ไมเคิ่ล คาร์ริค พา แมนยู ประเดิมซีซั่นใหม่สุดบอบช้ำ หลังบุกโดน ฮัลล์ ซิตี้ อัด 0-2 ชี้แนวรับสุดรั่ว ลูกตั้งเตะเป็นเหตุ ขณะที่เกมรุกตื้อสนิท ไร้ความดุดัน
ไมเคิ่ล คาร์ริค ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ มีโจทย์ให้ต้องแก้อีกเพียบ หลังนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประเดิมฤดูกาล 2026/27 ด้วยการออกไปแพ้ ฮัลล์ ซิตี้ 0-2 โดยเกมนี้นอกจากสกอร์จะน่าผิดหวังแล้ว รูปเกมก็ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ สวนทางกับ "เดอะ ไทเกอร์ส" ที่ทำผลงานหักปากกาเซียน โดยเฉพาะทีเด็ดในจังหวะการเล่นบอลไดเรก และลูกตั้งเตะ รวมทั้งแนวรับที่เล่นได้อย่างแข็งแกร่ง งานนี้ใครที่คิดว่าพวกเขาจองสัมปทานตกชั้น คงต้องคิดใหม่!!!
เกมนี้ เซอเน่อ ลัมเมนส์ ต้องออกแรงเซฟถึง 3 ครั้งก่อนที่ ฮัลล์ จะได้ประตูขึ้นนำ โดยเขาปัดลูกโหม่งของ โอลี่ แม็คเบอร์นี่ ออกไปได้ จากนั้นยังป้องกันลูกครอสที่โดนไม่เต็มเท้าของ ไรอัน ไจล์ส และเซฟลูกยิงของ แม็คเบอร์นี่ ได้อีกครั้ง ก่อนที่ เซมี่ อาจายี่ จะซ้ำเข้าไปเป็นประตู
นับตั้งแต่ย้ายมาจาก รอยัล อันท์เวิร์ป เมื่อ 11 เดือนก่อน ลัมเมนส์ สร้างความประทับใจด้วยการเป็นผู้รักษาประตูที่เหนียวแน่นและมีส่วนทำให้แนวรับของทีมไม่ตื่นตระหนก แต่ในช่วงต้นเกมนี้กลับเป็นแผงหลังของ แมนฯ ยูฯ ที่ทำให้เขาต้องเจอกับงานหนัก
ลุค ชอว์ ปล่อยให้ จอห์น อีแกน หลุดการประกบที่เสาแรก ขณะที่ อายเด้น เฮฟเว่น เสียตำแหน่งให้ แม็คเบอร์นี่ บริเวณเสาสอง และ อาจายี่ ก็ยืนอยู่แบบไร้ตัวประกบ ก่อนจะพุ่งเข้าซ้ำเต็มแรง หลังลูกเซฟของ ลัมเมนส์ เด้งไปชนเสา
นายทวารทีมชาติเบลเยียมทำได้แทบทุกอย่างที่ควรทำแล้ว แต่แนวรับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับปล่อยให้เขาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ยากเกินไป ซึ่งนี่คือปัญหาใหญ่ที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค ต้องแก้ไขด่วน
แผนการเล่นของ ฮัลล์ ซิตี้ ชัดเจนตั้งแต่เริ่มเกม นั่นคือพยายามขึ้นบอลไปทางริมเส้น ก่อนเปิดเข้าสู่กรอบเขตโทษเพื่อทดสอบกองหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในการรับมือกับลูกกลางอากาศ
แม็คเบอร์นี่ คือกองหน้าที่เหมาะกับแท็กติกนี้อย่างมาก เพราะมีความดุดันและสร้างความลำบากให้แนวรับคู่แข่งได้ แต่สุดท้ายกลับเป็นบรรดาเซนเตอร์แบ็กของฮัลล์ที่สร้างความเสียหายให้ "ปีศาจแดง" จากจังหวะลูกตั้งเตะ
ทั้งสองประตูมาจากการเปิดบอลที่ยอดเยี่ยม บอลพุ่งเร็วและมีความแม่นยำ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือการขาดความเป็นผู้นำและการยืนตำแหน่งที่ไม่เด็ดขาดของแนวรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องรูปร่างใหญ่และเล่นลูกกลางอากาศได้ดี กลับไม่มีบทบาทให้เห็นในจังหวะสำคัญเหล่านี้
ความดุดันสมฉายา "เดอะ ไทเกอร์ส" สร้างความปั่นป่วนให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้อย่างชัดเจน แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้เกมนี้คือ คุณภาพจากลูกตั้งเตะของเจ้าถิ่นนั่นเอง
เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ สิ่งที่ทุกคนคาดหวังคือบรรดานักเตะจะมีแรงกระตุ้นและพร้อมลงสนามอย่างเต็มที่ แต่จากเกมนี้ดูเหมือนว่าจะมีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งดังกล่าว
ลูกทีมของ ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้าถึงบอลช้า แพ้การดวลแบบตัวต่อตัวครั้งแล้วครั้งเล่า และดูสับสนอย่างหนักเมื่อต้องรับมือกับเกมรุกของคู่แข่ง จากภาพที่เกิดขึ้นในสนาม หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แมนฯ ยูฯ ยังไว้วางใจแนวรับชุดนี้หรือไม่ โดยเฉพาะ ลุค ชอว์ และ แม็กไกวร์
สถานการณ์ในแดนกลางก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก โดยสองแข้งใหม่อย่าง ยูริ ตีเลอมันส์ และ อันเดรย์ ซานโตส แทบไม่สามารถช่วยปกป้องแนวรับยามไม่มีบอล หรือช่วยขับเคลื่อนเกมไปข้างหน้าเมื่อครองบอลได้มากนัก
นอกจากนี้ การจัดระบบแท็กติกยังทำให้นักเตะหลายคนไปยืนทับตำแหน่งกันเองบริเวณแดนกลางอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดทั้งความสมดุลและความต่อเนื่องในการเล่น
มีไม่กี่คนที่มองว่า ฮัลล์ ซิตี้ จะสามารถอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้ หลังพวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นมาจากรอบเพลย์ออฟ ขณะที่ฤดูกาลที่ผ่านมาในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ พวกเขาเสียประตูมากถึง 66 ลูก แต่กลับยกระดับผลงานขึ้นมาได้ในช่วงเวลาสำคัญของเดือนพฤษภาคม
จากสิ่งที่แสดงให้เห็นในเกมนี้ ดูเหมือนว่า เซอร์เก ยาคิโรวิช จะมีแผนสำหรับการพาทีมอยู่รอดในลีกสูงสุด การใช้ระบบแนวรับ 5 คนของพวกเขาไม่ได้เน้นตั้งรับจนเกินไป โดยวิงแบ็กอย่าง ไรอัน ไจล์ส และ ลิวอี้ คอยล์ สามารถเติมเกมรุกขึ้นไปสร้างโอกาสและเปิดบอลเข้าเขตโทษได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ โนเบล เมนดี้ ก็ประเดิมสนามได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ คอนสตานตินอส โซลากิส นายทวารเจ้าถิ่นเจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรแทบไม่มีงานให้ต้องออกแรงมากนัก
ทัพ "พี่เสือ" แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและมีระบบการเล่นที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก
แมนฯ ยูฯ ควรจะออกมาในครึ่งหลังด้วยความมุ่งมั่นที่จะพลิกสถานการณ์ พวกเขาควรพยายามให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้ครองบอลมากขึ้น และใช้ความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนรูปเกม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเพียงการเล่นที่ไร้ชีวิตชีวาแบบเดิม
ยูริ ตีเลอมันส์ ดูเหมือนจะตามจังหวะเกมไม่ทัน ขณะที่ผลงานของ อายเด้น เฮฟเว่น เต็มไปด้วยความผิดพลาด ส่วนการจ่ายบอลทะลุแนวรับอันเป็นเอกลักษณ์ของ กัปตันบรูโน่ แทบไม่ปรากฏให้เห็นในแมตช์นี้
มาเตอุส คุนญ่า ซึ่งถอยลงมารับบอลลึกครั้งแล้วครั้งเล่า กลับแทบไม่มีส่วนร่วมกับเกม ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไม่สามารถกลับมาสร้างผลงานในแบบฮีโร่ได้ ส่วน ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ดูเป็นนักเตะที่สร้างความอันตรายได้มากที่สุด แต่เขาคนเดียวไม่สามารถแบกรับความหวังในการทำประตูได้
ตอนนี้ คาร์ริค จำเป็นอย่างยิ่งต้องกระตุ้นลูกทีมให้กลับมาเล่นได้อย่างคึกคักเหมือนช่วงกลางซีซั่นที่แล้ว และตอนอุ่นเครื่องปรีซีซั่นให้ได้