670 ล้านปอนด์ยังตอบไม่หมด : โจทย์จริงของ ลิเวอร์พูล คือการสร้างทีมให้ต่อเนื่อง

670 ล้านปอนด์ยังตอบไม่หมด : โจทย์จริงของ ลิเวอร์พูล คือการสร้างทีมให้ต่อเนื่อง
การอำลาของ ริชาร์ด ฮิวจ์ส เปิดคำถามใหญ่กว่าผลงานตลาดซื้อขาย 670 ล้านปอนด์ เพราะสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องกู้กลับมา อาจเป็นความสามารถในการซื้อ-ขาย และเตรียมตัวแทนให้ต่อเนื่องเหมือนยุคที่ ซาดิโอ มาเน่ ถูกแทนที่ด้วย หลุยส์ ดิอาซ ก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น

สิบปีก่อน ซาดิโอ มาเน่ ลงเล่นเกมเหย้านัดแรกให้ ลิเวอร์พูล และยิงประตูในเกมถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ 4-1

ตอนนั้นเขาอายุ 24 ปี ค่าตัว 30 ล้านปอนด์

หลังจากนั้น มาเน่ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล 269 นัด ยิง 120 ประตู คว้าแชมป์เกือบทุกรายการสำคัญ และอำลาทีมไปในฐานะหนึ่งในนักเตะที่ช่วยเปลี่ยนยุคของสโมสร

เมื่อมองเรื่องนี้ผ่านสายตาของฝ่ายฟุตบอล สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงว่า ลิเวอร์พูล ซื้อ มาเน่ ได้คุ้มค่ามากแค่ไหน

แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนวันที่เขาจะย้ายออกไปต่างหาก

เพราะตอนนั้น ลิเวอร์พูล มีคนต่อไปเตรียมไว้แล้ว

หลุยส์ ดิอาซ ถูกดึงจาก ปอร์โต้ เข้ามาก่อนที่ มาเน่ จะไป

เมื่อคนหนึ่งกำลังจบ อีกคนก็เริ่มต้นทันที

นี่คือสิ่งที่ ลิเวอร์พูล เคยทำได้ดีมาก

และอาจเป็นสิ่งที่ผู้อำนวยการกีฬาคนต่อจาก ริชาร์ด ฮิวจ์ส ต้องช่วยสโมสรเอากลับมาให้ได้อีกครั้ง

เอาจริง ๆ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ซื้อถูกหรือขายแพง

มาเน่ ถูกขายตอนอายุ 30 ปี หลังผ่านช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเองกับ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว

ตัวเลขของดีลอาจไม่ได้ทำกำไร เพราะเงื่อนไขค่าตัวกับ บาเยิร์น มิวนิค ไม่ได้ทำให้ยอดสุดท้ายสูงอย่างที่หวัง หลังนักเตะใช้เวลาใน เยอรมนี เพียงปีเดียวก่อนย้ายไป อัล-นาสเซอร์

และยังมีข้อถกเถียงได้ว่า ลิเวอร์พูล อาจเก็บเขาไว้อีกสักระยะ

ฤดูกาล 2021-22 มาเน่ ยิงถึง 23 ประตู ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดอันดับสองของเขาตลอดหกฤดูกาลกับสโมสร

แต่ตอนนั้นบทบาทของเขาก็เริ่มเปลี่ยน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ มีอิทธิพลกับทีมน้อยลง มาเน่ ถูกโยกเข้าไปเล่นตรงกลางมากขึ้น แล้ว ลิเวอร์พูล ก็เตรียม ดิอาซ เข้ามารับบทบาทพื้นที่ทางซ้าย

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าขาย มาเน่ ถูกเวลาหรือไม่ จุดสำคัญคือ ลิเวอร์พูล รู้แล้วว่า คนต่อไปคือใคร

ดิอาซ คือการทำธุรกิจที่ดี แต่มันก็มีคำถามอีกคำถาม

กรณีของ ดิอาซ มีความคล้ายกันในบางมุม

เขาย้ายจาก ปอร์โต้ ช่วย ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก แล้วถูกขายไป บาเยิร์น ด้วยกำไรที่ดี

หากดูจากตัวเลขทางบัญชี นี่คือดีลที่ดีเลยล่ะ แต่ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากนั้น

ดิอาซ เล่นได้ดีมากกับ บาเยิร์น ส่วน ลิเวอร์พูล ยังไม่มีใครรับบทบาทของเขาได้ชัดเจนทันที

ตอนนั้นสโมสรเลือกให้ความสำคัญกับตำแหน่งอื่น

อาร์เน่อ และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส เชื่อว่า โคดี้ กัคโป สามารถก้าวขึ้นมาได้

การเปิดพื้นที่ให้ ริโอ เอ็นกูโมฮา ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผน

บรัดเลย์ บาร์กโกล่า จึงไม่ได้ถูกดึงเข้ามาตั้งแต่ตอน ดิอาซ ออก

หนึ่งปีต่อมา ลิเวอร์พูล จึงต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อพา บาร์กโกล่า มาที่ แอนฟิลด์

ตรงนี้สะท้อนสิ่งหนึ่งได้ดี

การขายนักเตะได้กำไร ยังสามารถสร้างปัญหาทางฟุตบอลได้ หากคนที่รับช่วงต่อยังไม่พร้อม

นี่คือความแตกต่างระหว่าง "ดีลที่ดี" กับ "การสร้างทีมที่ดี"

ลิเวอร์พูล ยุคดีที่สุดเคยมีวงจรแบบนี้

ช่วงซัมเมอร์ 2016 ถึง 2018 คือหนึ่งในตัวอย่างชัดที่สุด

6 ตลาดซื้อขาย ลิเวอร์พูล ได้ ซาดิโอ มาเน่ โฌแอล มาติป จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ฟาบินโญ่ และ อลิสซง เบ็คเกอร์

ทุกคนกลายเป็นแกนหลักของทีม

มีเพียง นาบี เกอิต้า ที่อาจถูกมองว่าเป็นดีลที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

รายรับจากการขายนักเตะ ผลงานใน แชมเปี้ยนส์ ลีก และการเติบโตทางพาณิชย์ช่วยให้การลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าต่อได้

จากนั้นปี 2019 ลิเวอร์พูล แทบไม่ทำอะไรในตลาด

หนึ่งปีต่อมา พวกเขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

มันเกิดขึ้นได้เพราะโครงสร้างทีมถูกสร้างจนเกือบสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังปี 2020 ภาพเริ่มเปลี่ยน

ลิเวอร์พูล เปลี่ยนคนทำหน้าที่ผู้อำนวยการกีฬาหรือบทบาทใกล้เคียงกันถึงสี่คน

ผลงานเรื่องตลาดซื้อขายและการรักษามูลค่านักเตะเริ่มไม่สม่ำเสมอ

จากนักเตะ 14 คนที่มีส่วนร่วมในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2019 กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

มีถึง 8 คนที่ออกจาก ลิเวอร์พูล แบบฟรี ๆ  หรือแทบไม่ได้ค่าตัว

มันรวมถึง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งมูลค่าตลาดจริงสูงกว่าเงิน 8 ล้านปอนด์ที่ เรอัล มาดริด จ่าย เพื่อให้ย้ายก่อนสโมสรโลกหลายเท่า

ช่วงหนึ่ง ลิเวอร์พูล เคยมีความเด็ดขาดมาก รู้ว่าเมื่อไหร่ควรต่อสัญญา เมื่อไหร่ควรขาย เมื่อไหร่ควรเริ่มหาคนใหม่

ความคมตรงนี้ค่อย ๆ หายไป แม้แต่ มาเน่, ฟาบินโญ่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยังเป็นตัวอย่างของการขายในช่วงเวลาที่สโมสรได้อะไรกลับมา

นักเตะสำคัญอีกหลายคนออกไปโดยแทบไม่มีมูลค่ากลับคืน

เมื่อการตัดสินใจคะแนนประมาณ 6 เต็ม 10 เกิดซ้ำหลายปี

วันหนึ่งทีมก็ต้องซ่อมหลายจุดพร้อมกัน

นี่คือบริบทที่ ริชาร์ด ฮิวจ์ส เข้ามารับงาน และนี่คือเหตุผลที่ตัวเลข 670 ล้านปอนด์ ไม่ควรถูกมองแบบง่าย ๆ เกินไป

แน่นอนว่า ฮิวจ์ส ต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเอง

การลงทุนมหาศาลหลัง ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ปี 2025 ยังทิ้งคำถามไว้ว่า สโมสรซื้อฉลาดพอหรือไม่

วันนี้ทีมยังมีตำแหน่งที่ขาด

ความลึกของขุมกำลังก็ยังถูกตั้งคำถาม และเมื่อใช้เงินระดับนี้ ความคาดหวังย่อมสูงมาก

แต่เงิน 670 ล้านปอนด์ ก็สะท้อนอีกด้าน 

มันคือค่าใช้จ่ายในการแก้หลายปัญหาที่สะสมอยู่พร้อมกันบางปัญหาเริ่มก่อน ฮิวจ์ส เข้ามาเสียอีก

รายละเอียดที่อธิบายภาพนี้ได้ดีมากอยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ปี 2025

ผู้เล่นที่มีอิทธิพลที่สุดหลายคนคือ อลีสซง ฟาน ไดค์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ ซาลาห์

ทั้งสี่คนเริ่มเล่นด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2018 ผ่านไปเจ็ดปี พวกเขายังเป็นแกนสำคัญที่สุดของทีมแชมป์

มันบอกถึงคุณภาพของผู้เล่นกลุ่มนั้น แต่ก็สะท้อนด้วยว่า การสร้างแกนชุดต่อไปไม่ได้เดินหน้าเร็วเท่าเดิม

เมื่อวงจรการเปลี่ยนผ่านช้าลง วันที่ต้องเปลี่ยนจริง ๆ งานก็ใหญ่ขึ้นทันที

มันจึงมีความย้อนแย้งอยู่ในงานของ ฮิวจ์ส

เขาถูกวิจารณ์ได้เต็มที่เรื่องการใช้เงิน เพราะหลังจ่ายไป 670 ล้านปอนด์ ลิเวอร์พูล ยังไม่ได้มีขุมกำลังที่สมบูรณ์ทุกตำแหน่ง

แต่เขาก็รับช่วงทีมในวันที่โครงสร้างหลายส่วนต้องได้รับการเปลี่ยนพร้อมกัน

บาร์กโกล่า ซึ่งเพิ่งย้ายมาสัปดาห์ก่อน เป็นตัวอย่างชัด

ลิเวอร์พูล เคยตัดสินใจไม่เอา บาร์กโกล่า แทน ดิอาซ ทันที

พอเวลาผ่านไปหนึ่งปี สุดท้ายก็ต้องกลับมาซื้อ

หากดีลที่เหมาะสมถูกทำเร็วกว่านั้น เงินและทรัพยากรบางส่วนอาจถูกใช้กับตำแหน่งอื่นได้

นี่คือสิ่งที่ผู้อำนวยการกีฬาต้องคิดไกลกว่าตลาดหนึ่งรอบ

เกมบุกชนะ อิปสวิช เมื่อคืนวันศุกร์ให้ภาพที่ดีขึ้น

ลิเวอร์พูล ดูลื่นไหลและเป็นระบบมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่คว้าแชมป์ในปี 2025

มันอาจเป็นสัญญาณว่าทีมที่ถูกสร้างด้วยเงินมหาศาลกำลังเริ่มเข้าที่ แต่คนที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก ฮิวจ์ส จะมีงานสำคัญกว่าการซื้อเพิ่มอีกสองหรือสามคน

เขาต้องสร้างความต่อเนื่องให้กลับมา

เมื่อผู้เล่นคนหนึ่งเริ่มเข้าสู่ปลายรอบ สโมสรต้องรู้ว่าใครพร้อมรับช่วง

เมื่อคนหนึ่งถูกขาย อีกคนต้องไม่เพิ่งเริ่มถูกตามหา

เงินจากดีลหนึ่งควรช่วยสร้างดีลต่อไป และทุกการตัดสินใจควรเชื่อมกันเป็นเส้นทางเดียว

สิบปีก่อน มาเน่ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ยุคนั้น

ซื้อมาในวัย 24 ปี ได้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา ได้ประตู ได้ถ้วยแชมป์ และเมื่อถึงวันที่ต้องแยกทาง สโมสรมี หลุยส์ ดิอาซ อยู่แล้ว

มันอาจไม่ได้เป็นธุรกิจที่สมบูรณ์แบบทุกตัวเลข แต่กระบวนการของมันชัดเจนมาก

วันนี้ ลิเวอร์พูล มีนักเตะราคาแพงและพรสวรรค์สูงมากมาย

ทีมใช้เงิน 670 ล้านปอนด์เพื่อสร้างยุคใหม่ขึ้นมา

คำถามของคนที่จะรับงานต่อจากคือ "อีกสองปี อนาคตของแต่ละตำแหน่งเป็นใคร?"

เพราะช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ไม่ได้เกิดจากการซื้อถูกทุกครั้ง

มันเกิดจากการที่การตัดสินใจครั้งหนึ่ง เตรียมทางให้การตัดสินใจครั้งต่อไปอยู่เสมอ

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องกู้กลับมา คือความสามารถในการมองไปข้างหน้าก่อนที่ปัญหาจะมาถึง

-ฮอส อลอนโซ่-



ที่มาของภาพ : Gettyimages / Reuters
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport