต้องจ่ายค่าเหนื่อยให้นักเตะก็ตาม
รายงานยังระบุด้วยว่า สโมสรมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ในอีเอฟแอล และเนชั่นแนล ลีก อยู่ในสถานะ "ล้มละลายทางเทคนิค" ขณะที่สโมสรมากกว่าหนึ่งในสี่จะไม่สามารถประคองกิจการให้อยู่รอดได้นานเกินหนึ่งเดือน หากเจ้าของสโมสรหยุดให้การสนับสนุนทางการเงิน
หน่วยงานกำกับดูแลฟุตบอลอิสระของอังกฤษ (ไอเอฟอาร์) ระบุว่า รายงานฉบับนี้มีความยาวถึง 245 หน้า และควรเป็นเสมือน "สัญญาณเตือนให้วงการฟุตบอลอังกฤษตื่นตัว" พร้อมประกาศแผนปฏิบัติการ 6 ข้อ เพื่อแก้ไขปัญหาบางประการที่ตรวจพบ ตลอดจนยกระดับความยั่งยืนทางการเงินของสโมสรและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบฟุตบอลอังกฤษทั้งพีระมิด
แผนดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการหลายประการเพื่อควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน อาทิ การกำหนดให้สโมสรมีเงินสดสำรองมากขึ้น และต้องจัดเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัดกุม หากเจ้าของสโมสรตัดสินใจถอนการสนับสนุนทางการเงิน
นอกจากนี้ ในประเด็นที่อาจเป็นข่าวดีสำหรับอีเอฟแอล ก็คือมีการเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนการจัดสรรรายได้ระหว่างลีก เพื่อบรรเทาช่องว่างทางการเงินที่กว้างมากขึ้น พร้อมกำหนดให้สโมสรแสดงหลักฐานว่ารับฟังเสียงของแฟนบอล และดำเนินมาตรการเพื่อส่งเสริมความหลากหลายและยกระดับธรรมาภิบาลในระดับคณะกรรมการบริหารสโมสร
รายงานระบุว่า ในฤดูกาล 2025/26 วงการฟุตบอลอังกฤษสร้างรายได้รวมกันมากกว่า 9,000 ล้านปอนด์ (ราว 405,000 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม รายได้จำนวน 7,500 ล้านปอนด์ (ราว 337,500 ล้านบาท) มาจากพรีเมียร์ลีก ขณะที่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ สร้างรายได้ 1,000 ล้านปอนด์ (ราว 45,000 ล้านบาท) ส่วนลีก วัน และลีก ทู มีรายได้รวมกัน 460 ล้านปอนด์ (ราว 20,700 ล้านบาท) และเนชั่นแนล ลีก มีรายได้ 70 ล้านปอนด์ (ราว 3,150 ล้านบาท)
ย้อนกลับไปในปี 1992 ซึ่งเป็นปีที่พรีเมียร์ลีกก่อตั้งขึ้น สโมสรในลีกสูงสุดมีรายได้เฉลี่ยมากกว่าสโมสรในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เฉลี่ย 2.7 เท่า แต่ปัจจุบันช่องว่างดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่ขยายตัวอย่างชัดเจนในวงการฟุตบอลอังกฤษ
ระหว่างฤดูกาล 2021/22 ถึง 2025/26 ค่าเหนื่อยนักเตะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ในพรีเมียร์ลีก และ 32 เปอร์เซ็นต์ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ขณะที่ลีก วัน และลีก ทู มีค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 71 เปอร์เซ็นต์ และ 63 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ในฤดูกาล 2025/26 ค่าธรรมเนียมเอเจนต์นักเตะเพิ่มขึ้นจาก 317 ล้านปอนด์ (ราว 14,265 ล้านบาท) เป็น 584 ล้านปอนด์ (ราว 25,696 ล้านบาท) คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซื้อขายนักเตะของสโมสรฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลดังกล่าว
สำหรับพรีเมียร์ลีก ผลขาดทุนเฉลี่ยต่อสโมสรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 20 ล้านปอนด์ (ราว 900 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2021/22 เป็น 44 ล้านปอนด์ (ราว 1,980 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2025/26 ส่วนเดอะ แชมเปี้ยนชิพ มีผลขาดทุนเฉลี่ยค่อนข้างคงที่อยู่ที่ 11-13 ล้านปอนด์ (ราว 495-585 ล้านบาท) จนถึงฤดูกาล 2024/25 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 22 ล้านปอนด์ (ราว 990 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2025/26
ขณะที่ลีก วัน มีผลขาดทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า จาก 2.4 ล้านปอนด์ (ราว 108 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2021/22 เป็น 7.5 ล้านปอนด์ (ราว 337.5 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2025/26 ส่วนลีก ทู มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่า จาก 600,000 ปอนด์ (ราว 27 ล้านบาท) เป็น 2.7 ล้านปอนด์ (ราว 121.5 ล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน
หนี้สินรวมของวงการฟุตบอลอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก 2,800 ล้านปอนด์ (ราว 126,000 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2020/21 เป็น 4,100 ล้านปอนด์ (ราว 184,500 ล้านบาท) ในฤดูกาล 2024/25 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งแตะ 5,100 ล้านปอนด์ (ราว 229,500 ล้านบาท) ภายในฤดูกาล 2026/27 โดยสโมสรพรีเมียร์ลีกมีสัดส่วนหนี้สินคิดเป็นประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของหนี้สินทั้งหมด
ขณะนี้ อีเอฟแอล และ พรีเมียร์ลีก ยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงการจัดสรรรายได้ฉบับใหม่ ซึ่งจะเพิ่มเม็ดเงินสนับสนุนอีก 1,800 ล้านปอนด์ (ราว 81,000 ล้านบาท) ตลอดระยะเวลา 10 ปี อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลฟุตบอลอิสระของอังกฤษ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เตือนว่าจะเข้ามาแทรกแซงหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้
นอกจากนี้ "ไอเอฟอาร์" จะดำเนินการประเมินความเสี่ยงทางการเงินของสโมสรฟุตบอลเป็นประจำทุกปี เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาทางการเงินของสโมสรทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
แผนปฏิบัติการ 6 ข้อกอบกู้วงการฟุตบอลอังกฤษ