จากเพื่อนวัยเด็ก สู่คู่แข่งพรีเมียร์ลีก : ความสัมพันธ์ของ มิเกล อาร์เตต้า กับ ชาบี อลอนโซ่

จากเพื่อนวัยเด็ก สู่คู่แข่งพรีเมียร์ลีก : ความสัมพันธ์ของ มิเกล อาร์เตต้า กับ ชาบี อลอนโซ่
มิตรภาพอันยาวนานของ มิเกล อาร์เตต้า (อาร์เซน่อล) และ ชาบี อลอนโซ่ (เชลซี) จากจุดเริ่มต้นในสโมสรสมัครเล่น Antiguoko บนหาดทรายซาน เซบาสเตียน สู่การดวลแท็กติกศึกลอนดอนดาร์บี้แมตช์

ศึกลอนดอนดาร์บี้แมตช์ที่กำลังจะถึงนี้ นอกจากจะเป็นการพบกันของสองคู่ปรับอย่าง อาร์เซน่อล และ เชลซี แล้ว 

อย่างไรก็ดี มีอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ... นั่นคือ การดวลกันระหว่างสองเพื่อนรักในวัยเด็กอย่าง มิเกล อาร์เตต้า และ ชาบี อลอนโซ่ 

SIAMSPORT อยากชวนคุณมาร่วมย้อนวันวานอันหวานชื่นของสองหนุ่มจาก “อันติกัวโก้”

ร่วมติดตามพร้อมกันที่นี่ที่เดียว

[ โรงเรียนชีวิตที่ไม่มีตู้โชว์ถ้วยรางวัล ]

ก่อนที่ ฟุตบอลสเปน จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยปรัชญาการต่อบอล สมาคมฟุตบอลสเปน ได้พยายามปฏิรูปโครงสร้างเยาวชนอย่างเงียบ ๆ 

แต่ในซาน เซบาสเตียน มีสโมสรสมัครเล่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ได้มีงบประมาณมหาศาล และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความยิ่งใหญ่นั้นในตอนแรก

สโมสรแห่งนั้นชื่อ อันติกัวโก้ ก่อตั้งขึ้นในปี 1982 จากการประชุมพูดคุยของกลุ่มคนรักฟุตบอลในบาร์ท้องถิ่นชื่อ "บาร์ ฮวนนิโต" 

สโมสรแห่งนี้ไม่มีสนามฝึกซ้อมหญ้าสวยงาม ไม่มีอะคาเดมีหรูหรา และที่ตลกตลกร้ายที่สุดคือ ในช่วงสิบกว่าปีแรก พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งที่ทำการสโมสรหรือตู้โชว์ถ้วยรางวัลอย่างเป็นทางการ

"ตอนที่เราชนะถ้วยรางวัลแรก ๆ จากการเล่นฟุตบอลชายหาด เราต้องเดินสายแห่ถ้วยรางวัลไปตามบาร์แถวบ้าน เพราะเราไม่มีที่เก็บและไม่มีตู้สำหรับโชว์มันเลย" โดดาก้า ซาเลกิ อดีตประธานสโมสร เล่าถึงความหลัง

แต่สิ่งที่ อันติกัวโก้ มีคือ ปรัชญาการสอนที่เข้มข้น พวกเขาเลือกที่จะโฟกัสไปที่ฟุตบอลระดับเยาวชนและการปลูกฝังคุณค่าความเป็นมนุษย์ 

สนามเหย้าของพวกเขา ในยุคแรกก็เป็นเพียงสนามดินกรวดฝุ่นตลบที่ไม่มีหญ้าสักเส้น การหัดควบคุมลูกบอลและส่งบอลเลียดพื้นอย่างแม่นยำจึงต้องทำท่ามกลางความขรุขระของกรวดหินที่กระแทกหัวเข่า

กระนั้น สโมสรเล็ก ๆ แห่งนี้กลับสร้างปรากฏการณ์ด้วยการเป็นเบ้าหลอมสำคัญที่ผลิตสามกุนซือรุ่นใหม่ใน พรีเมียร์ลีก ปัจจุบันอย่าง มิเกล อาร์เตต้า (อาร์เซน่อล), ชาบี อลอนโซ่ (เชลซี) และ อันโดนิ อิราโอล่า (ลิเวอร์พูล) ซึ่งทั้งสามคนเกิดห่างกันเพียงไม่กี่เดือนในช่วงเวลาที่ อันติกัวโก้ กำลังก่อตั้งขึ้นพอดี

แม้จะเติบโตและเล่นเคียงข้างกันในแดนกลางของ อันติกัวโก้ มานานหลายปี

แต่ อาร์เตต้า และอลอนโซ่ กลับมีสัญชาตญาณและความเป็นไปที่แตกต่างกันลิบลับ

โรเบอร์โต้ มอนติเอล อดีตโค้ชและรองประธานของ อันติกัวโก้ เล่าว่า อาร์เตต้า คือเด็กที่แสดงความเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ เขาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดเท่าที่สโมสรเคยเห็นมาในตอนนั้น เก่งยิ่งกว่า อลอนโซ่ ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่าทักษะฝีเท้า คือสมองอันชาญฉลาดตั้งแต่เด็ก

"อาร์เตต้า จะชอบมายืนดูผมคุมทีมซ้อม และหลังจากนั้นเขาจะกระหน่ำยิงไอเดียกับข้อเสนอแนะใส่ผมว่าต้องปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้าง" มอนติเอลเล่าปนเสียงหัวเราะ 

"เขาจะบอกผมว่าทีมกำลังล้มเหลวตรงไหน และตรงไหนที่ผมต้องใช้ 'มีดหมอ' ลงมือผ่าตัดแก้ไขแท็กติก"

อลอนโซ่ เคยนิยามเพื่อนรักคนนี้ไว้ในภายหลังว่าเป็น "อสูรกายแห่งการแข่งขัน" ผู้ไม่เคยยอมอ่อนข้อให้ความพ่ายแพ้ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่เกมเตะฟุตบอลสนุก ๆ บนหาดทรายริมทะเลก็ตาม

ในทางกลับกัน ชาบี อลอนโซ่ ในวัยเด็กกลับเป็นเด็กชายที่ตัวเล็ก ร่างบาง และเพิ่งจะมาเริ่มมีสรีระที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงอายุ 17 ปี 

เขาเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว เงียบขรึม ... แต่ทว่ายามเมื่อก้าวเท้าลงสู่ผืนสนาม อลอนโซ่ จะเปลี่ยนไปเป็นผู้บัญชาการเกมที่สุขุมรอบคอบ เขาไม่จำเป็นต้องตะโกนสั่งการเสียงดัง แต่เพียงคำพูดไม่กี่คำ เพื่อนร่วมทีมทุกคนต่างก็ให้ความเคารพ

[ โชคชะตาที่คลาดเคลื่อน ]

เส้นทางอาชีพพาพวกเขาทั้งสองแยกย้ายไปคนละทิศคนละทางในวัย 16 ปี อาร์เตต้า ได้รับข้อเสนอจาก บาร์เซโลน่า และย้ายไปสู่ ลา มาเซีย เดินตามรอยฮีโร่วัยเด็กอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า 

ขณะที่ อลอนโซ่ เองย้ายเข้าสู่อะคาเดมีของ เรอัล โซเซียดาด ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมผู้นำสโมสรลุ้นแชมป์ลาลี กา ได้อย่างน่าอัศจรรย์

พวกเขามี "สัญญาใจ" ว่าวันหนึ่งจะกลับมาสวมเสื้อสีน้ำเงิน-ขาวของ เรอัล โซเซียดาด และเล่นร่วมกันในแผงกองกลางอีกครั้ง 

โอกาสนั้นมาถึงในปี 2004 อาร์เตต้า ย้ายมาร่วมทีม โซเซียดาด แต่ทว่าเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล ก็ยื่นข้อเสนอสอยตัว ชาบี อลอนโซ่ ไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 10.7 ล้านปอนด์ ทำให้ความฝันที่จะเล่นร่วมกันในระดับอาชีพต้องพังลง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวหลังจากนั้นมันเหมือนเป็นบทละครมาก ๆ เมื่อ อาร์เตต้า ประสบปัญหาในการปรับตัวที่สเปน และตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม เอฟเวอร์ตันใ นเดือนมกราคมปี 2005

จากคู่หูริมหาดซาน เซบาสเตียน พวกเขาต้องกลายเป็นคู่ปรับร่วมเมืองเมอร์ซีย์ไซด์ในศึกดาร์บี้แมตช์ แต่ภายนอกสนาม ทั้งสองคนกลับเลือกที่จะเช่าอพาร์ตเมนต์ห้องติดกันที่อัลเบิร์ต ด็อค และใช้ชีวิตค่ำคืนร่วมกันในฐานะเพื่อนบ้านที่ดีที่สุดเช่นเคย

ความผูกพันนี้เหนียวแน่นเกินกว่าที่การแข่งขันจะทำลายได้ อาร์เตต้า ยังจำได้ดีถึงตอนที่พวกเขายังเด็กและต้องยิงจุดโทษตัดสินแชมป์ ซึ่ง อลอนโซ่ เป็นคนยิงพลาดและอาร์เตต้า เป็นคนยิงแก้ตัวให้จนทีมคว้าแชมป์แรกมาครอง 

ชะตากรรมนั้นย้อนกลับมาอีกครั้งในค่ำคืนปาฏิหาริย์ที่อิสตันบูลปี 2005 เมื่อ อลอนโซ่ ยิงจุดโทษติดเซฟ แต่เจ้าตัวยังไวพอที่จะพุ่งเข้าไปซ้ำลูกบอลแสกหน้าเข้าไปตุงตาข่าย พาลูกทีมกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ในถ้วยยุโรป

[ ปรัชญาที่ต่างปลายทาง ]

ภาพจำของมิตรภาพที่คลาสสิกที่สุดเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมา อลอนโซ่ เปิดเผยว่า เขาได้รับสายโทรศัพท์จาก มิเกล อาร์เตต้า การสนทนาของสองชายในวัยสี่สิบกว่ายังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของฟุตบอล

อลอนโซ่ เล่าถึงช่วงเวลาที่พวกเขากระซิบบอกข้อมูลแท็กติกเพื่อช่วยเหลือกันและกันข้ามประเทศ

"มิเกล โทรหาผมและถามว่า 'เราต้องเจอ บาเยิร์น มิวนิค ในแชมเปี้ยนส์ลีกสัปดาห์นี้ นายคิดเห็นยังไงบ้าง?' ส่วนผมก็ถามเขากลับไปว่า 'เรามีคิวเตะกับ เวสต์แฮม (ในยูโรป้าลีก) นายคิดยังไงล่ะ?'" 

ทว่า ยามที่ต้องเผชิญหน้ากันเองในฐานะกุนซือของ อาร์เซน่อล และ เชลซี ปรัชญาฟุตบอลของพวกเขากลับสะท้อนตัวตนที่ต่างกันอย่างชัดเจน 

กรานิต ชาก้า นักเตะที่เคยผ่านการร่วมงานกับทั้งคู่ได้วิเคราะห์ถึงความต่างนี้ไว้ว่า

อาร์เตต้า มีแบบแผนที่ชัดเจนและแน่วแน่ในสไตล์ของตนเอง เขาเชื่อมั่นในโครงสร้าง 4-3-3 ที่มีกองกลางตัวรับคนเดียวคุมเกม และกองกลางหมายเลข 8 สองคนคอยขับเคลื่อนเกมรุก 

แผงหลังสี่คนคือหัวใจสำคัญที่เขาจะไม่มีวันยอมเปลี่ยนเป็นหลังห้า หรือหันมาเล่นหน้าคู่เด็ดขาด
ขณะที่ ชาบี อลอนโซ่ ยืดหยุ่นและปรับตัวตามหน้างาน เขาพร้อมที่จะปรับโครงสร้างทีมตามคู่ต่อสู้ เขาสามารถยืดหยุ่นไปเล่นหลังสี่หรือหลังห้าก็ได้ตามสถานการณ์ 

แต่จุดที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือโครงสร้างกองกลางที่มั่นคง โดยมักจะใช้มิดฟิลด์คู่กลาง สองคนยืนปักหลักรักษาทรงบอลและป้องกันแดนกลางไม่ให้เกิดพื้นที่

ในศึกครั้งใหม่ที่ลอนดอน เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ อลอนโซ่ เพิ่งแสดงรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างแปลกตา ด้วยการยอมสละการครองบอลและเน้นใช้เกมสวนกลับเร็วโจมตีคู่ต่อสู้ 

ซึ่งมันจะเป็นบททดสอบที่ท้าทายอย่างยิ่งว่า อาร์เตต้า จะงัดไม้เด็ดจากไหนมาเจาะแผนของเพื่อนรักคนนี้

ตัน กวาร์ดิโอล่า



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport