บรัดเลย์ บาร์กโกล่า ยังไม่สามารถทำประตูหรือแอสซิสต์ให้ ลิเวอร์พูล ได้เลยในทุกรายการ นับตั้งแต่ย้ายมาจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 123 ล้านปอนด์ (ราว 5,412 ล้านบาท) ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ
บรัดเลย์ บาร์กโกล่า ยังไม่สามารถทำประตูหรือแอสซิสต์ให้ ลิเวอร์พูล ได้เลยในทุกรายการ นับตั้งแต่ย้ายมาจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 123 ล้านปอนด์ (ราว 5,412 ล้านบาท) ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ
จากการลงสนาม 6 นัด ดาวเตะชาวฝรั่งเศสแทบไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันในเกมรุก โดยในเกมที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เขามีโอกาสยิงเพียงครั้งเดียวตลอด 88 นาที และลูกยิงดังกล่าวก็ไม่ตรงกรอบ
การออกสตาร์ตที่น่าผิดหวังของ บาร์กโกล่า ยิ่งถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากค่าตัวของเขาสูงถึงระดับสถิติอันดับสองในประวัติศาสตร์สโมสร อีกทั้งก่อนหน้านี้นักเตะยังทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอทั้งในศึก ลีก เอิง และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยค้าแข้งกับ "เปแอสเช"
อย่างไรก็ตาม มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ยังปรับตัวได้ไม่เต็มที่ โดยการย้ายทีมเกิดขึ้นในช่วงท้ายตลาดพ่อค้าแข้ง ทำให้เขาไม่มีโอกาสร่วมฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นกับ อันโดนี่ อิราโอล่า อย่างเต็มรูปแบบ
บาร์กโกล่า ถูกส่งลงสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนจะมีอาการตะคริวในเกมประเดิมสนามศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ แอตเลติโก มาดริด จากนั้นจึงค่อยๆ ได้รับโอกาสลงเล่นมากขึ้น พร้อมกับเรียนรู้ระบบการเล่นใหม่ไปในเวลาเดียวกัน
การเรียกความฟิตให้พร้อมลงแข่งขันควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจแท็กติก ส่งผลให้เขายังไม่สามารถเรียกความเฉียบคมกลับมาได้เต็มที่ นอกจากนี้ บาร์กโกล่า ยังต้องปรับตัวให้เข้ากับจังหวะและความเร็วของเกมพรีเมียร์ลีกอีกด้วย
หลังจบเกมกับ แมนฯ ซิตี้ นักเตะยอมรับว่า การเข้าปะทะทางร่างกายและความเข้มข้นของเกมที่ต้องเปลี่ยนจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็นั้นสูงกว่าการเล่นใน ลีก เอิง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นผ่านตำแหน่งการเล่นของเขา โดย บาร์กโกล่า ขยันลงมาช่วยเกมรับ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่นักวิจารณ์กล่าวชื่นชมจากผลงานในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับบอลในพื้นที่สุดท้าย เขากลับดูขาดความมั่นใจและลังเลในการตัดสินใจ
โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ มาเตอุส นูเนส เขาถูกประกบและหยุดเกมรุกได้หลายครั้ง อีกทั้งยังขาดความเด็ดขาดในการกระชากบอลผ่านคู่แข่งหรือเลี้ยงตัดเข้าในเพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภายในทีมก็ไม่ได้ช่วยให้ บาร์กโกล่า ปรับตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเกมรุกของ ลิเวอร์พูล โดยรวมยังขาดความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ก็ยังไม่สามารถรักษาความสม่ำเสมอในการเล่นได้
นอกจากนี้ อาการบาดเจ็บของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค และ โกดี้ คักโป ทำให้พลาดลงเล่นในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ ยิ่งทำให้ บาร์กโกล่า ต้องรับบทบาทสำคัญในแนวรุกมากขึ้น ทั้งที่เขายังไม่สามารถรับมือกับความคาดหวังดังกล่าวได้อย่างเต็มที่
ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันแย่งตำแหน่งกับ ริโอ เอ็นกูโมฮา และ บิคตอร์ มูนญอซ ยังส่งผลให้ บาร์กโกล่า ไม่ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้เขายังไม่สามารถเรียกจังหวะการเล่นและสร้างผลงานได้อย่างที่คาดหวัง
อิราโอล่า ออกมาปกป้อง บาร์กโกล่า มาตลอดโดยมองว่าผู้เล่นตำแหน่งปีกมักถูกตัดสินผลงานอย่างเข้มงวดเกินไปจากจำนวนประตูที่ทำได้เพียงอย่างเดียว ทั้งที่สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเคลื่อนที่เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการสร้างโอกาสทำประตู
อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งในการยิงประตูที่ค่อนข้างน้อย รวมถึงสถิติความคาดหวังในการทำประตูหรือค่า xG ซึ่งยังต่ำกว่า 0.5 อย่างชัดเจนตลอดช่วงเวลาที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก สะท้อนให้เห็นว่า เขายังไม่สามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายได้อย่างสม่ำเสมอเหมือนสมัยเล่นให้ แซงต์-แชร์กแมง
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังที่สูงก็เพิ่มแรงกดดันให้กับเจ้าตัวไม่น้อย เนื่องจากสาวก "เดอะ ค็อป" อยากเห็นเขาระเบิดฟอร์มให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ "หงส์แดง" ทุ่มซื้อมาร่วมทัพ
ลิเวอร์พูล ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมแนวรุกในตลาดซื้อขายนักเตะถึงสองรอบ และเมื่อมีผลงานในอดีตของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบ ตัวเลขผลงานในช่วงเริ่มต้นของนักเตะค่าตัวแพงรายใหม่จึงดูน้อยลงไปโดยปริยาย
ขณะเดียวกัน ผลงานของ บาร์กโกล่า กับทีมชาติฝรั่งเศสก็ยังขึ้นๆ ลงๆ เช่นกัน นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับนักเตะที่พยายามจะเรียกฟอร์มเก่งออกมาให้ได้ แต่ยิ่งทำยิ่งกลายเป็นสร้างแรงกดดันให้กับตัวเอง
แม้การปรับตัวของนักเตะใหม่ที่ย้ายทีมด้วยค่าตัวมหาศาลจะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่การย้ายทีมในช่วงท้ายตลาด ความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีก โอกาสลงสนามที่มีจำกัดในช่วงแรก ตลอดจนปัญหาเกมรุกของทีมโดยรวม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ บาร์กโกล่า เริ่มต้นกับลิเวอร์พูลโดยยังยิงประตูไม่ได้ยาวนานกว่าที่แฟนบอลส่วนใหญ่คาดคิด และตกเป็นเป้าจับตามองมากกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงเวลานี้