ท่ามกลางอาการส่ายศีรษะด้วยความเหนื่อยหน่ายของแฟนบอลลิเวอร์พูล เรามองเห็นอะไรบ้างในทีมหงส์แดงจากเกมเสมอนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
ว่ากันด้วยประตูที่เสียทั้ง 2 ลูก มันคือภาพเดิม ๆ จากฤดูกาลที่แล้ว
บอลทะลุตรงกลางง่าย การป้องกันสกัดไม่ขาดจนน่าหงุดหงิด และทีมเสียประตูจากจุดเริ่มต้นที่ตัวเองครอบครองบอล
นั่นคือเรื่องที่ อันโดนี อิราโอล่า ยังต้องแก้ไขให้ได้ ด้วยเป็นโจทย์ข้อเดิมแท้ ๆ
ประตูแรกอาจจะต้องยอมยกให้การเล่นโต้กลับที่รวดเร็วและเด็ดขาดของเจ้าถิ่น ตัดบอลได้หน้าเขตโทษแล้วโจมตีทันทีจนตั้งรับไม่ทัน
แอนโธนี่ เอลังก้า สปรินท์สุดตัวแซง มิลอส เคอร์เคซ รับบอลจาก วิลเลียม โอซูล่า แล้วยิงผ่าน อลีสซง เข้าประตู
แต่ประตูที่สองลิเวอร์พูลควรจัดการได้เด็ดขาดกว่านี้ เพราะเส้นทางสู่ประตูของทีมสาลิกาไม่ได้โล่งเหมือนลูกแรก
เมื่อบอลทะลักไปถึง โยอัน วิสซ่า ลิเวอร์พูลมีทั้ง โดมินิก โซโบซไล ที่พุ่งเข้าใส่จากด้านข้าง โฟลเรียน เวียร์ทซ์ ที่วิ่งเข้าหาจากด้านหลัง แล้วยังมี ไรอัน กราเฟนแบร์ก ที่วิ่งไล่ลงมาเพื่อแก้ตัวที่เป็นคนทำเสียบอลหน้าเขตโทษ
แต่หลังจากที่วิสซ่าพลิกบอลหลุดมาได้และพร้อมพุ่งไปข้างหน้า ทั้งโซโบ เวียร์ทซ์ และกราฟ ไม่มีใครตัดสินใจเด็ดขาดที่จะตัดฟาวล์เลยสักคน
นั่นคือจุดแรก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความเสียหายลุกลามเกินความจำเป็น
มันเชื่อมโยงต่อไปยังจุดที่สอง เมื่อกองกลางทั้งก้อนไม่ยอมตัดฟาวล์จนพาตัวเองเข้าสู่ความเสี่ยง คู่เซนเตอร์แบ๊กทั้ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ เฌเรมี่ ฌักเก้ต์ ที่ขึ้นมารักษาพื้นที่ก็ยังถอยร่นทั้งคู่โดยไม่มีใครเข้าแย่งบอล หรือชะลอเกมโต้
บอลที่ควรจะหยุดตรงนั้นหรืออย่างน้อยถูกชะลอให้กองกลางไล่ตามลงมาทันจึงเคลื่อนขึ้นไปข้างหน้าแบบไม่มีใครขวาง ก่อนที่สุดท้ายจะไปจบที่ประตู
จากบอลที่ถูกตัดได้หน้าเขตโทษฝ่ายตรงข้ามและควรจะถูกหยุดแถว ๆ กลางสนามยอมแลกกับการเสียใบเหลือง หรืออย่างน้อยเมื่อหลุดมาได้ก็มีการแก้ไขด้วยการตัดสินใจพุ่งเข้าเล่นบอลของหนึ่งในเซนเตอร์แบ๊ก กลายเป็นบอลจังหวะนั้นไหลไปไกลจนถึงพื้นที่อันตราย
ความนุ่มนิ่มในจังหวะเสียประตูที่ 2 นี้ อิราโอล่าคงจะเรียกลูกทีมมาคุยเรียงตัวว่าที่เจอมาตลอดฤดูกาลที่แล้วนี่ยังไม่เข็ดกันอีกหรือ ทำไมถึงเสียประตูแบบนี้อีกแล้ว
การเสียบอลหน้าเขตโทษในจังหวะเข้าทำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เพราะพื้นที่ตรงนั้นแน่น ลูกยิงอาจติดบล็อกกระดอนออกมา หรือการผ่านบอลในช่องเล็กนิดเดียวอาจถูกตัดได้ แต่ปฏิกิริยาตอบสนองหลังเสียบอลคือเรื่องสำคัญ
ทีมใหญ่หลายทีมใช้วิธีรุมบีบแย่งเอาบอลกลับคืนมาให้เร็วที่สุด หรือถ้าบีบไม่ทันให้รีบวิ่งกลับมาลง กระชับพื้นที่ ไล่กวด ตัดเกม หรือยอมเสียฟาวล์ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้บอลโต้ไปไกลจนถึงแดนตัวเอง
ลิเวอร์พูลทำตรงนี้ได้ไม่ดีพอมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว เกมโต้ของคู่แข่งไม่ถูกเบรกและทะลุเข้ามาในแดนได้ตลอด หลายครั้งเสียหายถึงเสียประตู และนั่นย่อมเป็นการเสียประตูที่ชวนหงุดหงิด
มีข้อสังเกตว่าการเล่นของกราเฟนแบร์กตั้งแต่ฤดูกาลที่ผ่านมามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
การเล่นของ "กราฟ" พร้อมจะพาตัวเองขึ้นไปอยู่ในพื้นที่หน้าเขตโทษของคู่แข่ง ขึ้นไปมีส่วนร่วมกับเกมรุก แตกต่างจากฤดูกาลแชมป์ 2024/25 ที่กองกลางดัตช์จะรักษาพื้นที่ในบทบาทหมายเลข 6 อย่างแข็งขัน
พลิกบอลสวย ๆ ได้เหมือนกัน แต่กราเฟนแบร์ก 2024/25 จะส่งบอลให้เพื่อนเอาไปทำต่อและอยู่คุมพื้นที่รับผิดชอบ ขณะที่กราเฟนแบร์ก 2025/26 และต่อเนื่องถึงเกมแรกของฤดูกาล 2026/27 จะพาบอลขึ้นหน้าต่อทันที
เมื่อกองกลางที่เล่นร่วมอีก 2 คนไม่ได้ถอยลงมาคุมพื้นที่แทนแต่อยู่ในตำแหน่งพร้อมเซ็ตเกมรุกทั้งหมด มันจึงกลายเป็นความเสี่ยงมหาศาลยามเสียบอลด้วยคู่ต่อสู้จะมองเห็นพื้นที่ทะลวงที่มีเพียงด่านเดียวคือคู่เซนเตอร์แบ๊ก แทนที่จะเป็น 2 ด่านคือมีกองกลางตัวรับขวางอยู่อีกชั้น
แต่เมื่อกราเฟนแบร์กสามารถเล่นแบบนั้นทั้งฤดูกาลที่แล้วและเกมเยือนนิวคาสเซิ่ลเมื่อวันอาทิตย์ มันย่อมเป็นเรื่องน่าคิดต่อว่าเพราะอะไร
เพราะมันย่อมมาจากการอนุญาตของโค้ช ทั้งอาร์เน่อ และอันโดนี่ อิราโอล่า ใช่ไหม แล้วจุดประสงค์ของการให้กราฟเล่นแบบนี้ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงนั้นคือยังไง
ทุกการเล่นมีข้อดีข้อเสียและทุกบทบาทของคนหนึ่งส่งผลต่อบทบาทของคนรอบตัว ผมคิดว่าไอเดียของวิธีการนี้คือกราเฟนแบร์กขึ้นไปเพิ่มจำนวนผู้เล่นในเกมรุก และคู่เซนเตอร์แบ๊กขยับขึ้นมาครอบครองพื้นที่ถึงกลางสนามเผื่อจังหวะที่ทีมเสียบอล
แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงเรื่องเกมรับ แต่เกมรุกจะมีนักเตะเพิ่มขึ้น โดยการเล่นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการครอบครองบอลที่แน่นอน เสียบอลยาก และต้องได้จบในทุกจังหวะที่ขึ้นเกม
ถ้าเสียบอลต้องรีบรุมแย่งกลับมาให้เร็วเพื่อลดภาระหรือตัดความเสี่ยงที่บอลจะทะลุไปถึงคู่เซนเตอร์แบ๊ก
แต่ถ้าเลือกให้มีกองกลางตัวรับปักหลักอยู่ในพื้นที่อย่างสมัยฟาบินโญ่ 2019/20 หรือกราเฟนแบร์ก 2024/25 มันดูสมดุลกว่าแน่ ปลอดภัยกว่าด้วย ทว่าคุณก็ต้องยอมแลกกับเกมรุกที่จะไม่ได้กำลังสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองกลางคนที่สาม ซึ่งอาจสำคัญยามต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ตั้งรับต่ำ
ถ้ายังจำกันได้ฤดูกาล 2024/25 ที่คว้าแชมป์ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้รับคล้ายสิทธิพิเศษเล่นเกมรุกอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องช่วยเกมรับ และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมกราเฟนแบร์กถึงต้องประจำตำแหน่งเบอร์ 6 อย่างเคร่งครัด
มาถึงฤดูกาลที่แล้วอาร์เน่อต้องการฟุตบอลที่เป็นแนวทางของตัวเองมากขึ้น การยืดหยุ่นให้ซาลาห์มีสิทธิพิเศษหายไป ทุกคนต้องมีส่วนในเกมรุกและเกมรับ เน้นการครอบครองบอลเบ็ดเสร็จ
โดยหลักการแล้วซาลาห์ต้องมีส่วนช่วยเกมรับมากขึ้น และกราเฟนแบร์กจะมีส่วนร่วมกับเกมรุกมากกว่าเดิม
ผมคิดว่าไอเดียคร่าว ๆ น่าจะเป็นแบบนี้ เพราะไม่อย่างนั้นกราเฟนแบร์กคงไม่ได้รับอนุญาตให้ทิ้งตำแหน่งตัวเองขึ้นไปเล่นเกมรุกถึงหน้าเขตโทษคู่ต่อสู้อย่างที่เห็นแน่
แต่ทั้งหมดทั้งมวลเมื่อลิเวอร์พูลเจอปัญหาแทบทุกครั้งที่เสียบอลหน้าเขตโทษแล้วคู่ต่อสู้โต้กลับแบบทะลุได้ยาว ๆ มันย่อมแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่เลือกใช้นั้นเสี่ยงเกินไป หรือไม่ก็คือพวกเขายังจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ไม่ดีพอ
ความเข้าใจเรื่องการป้องกันด่านแรกยังมีปัญหา ฟังดูน่าตลกกับนักฟุตบอลระดับนี้ที่ต่างก็เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกันมาแล้ว แต่สิ่งที่ปรากฏสู่สายตานั้นพาให้คิดเป็นอื่นไม่ได้จริง ๆ
ฤดูกาล 2024/25 ที่เป็นแชมป์ ไม่เพียงกราเฟนแบร์กรักษาพื้นที่เคร่งครัดเท่านั้น แต่ยามเสียบอลและถูกโต้ เรายังได้เห็นนักเตะคนอื่น ๆ วิ่งหน้าตั้งแบบไม่คิดชีวิตกลับมาช่วยเกมรับด้วย ซึ่งสุดท้ายมันทันการณ์เพราะบอลโต้ของคู่ต่อสู้ถูกชะลอไว้ก่อนแล้ว
สภาพของฟานไดค์ก็ยังไม่โรยรามาก อิบู โกนาเต้ ก็ยังมีสมาธิที่ดี ช่วยกันคนละไม้ละมือทำให้เกมรับแข็งแรง เสียทั้งฤดูกาลแค่ 41 ประตู
ภาพเหล่านั้นกลับหายไปตลอดฤดูกาลที่แล้ว และดูเหมือนจะต่อเนื่องเข้าสู่เกมเปิดหัวของฤดูกาลนี้ เมื่อกราฟยังคงพลิกบอลได้แล้วขึ้นหน้าเอง ทำให้การชะลอเกมมีน้อยยามเสียบอลหน้าเขตโทษ
อันที่จริงแล้วไม่ว่าคุณจะเล่นแบบไหน หัวใจของมันคือคุณสามารถรักษาสมดุลของเกมได้หรือเปล่า นักเตะแต่ละคนเห็นภาพแบบเดียวกันไหมว่าต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์เฉพาะหน้านั้น ๆ
ถ้าคุณเลือกเล่นแบบนี้ คุณเห็นภาพอย่างไรเวลาที่ถูกตัดบอลหรือยิงติดบล็อกแล้วคู่แข่งเก็บบอลสองได้
รุมแย่งทันที รีบปิดพื้นที่ มีคนวิ่งกลับไปประจำตำแหน่งให้เร็ว เซนเตอร์ตื่นตัวจ้องตะปบ
ถ้าทำได้ดี ทำได้สมบูรณ์แบบ คุณเล่นอย่างนี้ไปเลย.. แต่ถ้าคุณยังทำไม่ได้ ยังทำไม่ดี มีช่องทะลุพรวดถึงแดนหลังตลอด คุณก็ยังไม่ควรเล่นอย่างนี้
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อทีมก็ต้องการประตู ในวันที่ โฟลเรียน เวียร์ทซ์ กับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ยังคลำทางกันอยู่ เจอบ้างไม่เจอบ้าง
เกมที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค นั้นหายไปเลยทั้งคู่ การมีส่วนในเกมรุกของกราเฟนแบร์กย่อมเป็นเรื่องจำเป็นกับสถานการณ์ที่ทีมต้องยิงประตู
หากเวียร์ทซ์กับอิซัคเชื่อมต่อกันได้ไหลลื่นขึ้น กลายเป็นคู่หูอันตรายได้อย่างที่ตั้งใจยามซื้อมาร่วมทีม บทบาทของกราฟกับเกมรุกก็อาจน้อยลง โฟกัสกับเกมรับได้มากขึ้น และลดความเสี่ยงจากเกมโต้กลับของคู่แข่งได้
บางทีเรื่องหนึ่ง ก็กระทบไปถึงอีกเรื่องหนึ่งอย่างนี้
เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่เพราะมันคือโจทย์เดิมจากฤดูกาลก่อน ฤดูกาลที่แล้วเวียร์ทซ์ได้เล่นกับอิซัคน้อยครั้งมากเพราะหัวหอกสวีเดนเจ็บยาว ฤดูกาลนี้ยังต้องลุ้นให้อิราโอล่าหาสูตรให้คู่นี้เจอกันให้ได้กับเงื่อนไขที่ตัวเชื่อมสำคัญอย่าง อูโก้ เอกิติเก้ ยังไม่พร้อมอีกนาน
มันส่งผลกระทบต่อการเล่นของกองกลางคนอื่น ๆ
ผมคิดว่าอิราโอล่าก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ บทบาทของกราเฟนแบร์กควรเป็นอย่างไร ให้กลับไปปักหลักอยู่กับที่เหมือนซีซั่นแชมป์ดีไหม แล้วหากลยุทธอื่นในการโจมตี
อย่างน้อยการเล่นเกมรุกของฟูลแบ๊กทั้ง มิลอส เคอร์เคซ และ เฌเรมี่ ฟริมปง ก็มีอะไรให้เห็น แม้จังหวะสุดท้ายจะเข้าขั้นอยากเอาเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผากทั้งคู่
แต่มันก็เป็นบอลที่เคลื่อนขึ้นหน้า กล้าได้กล้าเสียมากขึ้น มีการเล่นร่วมกับกองกลางและปีก ประสานงานพาบอลไปถึงจังหวะสุดท้าย
ต้องปรับจูนจังหวะสุดท้ายกันอีก ทว่าเกมรุกจากแบ๊กขวา-ซ้ายที่มากกว่าเดิม ก็ทำให้ปีกมีทางเลือกในการเล่นเยอะขึ้นด้วย แม้เวลานี้จะเห็นเพียง โกดี้ กักโป ที่ไปได้ดีทางฝั่งซ้ายก็เถอะ
เกมแรกผ่านไปโดยที่ยังมีการบ้านให้อิราโอล่าต้องแก้อีกเยอะ บทบาทของกราเฟนแบร์ก การเล่นร่วมของเวียร์ทซ์กับอิซัค ความเนี้ยบของฟูลแบ๊ก รวมถึงปีกขวาตัวจริง
ริโอ เอนกูโมอา เล่นทางขวาได้ไม่ดีเท่าทางซ้ายอย่างที่เห็น แต่ทางซ้ายเวลานี้กักโปยังคงยึดตัวจริงเหนียวแน่น ถ้าเขาจะได้ลงก็ต้องข้ามไปทางขวา
ส่วนเขาจะเสียตำแหน่งปีกขวาตัวจริงให้ บิคตอร์ มูนยอซ ไหมคงต้องรอดูการตัดสินใจของอิราโอล่าอีกที เพราะแม้ผลงานของมูนยอซจะชัดเจนกว่ามากในเกมเสมอนิวคาสเซิ่ล แต่สถานการณ์ที่ทั้งคู่เจอนั้นยังแตกต่างกัน
มูนยอซถูกส่งลงไปช่วง 25 นาทีสุดท้ายที่ทีมกำลังโหมเอาประตู เปิดโหมดลุยแหลก โจทย์ของเขาคือทำยังไงก็ได้เพื่อให้บอลทะลวงไปให้ลึกที่สุด ร่างกายยังสดเต็มที่ดวลกับคู่ต่อสู้ที่เล่นมาทั้งเกม กลับกันถ้าลองเปลี่ยนริโอลงสนามช่วงท้ายด้วยโจทย์ข้อนี้ ภาพที่ออกมาก็อาจคล้าย ๆ กัน
แต่สิ่งที่เห็นจากเซนต์ เจมส์ พาร์ค มันก็น่าลองให้มูนยอซออกสตาร์ตตั้งแต่ต้นเกม เพราะผลงานของริโอทางปีกขวาเงียบสนิทมาตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่นไม่ใช่แค่เกมนี้ เจ้าหนูอาจต้องกลับไปนั่งสำรองของกักโป
แน่นอนผลการแข่งขันที่ต้องไล่ตีเสมอหืดจับไม่น่าพิสมัยหรอกครับ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าฟุตบอลของอิราโอล่าน่าตื่นเต้นดี เป็นฟุตบอลที่เล่นเกมบุก พยายามเอาบอลขึ้นหน้า กล้าเสี่ยงกล้าลุย แบ๊กเติมสูง หรือเพราะสถานการณ์ที่ตามหลังทำให้รู้สึกแบบนั้นก็ไม่รู้
เป็นฟุตบอลที่ใช้พลังพอสมควร ดู ๆ ไปก็ชวนหวาดเสียวลึก ๆ ว่าท้ายฤดูกาลจะยวบไหมนั่น
แต่นั่นเป็นปัญหาของโค้ชและนักเตะ เราแฟนบอลจะกังวลจนเกินไปก็ใช่ที่ แค่ทดไว้แล้วสังเกตการณ์ก็พอ เพิ่งจะเกมแรกเอง
#ตังกุย